‘หลบไม่พ้นแล้ว’ หยางอี้ปินหลับตารอรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น
“…………..”
ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีแม้แต่เสียงระเบิด หรือสัญญาณการกระแทกใดๆ หยางอี้ปินลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เบื้องหน้าเขาคือร่างของมู่เชียน ในมือข้างหนึ่งของนางมีกระบี่แสงวายุ ส่วนมืออีกข้างถือลูกแก้วหนึ่งลูก ในนั้นมีปราณสีเงินไหลวนอยู่
นี่คือลูกแก้วที่มู่เชียนได้พบในหออาวุธของมิติกำไล ชื่อว่าลูกแก้วหมุนปราณ เป็นหนึ่งในอาวุธเวทย์ระดับฟ้า ความสามารถของมันคือสามารถดูดกลืนปราณโจมตีทุกชนิดไว้ในตัวมัน และเปลี่ยนกลับเป็นการโจมตีได้ ซ้ำยังรุนแรงกว่าเดิมอีกด้วย ข้อจำกัดก็คือการโจมตีนั้นปริมาณต้องไม่มากไปกว่าระดับปราชญ์ยุทธ์ หากปริมาณปราณธาตุด้านในมหาศาลเกินกว่าลูกแก้วจะรับไหว มันจะระเบิดออกและเกิดอันตรายอย่างมาก
พยัคฆ์อสูรเห็นนางกลับลงมาอีกครั้งก็เลิกสนใจผู้อื่น มันพุ่งตัวเข้าใส่มู่เชียนทันที ปากขนาดใหญ่ของมันอ้ากว้างคิดจะขบเอาหญิงสาวตรงหน้าให้ขาดเป็นสองท่อน มู่เชียนเก็บลูกแก้วแล้วกำดาบแสงวายุในมือแน่น แทงตรงเข้าใส่ปากของพยัคฆ์ร้ายทันที อย่างไรในปากก็ยังเป็นจุดอ่อนนุ่มที่สุด นางสามารถแทงทะลุจากปากเข้าสู่สมองของมันได้โดยตรง
ทว่าเสือร้ายราวกับเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ปากใหญ่โตของมันเปลี่ยนเป็นพ่นเอาปราณสีเงินยวงออกมา ด้วยระยะที่กระชั้นชิด ทำให้ปราณนั้นอัดกระแทกเข้าที่ร่างบางของมู่เชียนอย่างจัง จนกระทั่งนางกระเด็นไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง พยัคฆ์อสูรเห็นการโจมตีได้ผล จึงลิงโลดใจ มันย่างเท้าพุ่งเข้าใส่ร่างของเด็กสาวที่ทรุดอยู่ที่โคนต้นไม้ทันที
“ศิษย์น้องมู่/เสี่ยวเชียน !”
เถาวัลย์มากมายโผล่ขึ้นจากพื้น เพื่อหวังชะลอการเคลื่อนไหวของพยัคฆ์ริ้วเงิน ทว่าราวกับเป็นเพียงต้นหญ้าไร้ราคา เจ้าเสืออสูรกระโจนไปด้านหน้า เถาวัลย์พันธนาการเหล่านั้นก็ฉีกขาดราวกับเป็นเชือกกระดาษ โม่เจี้ยนพยายามขว้างมีดบินเข้าขวาง จ้าวซงก็รัวขว้างระเบิดอัคคีเข้าใส่ หยางอี้ปินเองก็ปล่อยอาวุธลับในขลุ่ยออกมาจนสิ้นแล้ว ทว่ากลับไม่ปรากฏผลแม้แต่น้อย เจ้าพยัคฆ์ริ้วเงินยังคงมุ่งหน้าเข้าใส่มู่เชียน ปากของมันอ้ากว้างออก เมื่อเข้าใกล้เด็กสาว นี่คืออาหารมื้อแรกของมัน
โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเกาทัณฑ์สีทองปรากฏขึ้นในมือของฉวนสี่ ชายหนุ่มง้างเกาทัณฑ์กำลังจะปล่อยออกไป แต่กลับเห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติของมู่เชียนเสียก่อน เด็กสาวลืมตาขึ้นอย่างปุบปับ ดาบแสงวายุในมือฟาดฟันเข้าที่ปากของมันอีกครั้ง คราวนี้เป็นระยะที่ใกล้กว่าเดิมมาก
“แผนเยี่ยมมาก” พวกฉวนสี่ดวงตาเป็นประกายยินดี พวกเขาลืมไปได้อย่างไรชุดเวทย์ของนางสามารถป้องกันการโจมตีของปราชญ์ยุทธ์ได้หนึ่งครั้งนี่นา และด้วยความประมาทคราวนี้มันย่อมรวบรวมปราณสีเงินนั่นไม่ทันแน่
ทว่าปราชญ์อสูรอย่างไรก็เป็นปราชญ์อสูร แม้กระบวนท่าของมู่เชียนจะรวดเร็ว แต่ก็ยังอยู่ในสายตาของมันอยู่ดี ปากขนาดยักษ์ของมันงับลงที่ดาบแสงวายุของนาง แล้วบิดกระชากอย่างแรงจนดาบกระเด็นออกไป
แม้อาวุธเวทย์ในครอบครองจะร้ายกาจเพียงใด ทว่าการฝึกตนของนางก็ยังเป็นรองปราชญ์อสูรตนนี้อยู่ดี แต่กระนั้นมู่เชียนที่นั่งประชิดอยู่เบื้องหน้าสัตว์ร้ายกลับยังดูสงบเยือกเย็น
“แสงศักดิ์สิทธิ์ เข็มผ่านฟ้า” ดวงตาของมู่เชียนเปล่งประกายสีเงิน…. เข็มแสงขนาดเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้านางแล้วหายวับไป
“โฮกกก…” ตาของสัตว์ร้ายตรงหน้ามีเลือดพุ่งออกมา เข็มแสงเล่มหนึ่งพุ่งทะลุออกมาจากดวงตาของมัน ก่อนจะจางหายไป
นี่คืออีกหนึ่งในเคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์ ใช้ปราณธาตุมืด เปิดมิติเข้าสู่ดวงตาของสัตว์ร้าย จากนั้นปราณธาตุแสงและธาตุลมก็ควบรวมกันกลายเป็นเข็มขนาดเล็ก ถูกส่งเข้าสู่กึ่งกลางดวงตาของมันโดยตรง แม้วิชานี้จะร้ายกาจมาก ทว่าด้วยระดับการฝึกตนที่ยังไม่สูงนัก ทำให้นางสามารถสร้างได้เพียงเข็มขนาดเล็กเพียงหนึ่งชุ่นและส่งไปได้ในระยะที่ไม่เกินสองช่วงแขนเท่านั้น โชคดีที่เสือร้ายเข้าประชิดตัวนาง นางจึงมีโอกาสทำร้ายมันได้โดยที่มันไม่ทันตั้งตัว
เจ้าเสือร้ายคำรามอย่างเจ็บปวดและโกรธแค้น ดวงตาที่เหลืออีกข้างของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ขาหน้ามหึมาสองข้างยกขึ้นเหนือศีรษะคิดจะตะปบลงมาที่ร่างของมู่เชียนให้แหลก มู่เชียนรู้ดีว่าขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะเอาชนะเจ้าเสือตัวนี้ได้ นางต้องการเวลาอีกแวบเดียวเท่านั้น
“ศิษย์พี่ทุกท่าน อุดหูไว้ ศิษย์พี่โม่ท่านเตรียมตัวด้วย”
แม้จะงุนงงแต่ทุกคนก็ยังคงทำตามนาง การที่เห็นเด็กสาวผู้หนึ่งต่อสู้กับปราชญ์อสูรตามลำพัง ทั้งยังทำร้ายมันจนตาบอด ทำให้พวกเขาตื่นตะลึงอย่างมาก
“คลื่นเสียงสะกดวิญญาณ…..……!! ” มู่เชียนใช้เคล็ดวิชาคลื่นเสียงสะกดวิญญาณที่ได้มาจากลูกแก้วปราชญ์อสูรในการทดสอบครั้งก่อน เสียงนั้นสะเทือนก้องไปทั่วป่า เจ้าเสือร้ายที่อยู่ตรงหน้าถึงชะงักกึกไปแวบหนึ่ง แต่แวบเดียวนั้นก็เพียงพอแล้ว เด็กสาวปลดปล่อยปราณธาตุที่ค้างอยู่ในลูกแก้วหมุนปราณออกมากระแทกใส่เจ้าเสือร้าย ปราณจากลูกแก้วนั้นรุนแรงกว่าการโจมตีดั้งเดิมของมันหลายเท่า ร่างใหญ่โตของพยัคฆ์ริ้วเงินกระเด็นขึ้นไปในอากาศ
“ตอนนี้ล่ะ !” มู่เชียนหันไปส่งสัญญาณให้โม่เจี้ยน เขารีบรวบรวมปราณธาตุทั้งหมดในร่างถักทอเป็นตาข่ายแล้วคลุมร่างของสัตว์ร้ายไว้ในทันที
“ครอบอสูร”
พยัคฆ์ริ้วเงินขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ แม้จะบอบช้ำอยู่บ้าง ทว่าด้วยระดับปราชญ์ยุทธ์ที่มีมันจึงสามารถดิ้นรนท่ามกลางการพันธนาการของโม่เจี้ยนได้ สีหน้าเจ้าของพันธนาการดูอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
“ข้าคงตรึงร่างมันได้อีกไม่นานแล้ว พวกท่านจะทำอะไรก็รีบทำเถิด” โม่เจี้ยนเอ่ย พร้อมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ไม่รอให้มู่เชียนลงมือ ฉวนสี่ที่เพิ่งลอบเก็บเกาทัณฑ์ไป ก็กระโดดขึ้นมากลางอากาศ ดาบวารีเล่มหนึ่งในมือเขาแทงทะลุจากใต้คางของเสือร้ายขึ้นสู่ทะลุกระโหลกของมันทันที จากนั้นจึงคว้านเอาลูกแก้วสัตว์อสูรออกมาได้ กับพยัคฆ์ที่ดุร้ายตนนี้เขาไม่คิดไว้ชีวิตอยู่แล้ว ร่างสัตว์อสูรขนาดยักษ์ทรุดฮวบกับพื้น ซากร่างของมันเปลี่ยนเป็นหดเล็กลงกลายเป็นเสือโคร่งธรรมดาตัวหนึ่งไป
“ชนะแล้ว !” โม่เจี้ยนเอ่ยเอ่ยอย่างโล่งอก แล้วนอนแผ่ลงกับพื้นเขาไม่เหลือแรงจะยืนจะเดินแล้ว
“เอ้านี่….กินซะ จะได้มีแรงเดินกลับ” จ้าวซงส่งยาคืนพลังเม็ดหนึ่งให้โม่เจี้ยน เขาก็รับมากินทันที ครู่เดียวก็สามารถฟื้นฟูปราณธาตุได้ราวสองส่วน
“ลูกแก้วปราชญ์อสูรชิ้นแรกของพวกเรา” ฉวนสี่เอ่ยพลางยกลูกแก้วขึ้นมาดู ทว่าทันใดนั้นร่างไร้ลมหายใจของเจ้าพยัคฆ์ที่กองอยู่กลับกระตุกยืนขึ้นมา ทำให้พวกมู่เชียนรีบถอยห่างอย่างตกใจ
ร่างเสือโคร่งสีเหลืองดำกระตุกแรงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็บริเวณที่เป็นกระดูกก็ขยายขนาดออกจนปูดโปน ครู่เดียวกระดูกขาวโพลนปะปนกับโลหิตงอกออกมานอกร่าง ลำตัวของมันกลับมาใหญ่โตใกล้เคียงกับขนาดตอนเป็นปราชญ์อสูรอีกครั้ง ทว่าอสูรร้ายยามนี้กลับเป็นเพียงโครงกระดูกขนาดใหญ่ และหนังห่อหุ้มที่บางแสนบาง บริเวณลำตัวและศีรษะ อวัยวะส่วนอกและท้องที่เต้นตุบๆอยู่ภายในนั้นมองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล
“นี่มันตัวอะไรกัน…. ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรที่เสียลูกแก้วไปจะกลายเป็นสัตว์ธรรมดาหรือ เหตุใดจึงกลายเป็นตัวประหลาดเช่นนี้ไปได้” หยางอี้ปินเอ่ย
ฉวนสี่มองลูกแก้วสัตว์อสูรที่อุ่นจนร้อนขึ้นในมือ มันค่อยๆเปลี่ยนจากสีเงินสุกใสกลายเป็นสีดำทึบ
ราวกับพยัคฆ์ตัวนั้นจะรู้สึกได้ มันคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่ฉวนสี่ที่ถือลูกแก้วอสูรของมันอยู่ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ตนมี ทว่ายามนี้ความเร็วของมันตกลงไปมาก การสูญเสียลูกแก้วอสูรไปทำให้ความสามารถด้านการต่อสู้ของมันต่ำลงด้วย
มู่เชียนผลักฉวนสี่ไว้ด้านหลัง ด้วยไม่รู้ว่าลูกแก้วอสูรในมือของเขาจะส่งผลต่อร่างสัตว์ร้ายตรงหน้านี้เช่นไร นางฟันดาบแสงวายุออกไป กระทบถูกบริเวณช่วงท้องของมัน หนังบางๆบริเวณนั้นขาดออกจากกันทันที
“แผละ !!” ไส้และเครื่องในของสัตว์ร้ายตกลงมาสู่พื้นอย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแผลจากดาบแสงวายุยังยาวไปถึงกระดูกบริเวณสะโพกของมัน ด้วยกระดูกที่ผิดรูปนั้นทำให้รู้ว่ากระดูกโคนขาของพยัคฆ์ร้ายได้หลุดออกจากเบ้าแล้ว ทว่าโครงกระดูกพยัคฆ์ตนนั้นกลับไม่สนใจ ยังคงเดินลากขาที่พิการข้างนั้นตรงเข้าใส่ฉวนสี่ช้าๆ ภาพอันน่าสยดสยองนั้น ทำให้หนุ่มสาวทั้งหลายรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
“ครอบอสูร”
โม่เจี้ยนตัดสินใจปล่อยวิชาครอบอสูรออกมาอีกครั้ง ร่างของพยัคฆ์ร้ายถูกพันธนาการจึงนิ่งไป จ้าวซงนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่แล้วขว้างดาบเพลิงเข้าใส่ทะลุตำแหน่งหัวใจของมันทันที
หัวใจของอสูรร้ายลุกไหม้จนสลายไป แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่อาจหยุดมันได้ พยัคฆ์กระดูกไม่เพียงไม่ตาย แต่เมื่อสูญเสียหัวใจไปมันกลับเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ปราณมืดแปลกประหลาดค่อยไหลๆเอื่อยออกจากส่วนกระโหลกศีรษะย้อมโครงกระดูกสีขาวให้กลายเป็นสีดำสนิท ส่วนข้อต่อที่ขาดไปค่อยสมานกันอีกครั้งต่อหน้าต่อตาพวกเขา ทั้งพลังยุทธ์ของสัตว์อสูรตัวนั้นก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย
โม่เจี้ยนที่เมื่อครู่ยังฟื้นฟูพลังกลับมาได้เพียงเล็กน้อยก็ต้องมาใช้วิชาครอบอสูรอีกเริ่มทนไม่ไหว ในที่สุดโครงกระดูกพยัคฆ์ตัวนั้นก็สะบัดหลุดจากพันธนาการของโม่เจี้ยนโดยที่ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว พยัคฆ์ร้ายตรงเข้าโจมตีโม่เจี้ยนที่พยายามควบคุมมันไว้ทันที ปากขนาดยักษ์กัดเข้าที่แขนข้างซ้ายของโม่เจี้ยนแล้วสะบัดอย่างแรง จนโม่เจี้ยนกระเด็นไปจากนั้นก็พุ่งตามติด คิดจะโจมตีเขาให้ถึงตาย ทว่ามู่เชียนก็เข้ามาขวางไว้ได้ทัน
“เพลิงประทับนภา”
เพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งจากมือของหญิงสาว นี่เป็นการโจมตีขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาเพลิงประทับ นางผสานปราณเทพอสูรของเสี่ยวจิ้งลงไปด้วยเต็มสิบส่วนเป็นครั้งแรก เพราะไม่อยากเสี่ยงกับสัตว์ประหลาดตรงหน้าอีกแล้ว
“กร้าซซซซ……”
ด้วยวิชาระดับดิน และปราณธาตุไฟสิบส่วนจากเทพอสูร ทำให้โครงกระดูกของสัตว์ยักษ์ระเหิดหายไปทันที คราวนี้พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าพยัคฆ์ตัวนี้จะฟื้นคืนชีพอีกแล้ว
ศิษย์พี่น้องทั้งสี่รีบวิ่งไปดูอาการของโม่เจี้ยนที่นอนอยู่ก็พบว่าเขาสลบไปแล้ว แขนซ้ายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกแขนหักเนื้อแทบขาดออกจากกัน มู่เชียนรีบนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากกำไลมิติออกมาใช้เพื่อห้ามเลือด จากนั้นก็ร่วมกับหยางอี้ปินใช้ปราณโอสถเพื่อรักษาแขนของเขาให้มากที่สุด หากปล่อยไว้โม่เจี้ยนอาจถึงขั้นพิการได้
ฉวนสี่มองภาพศิษย์น้องที่บาดเจ็บแล้วเผลอกำมือแน่น เขารู้สึกถึงลูกแก้วอสูรในมือจึงยกขึ้นมาดูอีกครั้ง พบว่าลูกแก้วสีดำสนิทนั้นเปลี่ยนเป็นสีเงินสว่างดังเดิมแล้ว
“ทันทีที่กลับไป เราต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านอาจารย์ทั้งหลายทราบ” ฉวนสี่เอ่ย
ผ่านไปครึ่งชั่วยามมู่เชียนและหยางอี้ปินหยุดการรักษาในที่สุด นางมองบาดแผลของโม่เจี้ยนแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แม้จะยังไม่ฟื้นแต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว” นางยิ้มอย่างยินดี หากโม่เจี้ยนยังไม่ดีขึ้นนางคงต้องเสี่ยงเปิดเผยปราณอี้เจ๋อเพื่อรักษาเขาให้ถึงที่สุด
“อีกไม่เกินชั่วยามก็หมดเวลาแข่งขันพอดี พวกเราควรกลับกันได้แล้ว”
จ้าวซงมองฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น เขากับฉวนสี่เดินเข้ามาใกล้ คิดจะแบกร่างของโม่เจี้ยนขึ้นมา ทว่าทันใดนั้น ฉวนสี่กลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เขาหันหลังแล้วสร้างเกราะเวทย์วารีขึ้นครอบคลุมพวกพ้องทั้งหมดทันที
“เปรี้ยง !”
ที่นอกเกราะวารี กงจักรสีดำสนิทชิ้นหนึ่งตกอยู่ ดูเหมือนว่ายังไม่ทันปะทะกับเกราะของฉวนสี่มันก็ร่วงลงพื้นเสียก่อน พวกเขาทั้งสี่มองแล้วก็รีบกระจายตัวล้อมโม่เจี้ยนที่ยังบาดเจ็บไว้ตรงกลางทันที
“นั่นใคร ?!” ฉวนสี่ตะโกนขึ้นโดยไม่ปลดเกราะวารีแม้แต่น้อย สำหรับเขาการลอบโจมตีจากมนุษย์นั้นน่ากลัวกว่าสัตว์อสูรมาก
ร่างบุรุษสี่ร่างในชุดสีดำ ก้าวออกมาจากทั้งสี่ทิศของพวกเขา ท่าทีของพวกเขามองไปรอบด้านทว่าไม่ได้ใส่ใจพวกมู่เชียนที่อยู่ตรงกลางแม้แต่น้อย
“พวกเราปราชญ์ยุทธ์ทั้งสี่แห่งต้าเยว่ เมื่อครู่ใครกล้ามาขวาง จงปรากฏตัวออกมาซะ !!”
“ต้าเยว่” มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง
เช่นเดียวกับหญิงสาว พวกฉวนสี่ที่เหลือต่างก็งุนงงกับสถานการณ์เช่นกัน ….. ดูเหมือนเมื่อครู่คนเหล่านี้พยายามโจมตีพวกเขา แต่มีคนขัดขวางไว้
คนชุดดำยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบจากบุคคลปริศนาผู้นั้น ….
“หนีไปแล้วสินะ …. ดีที่ยังรู้จักกลัว องค์ราชาของข้ามีคำสั่ง กำจัดเด็กเหล่านี้ หากไม่อยากตายก็หลบไปซะไกลๆ พวกเราจะมองผ่านไปสักครั้ง !!….”
มู่เชียนนิ่งแข็งไปทั้งตัวตั้งแต่ได้ยินคำว่าแคว้นต้าเยว่แล้ว องค์ราชา เยว่เทียนหงคนนั้นน่ะหรือคิดกำจัดนาง หรือเขานึกเสียใจขึ้นมาที่ปล่อยนางไปวันนั้น