“ได้! ได้!” สมิธรีบก้มหัวโค้งคำนับตามที่กรีนชิลดบอกอย่างรวดเร็ว
ชู ชู ชู
ชู ชู ชู
ชู ชู ชู
ชู ชู ชู
ชู ชู ชู
เมื่อเหล่าหัวกะหล่ำปลีเห็นสมิธโค้งคำนับให้แทนที่จะดีใจหรือสรรเสริญกลับหยุดเต้นในทันทีพร้อมกับบ่นออกมาอย่างมากมายจนสมิธงงว่าเขาโค้งผิดวิธีหรือะไรกันจนกระทั้งเขาหันไปมองกรีนชิลดเพื่อขอคำปรึกษาแต่เขาดันเห็น...
“อุ๊บ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สมิธนี้หลอกง่ายจริงๆแค่มันบอกให้โค้งคำนับก็ยอมทำตามทันที
ภาพที่สมิธเห็นคือกรีนชิลดหัวเราะชอบใจชนิดที่ว่ากรีนชิลดน่าจะเป็นคนที่ตลกที่สุดในโลก
ชู ชู ชู
ชู ชู ชู
หลังจากกรีนชิลดหัวเราะพอแล้วตัวมันก็เข้าไปอธิบายกับพวกหัวกะหล่ำปลีว่าสมิธไม่ได้มีเจตนาร้ายที่จะปฏิเสธการสรรเสริญเพราะการก้มหัวทำความเคารพคือภาษาทางกายของพวกเหล่าหัวกะหล่ำปลีที่แปลว่าปฏิเสธในความหมายรุนแรงพออธิบายให้เหล่ากะหล่ำปลีเข้าใจแล้วมันก็ไปบอกสมิธต่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อสักครู่หมายถึงอะไร
“ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเอาพวกนี้กลับไปที่ฟาร์มนายคงไม่ขัดข้องอะไรใช่ไหม” สมิธตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่ายังไงก็ต้องเอาพวกหัวกะหล่ำปลีนี้กลับบ้านให้ได้
“ก็แล้วแต่เจ้า”กรีนชิลดตัวมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพวกนี้จะอยู่หรือไม่อยู่ยังไงก็ได้
“นายช่วยถามพวกเขาให้หน่อยว่าอยากจะไปฟาร์มของฉันไหมและบอกด้วยว่าฟาร์มที่นั้นมีผลไม้ที่ยิ่งกว่าแอปเปิ้ลผลเมื่อสักครู่อีก”แม้สมิธอยากจะให้เหล่าหัวกะหล่ำปลีไปอยู่ด้วยมากสักแค่ไหนก็ต้องถามความเห็นของเจ้าตัวซะก่อนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการลักพาตัว
ชู ชู?
ชู ชูชู ชู?
ชู ชู
ชู ชูชู ชูชู ชูชู ชูชู ชูชู ชู
เหมือนจะไปได้ดีเพราะสมิธเห็นพวกหัวกะหล่ำปลีแสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจนเมื่อกรีนชิลดพูดตามที่กรีนชิลดบอกเมื่อสักครู่
“เจ้าพวกนี้ยอมไปด้วยอย่างกับเด็กแค่เอาแอปเปิ้ลมาล่อก็ยอมไปซะทุกอย่าง” กรีนชิลดยอมใจในความใสซื่อของเจ้าพวกหัวกะหล่ำปลีจริงๆ
“นายพอจะถามชื่อของพวกเขาได้ไหม”สมิธขอให้กรีนชิลดถามชื่อของพวกหัวกะหล่ำปลีเพราะจะให้เขาเรียกว่ากะหล่ำปลีมันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
ชู? ชู? ชู? ชู? ชู? ชู? ชู? กรีนชิลดถามชื่อเหล่าหัวกะหล่ำปลี
“อืม!...เจ้าตั้งชื่อให้เจ้าพวกนี้ใหม่แล้วกัน พวกนี้บอกว่าเมื่อพวกมันย้ายดินแดนก็เท่ากับย้ายตัวตนต่อไปนี้จะมันอุทิศชีวิตให้นายมันก็เลยอยากให้นายที่เปรียบเสมือนพระเจ้าดินแดนแห่งใหม่ตั้งให้” กรีนชิลดบอกให้สมิธตั้งชื่อใหม่ให้พวกหัวกะหล่ำพวกนี้แถมอธิบายเพิ่มเติมว่าเจ้าพวกนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน
“ครอบครัวพวกนายมีอยู่7”
“....พอดีเลยพ่อชื่อซันเดย์ ส่วนแม่ชื่อแซทเทอร์เดย์ พี่ชายคนโตสุดชื่อมันเดย์ พี่สาวคนรองทิวสเดย์ พี่สาวคนกลางเวนส์เดย์ น้องสาวคนรองเธอสเดย์น้องสาวเล็กสุดฟรายเดย์”
สมิธคิดอยู่สักพักว่าจะตั้งชื่อให้พวกนี้ยังไงดีจนกระทั้งตัดสินใจเป็นชื่อวันเพราะแต่ละคนเองก็มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเองชื่อยิ่งเหมาะอย่างคนพ่อชื่อซันเดย์หัวกะหล่ำก็ออกสีแดงหน่อยๆคนแม่แซทเทอร์เดย์ดอกกระหล่ำวงในสีขาวนวลแต่สีขอบนอกเป็นสีส้มอ่อนๆ พี่ชายคนโตมันเดย์ หัวกะหล่ำสีเหลืองเข้มมาเลยอย่างกับดอกทานตะวันพี่สาวทิวสเดย์ก็ดอกสีชมพูอ่อนคนกลางสีขาวไม่โดดเด่นอะไร! น้องสาวคนลองเธอสเดย์เหมือนพ่อและพี่ชายผสมกันจึงออกมาเป็นสีส้มสว่างราวกับดอกกะหล่ำที่ทำจากดวงอาทิตย์มาถึงน้องเล็กสุดแม้สีบนดอกกะหล่ำจะดูเป็นสีเขียวปกติแต่ด้วยนิสัยและพฤติกรรมที่สมิธเห็นตลอดว่าเธออยู่ไม่เคยนิ่งดูครึกอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับมนุษย์วันศุกร์ที่มักจะตื่นเต้นและมีกำลังเป็นพิเศษเพราะมันเป็นสุดท้ายก่อนจะได้พักผ่อน
“จะให้พวกนี้ไปกับเรายังไงดี” สมิธหันไปถามความเห็นกับกรีนชิลดเรื่องว่าจะเอาอย่างไรดีกับพวกหัวกะหล่ำปลี
“เดี๋ยวข้าจัดการเอง”กรีนชิลดตอบด้วยความมั่นใจก่อนจะเปลี่ยนมือและแขนของตัวเองเป็นเถาวัลย์ยาวไปที่เท้าอันบอบบางซึ่งเป็นเพียงใบไม้ใบเดียวของเหล่าหัวกะหล่ำทุกตนจากนั้นกรีนชิลดนำเถาวัลยเหล่านั้นห่อหุ่มเท้าทุกเท้าก่อนจะปรับแต่งเล็กน้อยจนในที่สุดก็เป็นไปตามที่ตัวมันต้องการคือ…
“โคตรเจ๋ง! นายทำรองเท้าให้พวกนี้”สมิธแปลกใจในความสามารถของกรีนชิลดอีกครั้งเพราะครั้งนี้กรีนชิลดได้สร้างรองเท้าที่หอหุ่มเท้าอันบอบบางของเหล่ากะหล่ำปรีได้เป็นอย่างดีส่วนสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะการเดินทางของพวกเหล่าหัวกะหล่ำปลีค่อนข้างจำกัดเดินได้แค่2 พื้นผิวเท่านั้นคือดินและน้ำ เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างบอบบางและปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ไม่ค่อยจะได้สักเท่าไหร่หากเดินเท้าเปล่าที่ปูนหรืออะไรก็ตามที่แข็งๆรับรองได้เลยขาของพวกนี้ได้ขาดแน่นอน
“ป่ะเดินทางไปหาฟีนิกซ์กันต่อ”