ทันทีที่ได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งร้องทัก องค์หญิงห้าที่ถูกรบกวน่เวลาแห่งความเพลิดเพลินและดื่มด่ำในรสชาติก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือน นางก็กล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ท่านพี่! เหตุใดวันนี้ถึงได้มาเช้านักล่ะ อาช่างเถอะ ๆ รีบมากินขนมนี่ด้วยกันดีกว่า อร่อยอย่าบอกใครเชียว!”
บุคคลผู้มาใหม่เมื่อครู่คือหยวนิจวิ้นจู่* นางเป็พระธิดาของฉางเล่ออ๋องผู้ซึ่งเป็พระอนุชาต่างพระมารดาของฝ่าา
*จวิ้นจู่:ตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิง ขึ้นอยู่กับการสืบสายเืทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เป็ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 3 ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็พระธิดาในชินอ๋องกับพระชายาเอก
นางกำนัลประจำกายของหยวนิจวิ้นจู่ค่อย ๆ ประคองผู้เป็นายเข้ามายังห้องรับแขกด้วยความระมัดระวัง จากนั้นผู้มีบรรดาศักดิ์เป็องค์หญิงขั้นสามก็เอ่ยวาจาต่อไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หากวันนี้ข้าไม่มาแต่เช้า ก็คงไม่ได้รู้ได้เห็นว่าใครบางคนแอบมานั่งกินขนมแต่ไก่โห่เช่นนี้แน่”
สิ้นวาจานั้น องค์หญิงห้าก็ส่งสายตาค้อนขวับเข้าใส่ลูกพี่ลูกน้องอย่างแสนงอนทันที
ขนมที่เสิ่นเชียนเกอนำมาด้วยในวันนี้มีค่อนข้างมาก แม้จะแบ่งให้เยี่ยนอ๋องไปแล้วแต่ส่วนที่เหลือก็ยังมีไม่น้อย
ไม่ว่าองค์หญิงห้าจะโปรดปรานขนมที่อยู่ในจานมากเพียงใด แต่นางก็เหมือนคุณหนูในห้องหอคนอื่น ๆ ที่กินเป็แมวดม เพิ่งกินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกอิ่มเสียแล้ว ขนมและเกี๊ยวเ่าั้จึงยังเหลืออยู่มากกว่าครึ่ง
เมื่อหยวนิจวิ้นจู่นั่งลงแล้ว หงเยี่ยนก็รีบนำตะเกียบคู่ใหม่มามอบให้ในทันที
หลังจากทอดสายตามองดูของกินบนโต๊ะทั้งสามอย่างแล้ว หยวนิจวิ้นจู่ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ “นี่เป็อาหารตำรับใหม่ที่ห้องเครื่องจัดเตรียมมาอย่างนั้นหรือ? เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยสักจาน”
องค์หญิงห้าจึงรีบแนะนำขนมหรูอี้ซูซึ่งเป็จานโปรดของตนอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่ลองชิมจานนี้ดู! ข้าคิดว่าจานนี้อร่อยที่สุดแล้ว!”
จบคำนั้น พระราชธิดาแห่งกุ้ยเฟยก็หันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของห้องเครื่องพลางเบ้ปากแล้วกลอกตามองฟ้า กิริยาท่าทางสื่อถึงความเอือมระอา “ท่านพี่ ถ้าคนพวกนั้นรู้จักวิธีคิดค้นสูตรอาหารใหม่ ๆ ข้าคงไม่ต้องมากินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุก ๆ วันเช่นนี้หรอก คนที่นำขนมพวกนี้มาคือเสิ่นเอ้อร์ต่างหาก”
‘คุณหนูรองเสิ่นรึ?’ หยวนิจวิ้นจู่คิดไม่ถึงเลยว่าผู้ที่ทำอาหารที่ทั้งประณีตงดงามและส่งกลิ่นอันน่าเย้ายวนนี้จะเป็เสิ่นเชียนเกอไปได้…
‘เสิ่นเอ้อร์ที่ปกติแล้วยามอยู่ในหอศึกษาจะชอบทำตัวหุนหันพลันแล่นผู้นี้หรือ? สตรีหัวอ่อนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังจนถูกพี่สาวที่เป็บุตรบุญธรรมหลอกใช้โดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้งนี่น่ะหรือที่สามารถรังสรรค์อาหารงดงามเหล่านี้ได้?’ เหตุใดคนอย่างนางถึงได้ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคนเช่นนี้ล่ะ?
หญิงสาวสูงศักดิ์หันไปเอ่ยถามเสิ่นเชียนเกอที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่รีรอ “คุณหนูรองเสิ่น อาหารหน้าตาน่ากินเหล่านี้เ้าปรุงขึ้นเองจริงหรือ?”
เสิ่นเชียนเกอพยักหน้าตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจ “ทูลจวิ้นจู่ นี่เป็อาหารที่หม่อมฉันตื่นขึ้นมาปรุงเมื่อเช้า แล้วนำมายังหอศึกษาเองเพคะ”
หยวนิจวิ้นจู่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะยื่นมือออกไปคีบขนมหรูอี้ซูขึ้นมากัดหนึ่งคำ ทันใดนั้นรสเค็มอ่อน ๆ ที่ผสมรวมเข้ากับความหอมหวานของหงจ่าวก็ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งโพรงปาก ความหอมละมุนนี้ยังคงตราตรึงอยู่ในทุก ๆ อณู คิดไม่ถึงเลยว่าความเค็มและความหวานจะสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัวจนกลายเป็อาหารเลิศรสได้ถึงเพียงนี้ ผู้ใดที่ได้ลิ้มชิมรสจะต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเห็นปากน้อย ๆ ของหยวนิจวิ้นจู่เริ่มขยับเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ มุมปากของเสิ่นเชียนเกอก็ค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างพึงพอใจ สมแล้วที่เป็ลูกพี่ลูกน้องกัน ความนิยมในรสชาติอาหารเหมือนกันทุกประการ ดูเหมือนว่ารสชาติของขนมหรูอี้ซูจานนี้คงถูกปากถูกใจหญิงสาวจำนวนไม่น้อยอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ตัวหงจ่าวยังมีสรรพคุณช่วยในการบำรุงโลหิตและระบบประสาท ซึ่งก็นับว่าส่งผลดีต่อร่างกายของอิสตรีเป็อย่างยิ่ง
องค์หญิงห้ากำลังใช้สายตาจับจ้องผู้มีศักดิ์เป็พี่สาวด้วยความตั้งใจ ครั้นได้เห็นปฏิกิริยาของนางแล้ว ก็ทราบในทันทีว่า หยวนิจวิ้นจู่เองก็ชื่นชอบรสชาติของขนมหรูอี้ซูจานนี้มาก องค์หญิงน้อยจึงแนะนำอาหารจานอื่นให้พี่สาวด้วยความตื่นเต้นยินดี “เป็อย่างไรบ้าง ท่านพี่ ข้าไม่ได้พูดผิดไปใช่หรือไม่?”
ยิ่งเวลาล่วงเลยไป บรรดาดรุณีสูงศักดิ์ที่มาถึงหอศึกษาชั้นในก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยามนี้ รอบกายองค์หญิงห้าและเสิ่นเชียนเกอรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่และองค์หญิงหลายพระองค์ ทุกคนต่างกำลังให้ความสนใจอาหารและขนมหอมกรุ่นที่อยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าองค์หญิงห้า และเมื่อได้ลองลิ้มชิมรสดูแล้ว ความรื่นรมย์เคลิบเคลิ้มก็ปรากฏให้เห็นบนดวงพักตร์อ่อนเยาว์กันอย่างถ้วนทั่ว
วันนี้เสิ่นเจียวเจียวก็ยังคงนั่งรถม้าคันหรูของตระกูลเสิ่นเพื่อมายังหอศึกษาโดยมีผู้เป็พี่ชายคอยควบม้ามาส่งถึงประตูวังหลวงเช่นเคย ซึ่งในเวลานี้ก็ไม่ได้ถือว่าเช้าหรือสายจนเกินไปนัก
วันนี้คุณหนูใหญ่เสิ่นสวมชุดกระโปรงสีเขียวคราม สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเขียวขลิบด้วยขนกระต่ายสีขาวผ่อง มวยผมปักปิ่นมุกเรียบ ๆ เพียงชิ้นเดียว ติ่งหูสองข้างสวมต่างหูมุกเม็ดเล็กสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง อาภรณ์และเครื่องประดับเหล่านี้เข้ากันได้อย่างลงตัว พวกมันดูทั้งสดใสและสง่างาม แต่ก็ให้ความรู้สึกที่น่าเวทนา และเมื่อได้อยู่บนร่างกายแสนบอบบางอรชรนี้แล้ว ก็ทำให้ผู้สวมใส่ดูน่าเอ็นดูสงสาร ดุจดั่งกลีบบัวขาวแรกแย้มที่ต้องลมอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็มิปาน
หลังจากลงรถม้าแล้ว เสิ่นเจียวเจียวก็หันไปโค้งกายให้กับเสิ่นจิ่งเยี่ยนด้วยท่าทางนุ่มนวลพร้อมเอ่ยเสียงออดอ้อน “เจียวเจียวลาเ้าค่ะ ท่านพี่”
ด้านเสิ่นจิ่งเยียนที่กำลังมองดูสตรีตรงหน้าด้วยแววตาล้ำลึก ยื่นมือออกไปจัดปอยผมเล็ก ๆ ที่ยุ่งออกมาให้นางอย่างทะนุถนอม ปากหยักกล่าวตอบ ทว่าน้ำเสียงที่ใช้กลับฟังดูอ่อนโยนกว่าที่เคยเป็อยู่ครึ่งส่วน “ไปเถอะ ตอนเย็นพี่จะมารอรับเ้าที่หน้าประตู”
เสิ่นเจียวเจียวเดินนำสาวใช้ผ่านเข้าประตูวังหลวงโดยมีพี่ชายที่รักมองตามหลังไปจนร่างบางลับสายตา เมื่อมองไม่เห็นผู้เป็น้องสาวแล้ว คุณชายใหญ่เสิ่นจึงโยกเชือกบังเหียนม้าให้คนรับใช้แล้วะโขึ้นไปนั่งบนรถม้าแทนน้องสาวบุญธรรมก่อนออกคำสั่งเสียงห้วน “กลับจวน!”
แม้จะชื่อว่ารถม้าของตระกูลเสิ่น แต่ภายในกลับมี ‘ของใช้ส่วนตัว’ ของเสิ่นเจียวเจียวเสียเป็ส่วนใหญ่
บนชั้นวางในตู้เล็กมีอาภรณ์ที่เสิ่นเจียวเจียวใช้ผลัดเปลี่ยนวางอยู่หนึ่งชุด บนโต๊ะยังมีถ้วยชาที่เมื่อครู่เสิ่นเจียวเจียวดื่มไม่หมดวางทิ้งไว้
ดวงตาสีดำขลับของเสิ่นจิ่งเยี่ยนเปลี่ยนเป็ล้ำลึกและมืดมิดดุจห้วงมหาสมุทรไร้ที่สิ้นสุด มือใหญ่คว้าถ้วยชาใบน้อยขึ้นมองพลางใช้นิ้วเรียวลูบไล้ไปตามรอยชาดแดงจากริมฝีปากอิ่มบางที่ยังคงติดอยู่บนขอบถ้วย ก่อนจะซดน้ำชาเย็นชืดที่เหลืออยู่นั้นจนหมดในทันที…
เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็เปิดตู้ใบเล็กแล้วนำอาภรณ์ที่ถูกใช้แล้วของน้องสาวออกมา เมื่อฝ่ามือหนาพลิกอาภรณ์ก็พบผ้าคาดอกสีชมพูที่อยู่ด้านในสุด ไออุ่นจากร่างนวลเนียนยังคงหลงเหลืออยู่ไม่จางหาย ในเวลาชั่วอึดใจ คุณชายตระกูลใหญ่ก็นำผ้าคาดอกสตรีผืนนั้นเข้ามาใกล้ปลายจมูกก่อนสูดดมกลิ่นหอมรัญจวนเข้าปอดฟอดใหญ่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะนำมาแนบไว้กับอกของตน ดวงตาดำทมิฬหลับลงอย่างช้า ๆ
เสิ่นจิ่งเยี่ยนค้นพบแล้วว่า ยิ่งนานวันความรู้สึกอันไม่สมควรที่เขามีต่อเสิ่นเจียวเจียว ก็ยิ่งจะอยู่เหนือการควบคุมของตัวเองมากขึ้นทุกที
************************************
ทันทีที่ย่ำเท้าเข้ามาถึงเขตหอศึกษาชั้นใน เสิ่นเจียวเจียวก็ััถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิมได้อย่างรวดเร็ว
ปกติแล้ว หากยังไม่ถึงเวลาเข้าศึกษาก็มักจะมีสตรีสูงศักดิ์เดินขวักไขว่ไปมา หรือยืนจับกลุ่มคุยกันตามมุมต่าง ๆ ทว่าในวันนี้ทั้งห้องส่วนตัวที่ตั้งอยู่ส่วนนอกหรือแม้แต่ตามระเบียงทางเดินก็ร้างไร้ซึ่งผู้คน เมื่อเป็เช่นนี้ สถานที่เดียวที่เหล่าผู้ศึกษาสตรีจะมารวมกลุ่มกันได้ก็ต้องเป็ห้องรับแขกของหอศึกษาเท่านั้น…แต่เหตุใด ยามเช้าเช่นนี้ทุกคนถึงต้องพร้อมใจไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น!
คิ้วโก่งงามขมวดมุ่นด้วยความสงสัย ในใจพลันเกิดคำถาม ‘วันนี้เกิดอะไรขึ้นที่หอศึกษาชั้นในกันแน่?’
ในตอนนั้นเอง สหายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งก็ผ่านทางมาพอดี คุณหนูผู้นั้นเดินนำสาวใช้มาอย่างรีบเร่ง และทิศทางที่นางมุ่งหน้าไปก็คือส่วนของห้องรับแขก เสิ่นเจียวเจียวรีบร้องทักเสียงสุภาพ “เห็นท่านรีบนัก ไม่ทราบว่า ที่ห้องรับแขกมีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
คนผู้นั้นหันมองตามเสียงเรียกก่อนจะมองดูเสิ่นเจียวเจียวอย่างนึกขึ้นได้ “เ้าคือคูณหนูใหญ่เสิ่นใช่หรือไม่?”
เสิ่นเจียวเจียวที่ไม่ทราบว่าคนตรงหน้ารู้จักตนได้อย่างไรนึกอึ้งไปชั่วขณะ ทว่านางก็พยักหน้าลงเล็กน้อย “ใช่แล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นเจียวเจียว คนสูงศักดิ์กว่าก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ใบหน้าแฝงไปด้วยเลศนัยแปลกประหลาด “อะไรกัน คุณหนูใหญ่เสิ่น นี่เ้าไม่รู้หรอกหรือ? คุณหนูรองเสิ่นนำขนมมาที่หอศึกษาเป็จำนวนมาก นางบอกว่านางเป็คนทำเอง รสชาติล้ำเลิศอย่าบอกใคร ตอนนี้คนอื่น ๆ ก็กำลังเข้าไปแย่งกันชิมอยู่ที่ห้องรับแขกโน่นแน่ะ! แม้กระทั่งองค์หญิงห้าและหยวนิจวิ้นจู่ต่างก็เอ่ยปากชมนางไม่หยุด เอาล่ะ ข้าไม่อยู่พูดกับเ้าแล้ว ข้าอยากจะรีบไปลองชิมขนมที่เสิ่นเชียนเกอนำมาสักหน่อย ว่าจะอร่อยมากเพียงใด!”
สิ้นเสียง ผู้พูดก็รีบเดินนำสาวใช้จากไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้เสิ่นเจียวเจียวและสาวใช้ประจำกายยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความฉงน
สาวใช้ประจำกายที่มากับเสิ่นเจียวเจียววันนี้เป็หัวหน้าสาวใช้มีนามว่า ‘ฝูหลิง’ เมื่อได้ยินได้ฟังก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงดูแคลน “ั้แ่คุณหนูรองมาอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยนก็ไม่เคยทำอาหารเลยสักครั้ง แล้วนางจะทำขนมที่แม้กระทั่งองค์หญิงยังกล่าวชมได้อย่างไรเ้าคะ!”
ดวงพักตร์ของเสิ่นเจียวเจียวประเดี๋ยวซีดเผือดประเดี๋ยวคล้ำทะมึนสลับกันไปมา นางบิดผ้าเช็ดหน้าซึ่งทำมาจากผ้าไหมเนื้อดีที่กำอยู่ใต้แขนเสื้อจนแทบจะขาดอยู่รอมร่อ
นางจะไม่รู้จักน้องสาวผู้นี้ได้อย่างไร ‘ตอนนี้เสิ่นเชียนเกอไม่เพียงย้ายออกจากเรือนในสวนหลักแล้วไปพักอาศัยที่สวนรองหอหนิงโช่ว แต่ยังจงใจทำตัวประจบสอพลอองค์หญิงห้าจนออกนอกหน้าอีก ….หึ! คงอยากให้องค์หญิงถอยห่างจากข้า หรือถึงขั้นเกลียดชังข้าเลยใช่หรือไม่?’
ในเมื่อรู้เท่าทันแผนการโง่งมเช่นนี้ มีหรือที่นางจะยอมให้เสิ่นเชียนเกอทำตามอำเภอใจต่อไปได้อีก!
‘ขนมเลิศรสที่ทำเองกับมือบ้าบออะไรกัน!’
ครั้นหวนนึกถึงกลิ่นอาหารหอมหวนที่โชยออกมาจากสวนรอง เสิ่นเจียวเจียวก็นึกสบถอยู่ในใจ… ‘ขนมนี่ก็เพียงแค่เสิ่นเชียนเกอหลอกลวงเยี่ยนอ๋องให้ซื้อหามากำนัลแก่นางก็เท่านั้น ทั้งหมดนั่นมาจากภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานต่างหาก!’
‘เสิ่นเชียนเกอเป็เพียงเด็กบ้านนอกที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวนาจน ๆ กว่าจะได้กลับเข้ามาในจวนเสิ่นก็มีอายุสิบปีแล้ว เช่นนั้นนางจะสามารถทำขนมที่แม้กระทั่งองค์หญิงที่เสวยแต่ของดี ๆ จากห้องเครื่องหลวงยังกล่าวชมได้อย่างไร!’
นางจะกระชากหน้ากากเสิ่นเชียนเกอออกมาเอง ไม่มีทางยอมให้จอมหลอกลวงทำแต้มต่อไปได้อีกอย่างแน่นอน!
ฝูหลิงเหลือบมองคุณหนูของตนแวบหนึ่ง เมื่อพบว่าคุณหนูเอาแต่ยืนนิ่งทำสีหน้าเคร่งเครียด จึงเอ่ยถามเสียงเบา “คุณหนูเ้าคะ แล้วตอนนี้พวกเราจะทำเช่นไรหรือเ้าคะ?”
“ไปที่ห้องรับแขก” เสิ่นเจียวเจียวตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง ก่อนจะเดินนำสาวใช้มุ่งตรงไปยังห้องรับแขกของหอศึกษาชั้นในอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปภายในห้องรับแขก เสียงกล่าวชมเชยและเสียงหัวเราะด้วยความสำราญก็ดังเข้าหูคุณหนูใหญ่เสิ่นผู้กำลังโกรธเคืองตามมาด้วยเสียงกล่าวปฏิเสธด้วยความถ่อมตนของสตรีต้นเื่
เสิ่นเจียวเจียวก้มหน้าลงเล็กน้อย มือบางกำหมัดแน่น ยิ่งโทสะปะทุขึ้นในใจมากเท่าใด นางก็ยิ่งกำมือแน่นขึ้นเท่านั้น กระทั่งเล็บคมจิกลงบนฝ่ามือนุ่มแทบห้อเื เมื่อตั้งสติได้นางจึงจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องรับแขกก่อนจะพบว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายต่างพากันเอ่ยถามเสิ่นเชียนเกอกันอย่างไม่หยุดปาก
เสิ่นเชียนเกอคาดผ้าบางปกปิดใบหน้าไปถึงครึ่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็เพียงอาภรณ์ธรรมดา ๆ ที่มีอยู่ดาษดื่น มองดูแล้วสตรีผู้นี้ยังไม่อาจเทียบเคียงได้แม้แต่กับบุตรสาวของอนุภรรยาจากจวนตระกูลใหญ่บางจวนได้เลย ทว่าขณะนี้ นางกลับถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่กำลังชื่นชม ประหนึ่งดวงดาวที่เฉิดฉายที่สุดในดาราจักร เฉิดฉายจนประกายแสงที่สาดส่องนั้นต้องดวงตาเสิ่นเจียวเจียวเสียจนเจ็บแสบ
กาลก่อน สตรีตระกูลเสิ่นที่โดดเด่นเป็จุดสนใจจนไม่ว่าจะไปที่แห่งใดก็ถูกผู้คนรายล้อม ต้องเป็เสิ่นเจียวเจียวผู้เดียวเท่านั้น ส่วนเสิ่นเชียนเกอก็ทำได้เพียงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดและจ้องมองมาด้วยสายตาริษยา ภาพที่เห็นเช่นนั้นทำให้เสิ่นเจียวเจียวรู้สึกทั้งเวทนาและสมน้ำหน้า ทว่าในเวลานี้กลับเป็นางเสียเองที่ความอิจฉาปะทุขึ้นในใจอย่างไร้ที่สิ้นสุด!
‘เสิ่นเชียนเกอกล้าดีอย่างไร! นางถือสิทธิ์ว่าตนเป็คู่หมายของอ๋องโฉดจึงนำขนมจากภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานมาหลอกลวงผู้คนได้อย่างนั้นหรือ? หรือถือสิทธิ์ว่าผู้คนเวทนาสงสารเพราะใบหน้าอัปลักษณ์นั่น?’
าแบนใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอเกิดขึ้นตอนที่พวกนางพี่น้องมีปากเสียงกัน ในตอนนั้นตัวนางเองไม่ได้ตั้งใจที่จะผลักอีกฝ่ายจนล้มลง แต่เป็เพราะโชคไม่ดี เสิ่นเชียนเกอเสียหลักใบหน้ากระแทกเข้ากับูเาจำลองในสวน ในตอนนั้น เสิ่นเจียวเจียวเองก็ได้เห็นาแน่ากลัวบนหน้าของเสิ่นเชียนเกอแล้วเช่นกัน หลังจากนั้นนางยังลอบส่งคนไปแอบถามอาการของน้องสาวจากท่านหมอที่มาดูด้วย
นางจำได้ดี หมอผู้นั้นส่ายหน้าด้วยความเสียดายพลางกล่าว “ดรุณีน้อยใบหน้างดงามผู้หนึ่ง กลับต้องมาเสียโฉมั้แ่อายุยังน้อย ถึงแม้จะรักษาอย่างไร ก็ต้องหลงเหลือรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ไว้อย่างแน่นอน”
ดังนั้น ยามนี้เสิ่นเชียนเกอจึงไม่ต่างอะไรจากหญิงอัปลักษณ์เลยสักนิด
เป็ถึงขนาดนี้แล้ว แต่ในสายตาของทุกคนก็ยังมีเสิ่นเชียนเกอสตรีอัปลักษณ์ที่ไม่ได้เื่ได้ราวอยู่อีก!
ไม่ว่าอย่างไร ในตอนนี้ รูปโฉมของเสิ่นเจียวเจียวก็นับว่างามกว่าเสิ่นเชียนเกอหลายสิบเท่า! ไม่ต้องพูดถึงอัธยาศัย หรือความสามารถที่ห่างไกลกันลิบลับมาแต่ไหนแต่ไร …แล้วเหตุใดคนด้อยกว่านางมากมายถึงยืนลอยหน้าลอยตารับคำชมจากสหายทั้งหลายแบบนั้นได้!
ในตอนนั้นเอง องค์หญิงห้าที่อยู่ไม่ไกลจากเสิ่นเชียนเกอก็กล่าวขึ้น “เสิ่นเอ้อร์ เ้ายังทำขนมอะไรได้อีก? ยังมีอะไรที่อร่อยกว่าขนมที่เ้านำมาวันนี้อีกหรือไม่?”
ในสายตาของเสิ่นเชียนเกอแล้ว เหล่าสหายสูงศักดิ์ที่ยืนล้อมอยู่ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างจากเด็กน้อยที่กำลัง้ากินขนมที่ตนชอบอีกครั้งแม้แต่น้อย และการทำขนมมาให้พวกนางได้ชิมอีกคราก็ไม่ได้เป็เื่เหลือบ่ากว่าแรง อีกปีหรือสองปีข้างหน้า ทุกคนก็ล้วนต้องออกเรือนตบแต่งเข้าเป็ฮูหยินแห่งจวนใดจวนหนึ่งกันแล้ว เสิ่นเชียนเกอเชื่อว่า่เวลาที่ได้อยู่ร่วมกันในห้องรับแขก ณ ขณะนี้ จะกลายเป็ความทรงจำที่ดีที่สุดของพวกนางอย่างแน่นอน
ทว่า ขณะที่แม่ครัวยอดฝีมือกำลังจะเอ่ยปากตอบออกไป นางกลับถูกสุ้มเสียงสำเนียงหวานอันคุ้นเคยกล่าวแทรกขึ้นอย่างกะทันหัน
“น้องรัก นี่เ้าเอาขนมจากร้านจุ้ยเจียงหนานมาที่หอศึกษาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
.
.
.