หลินเสวี่ยจู๋รออยู่ในรถม้าสักพักก็เห็นแม่นมหม่ามุดเข้ามาพร้อมกับถุงผ้า
“คุณหนูเสวี่ยจู๋นี่คือขี้เถ้าที่เพิ่งเผาเสร็จใหม่ๆ มันยังอุ่นอยู่เลย ข้าใส่เอาไว้ในนี้ให้แล้วเจ้าค่ะ”
พูดจบแม่นมหม่าก็ยื่นถุงผ้าให้หลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋รู้จักสิ่งนี้ดีมันคือถุงอนามัยของยุคโบราณ ขี้เถ้าที่บรรจุอยู่ภายในมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้แม้ว่านางจะยังสงสัยในเรื่องความสะอาดของสิ่งนี้ แต่เวลานี้ย่อมไม่มีทางเลือกนางจึงต้องใช้มันไปก่อน
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ยินเหล่าผู้คุมเร่งให้ทุกคนออกเดินทาง หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นยืนทันทีตั้งใจจะไปเก็บสมุนไพรกับหลินเฉิงเหยา แต่กลับรู้สึกปวดตุบๆที่ท้องน้อย
ให้ตายสิในนิยายไม่ได้บอกเอาไว้ว่าตัวประกอบอย่างนางต้องมาปวดประจำเดือนด้วย หลินเสวี่ยจู๋เอามือกุมท้องน้อยแล้วค่อยๆล้มตัวลงนอน
เมื่อหยวนซิวถูกแบกขึ้นมาบนรถม้าเขาก็เห็นหลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วแน่นอากาศร้อนถึงเพียงนี้แต่บนหน้าผากของนางกลับมีเหงื่อผุดขึ้นมาดูทรมานเป็นอย่างยิ่ง
หยวนซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นเขาโน้มตัวลงไปโอบนางไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเอามือวางทาบลงบนท้องน้อยของนาง แล้วนวดอย่างเบามือ
หลินเสวี่ยจู๋หอบหายใจเฮือกใหญ่หางตาเปียกชื้นเพราะความทุกข์ทรมาน นางปวดท้องเหลือเกิน
หากนึกดูให้ดีนางมีชีวิตอยู่มาสองชาติแล้วทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางค้นพบว่าการมีประจำเดือนจะทำให้เจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้ราวกับมีมีดกำลังเฉือนไปมาอยู่ในท้องของนางก็ไม่ปาน นางปวดจนอยากจะเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดดังนั้นนางจึงไม่มีเวลามาสนใจว่าทำไมหยวนซิวถึงได้โอบกอดนางถึงแม้ว่าตอนนี้คนที่กอดนางจะเป็นหมี นางก็ยังคงคร้านที่จะสนใจ
การอดทนต่อความเจ็บปวดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงานมากหลินเสวี่ยจู๋เหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปเพราะความเจ็บปวด
ในฝัน นางยืนอยู่บนคันนาร่างกายถูกแสงแดดแผดเผา นางกำลังเหวี่ยงจอบลงไปในดิน เหงื่อไหลท่วมแผ่นหลังของนาง มันไหลลงมาจากหน้าผากก่อนจะหยดลงไปในดินนางร้อนเหลือเกิน ร้อนราวกับอยู่ในเตาหลอมโอสถของไท่ซ่างเหล่าจวิน[1]ก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋ถอดเสื้อคลุมออกอย่างหงุดหงิดและในตอนนี้เองนางก็ได้ยินเสียง ‘โอ๊ย’ ทำให้นางสะดุ้งตื่น เมื่อลืมตาก็เห็นหยวนซิวกำลังกุมหน้าอกพลางมองนางด้วยสีหน้าสับสน
“หลินเสวี่ยจู๋เจ้าลอบทำร้ายข้าทำไม?”
หากไม่ชอบให้เขากอดก็แค่พูดดีๆก็พอ ไม่เห็นต้องเอาศอกมาทิ่มหน้าอกของเขาเลย
หลินเสวี่ยจู๋เองก็มึนงงเช่นกันนางกำลังขุดดินอยู่ไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงกลายเป็นว่านางทำร้ายเขาได้? เมื่อลองนึกย้อนกลับไปนางก็คาดเดาว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ตอนนางถอดเสื้อคลุม การถอดเสื้อคลุมในความฝันกลับกลายเป็นการกระทุ้งศอกโจมตีพระเอกในความเป็นจริง
นี่มันเรื่องเข้าใจผิดกันชัดๆ!
หลินเสวี่ยจู๋รีบลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวขอโทษหยวนซิวด้วยความจริงใจ
“สามีข้าผิดไปแล้ว เมื่อครู่ข้าแค่ฝันไป ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายท่านจริงๆ นะเจ้าคะ”
“ท่านรู้ดีว่าข้านอนดิ้นนี่ถือว่าเบาแล้ว ต่อไปท่านก็อยู่ห่างๆ ข้าหน่อย จะได้ไม่โดนลูกหลง”
“ข้าเป็นเพียงสตรีบอบบางจะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมาย? สามี ท่าน...ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋ถามอย่างขลาดกลัว
หยวนซิวรับฟังเงียบๆ เขาเพียงรอให้นางพูดจบ ใบหน้าดูคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ท้องไม่ปวดแล้วหรือ?” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นอย่างกะทันหัน
หลินเสวี่ยจู๋ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้นางปวดประจำเดือน ทว่าความฝันที่ว่านางกำลังตากแดดทำให้นางลืมความเจ็บปวดไปเสียสนิทพอหยวนซิวพูดขึ้นมาแบบนี้ นางจึงพบว่าตนเองไม่ปวดท้องแล้วจริงๆ ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือเหงื่อที่ไหลท่วมตัว
นางนึกย้อนกลับไปก่อนที่ตนเองจะหลับนางจำได้ว่าหยวนซิวโอบกอดนางเอาไว้ มิน่าเล่า อากาศร้อนถึงเพียงนี้ พอถูกบุรุษที่อุณหภูมิร่างกายสูงกว่ากอดเอาไว้จะไม่ร้อนได้อย่างไร!
เดี๋ยวนะ กอดหรือ?
ผู้ใดกอดนาง? นางถูกผู้ใดกอด? เหตุใดถึงต้องกอด?
สมองของหลินเสวี่ยจู๋นิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างยากลำบาก จากนั้นนางก็ถามด้วยริมฝีปากสั่นเทา “สามี ท่าน ท่าน ท่านคงไม่ใช่ตกหลุมรักข้าหรอกกระมัง?”
พระเอกที่เข้าสู่ด้านมืดไม่ได้ซ้ำเติมนางตอนที่นางอ่อนแอทว่ากลับกอดนางไว้ คอยนวดท้องให้นาง การกระทำเช่นนี้นับว่าไม่ปกติยิ่งนัก
หยวนซิวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าและข้าเป็นสามีภรรยากัน การให้เกียรติกันและรักใคร่กันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง
พระเอกท่านลองฟังที่ตนเองพูดสักหน่อยจะได้หรือไม่? ท่านทำเช่นนี้จะทำให้เนื้อเรื่องพังนะ!
แม้ว่านางจะไม่ได้สร้างปัญหาเหมือนกับที่ในนิยายบอกไว้เพราะนางต้องการมีชีวิตรอดแต่นางก็ไม่ได้คิดจะแย่งตำแหน่งนางเอก หรือทำลายคู่พระนางสักหน่อย
หลินเสวี่ยจู๋หยิกต้นขาตนเองอย่างแรงความเจ็บปวดแล่นเข้ามาทันที ทำให้นางรู้ว่าตนเองไม่ได้ฝันไป
เอาล่ะสรุปว่าพระเอกคงจะเสียสติไปแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋พูดอย่างอ่อนแรง “สามีท่านลองคิดดูอีกทีได้หรือไม่? ข้าว่าหลินเสวี่ยหลานก็เป็นคนดีนะเจ้าคะ”
หยวนซิวคิด ‘สตรีผู้นี้อาการกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว!’
เขาหันหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างปฏิเสธที่จะตอบคำถาม
หลินเสวี่ยจู๋สูดจมูกอย่างคับข้องใจแม้ว่านางจะเป็นคนมีไหวพริบ ขยันขันแข็ง กล้าหาญ และมุ่งมั่นแต่นางเอกมีรัศมีแมรี่ซูอยู่นะ
ไม่ว่านางเอกจะดัดจริตสติปัญญาอ่อนด้อย หรือเปี่ยมล้นด้วยจิตใจของแม่พระเพียงใด บรรดาพระเอกและตัวประกอบในนิยายก็จะต้องชอบนางเอกเพียงคนเดียวเท่านั้น
หลินเสวี่ยจู๋คิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจทันใดนั้นนางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ ตอนที่นางปล่อยฝูงสุนัขจากค่ายสรรพาวุธออกมาจากมิติแล้วพวกมันไล่กัดเหยี่ยนอ๋องไปทั่วภูเขาก่อนจะกลับมาหานางพวกมันไม่เพียงแต่ไม่ทำร้ายนางเท่านั้น กลับทำราวกับว่ากำลังรายงานผลงานให้นางฟังกระทั่งยังอยากจะติดตามนางไปด้วย
ตอนนั้นนางลอบคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะฝูงสุนัขได้ดื่มน้ำพุจิตวิญญาณของนางตอนที่อยู่ในมิติเข้าทำนองที่ว่าข้าดื่มน้ำของเจ้าแล้ว ต่อไปนี้ข้าก็จะเป็นสุนัขของเจ้า ทำให้นางนึกสงสัยว่าที่หยวนซิวเกิดความรู้สึกที่ไม่ควรจะมีต่อนางเป็นเพราะว่าเขาดื่มน้ำพุจิตวิญญาณของนางด้วยเช่นกันใช่หรือไม่?
หลินเสวี่ยจู๋ตัวสั่นสะท้านรู้สึกว่าตนเองประมาทเลินเล่อเกินไป ยากินผิดยังไม่เป็นไร แต่น้ำนี่กินผิดไม่ได้
นางจึงพลิกตัวหันหลังให้หยวนซิวด้วยความโกรธเคืองพลิกตัวไปพลิกตัวมานางก็ผล็อยหลับไปอีกครา ตอนที่นางตื่นขึ้นขบวนก็หยุดพักตั้งค่ายพักแรมกันแล้วนางรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่อยากออกไปหาเสบียง จึงนอนอยู่บนรถม้าอย่างเกียจคร้านคิดในใจว่าหากมีโทรศัพท์มือถือให้เล่นฆ่าเวลาได้ก็คงจะดี
พอคิดเช่นนี้นางก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่อยู่ในเมืองหลวง นางเหมือนจะปล้นร้านหนังสือร้านหนึ่งมาดังนั้นนางจึงรีบส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วค้นหามัน ในที่สุดก็พบตู้หนังสือหลายตู้ตั้งอยู่ตรงมุมนางตรวจดูทีละเล่มและพบว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกขุนนาง
นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือบันทึกการเดินทางที่เขียนด้วยอักษรจ้วน[2]ในสายตาของนางแล้วมันไม่ต่างอันใดกับอักขระจากสรวงสวรรค์ที่นางอ่านไม่ออก
น่าหดหู่จริงๆก็แค่หนังสือบันทึกการเดินทางเท่านั้น เหตุใดถึงต้องเข้ารหัสด้วย!
หลินเสวี่ยจู๋ออกจากมิติด้วยความเบื่อหน่ายจากนั้นก็เกาะหน้าต่างมองท้องฟ้า
“ลูกสาวกินข้าวได้แล้ว” เหวินซิ่วชิงเดินมาเรียก
หลินเสวี่ยจู๋มุดออกมาจากรถม้าอย่างเฉื่อยชาแล้วไปนั่งล้อมวงรอบกองไฟกับคนในครอบครัว อาหารเย็นวันนี้เป็นเนื้อลาตุ๋นได้ยินมาว่าเป็นลาป่าที่ลู่โม่ออกไปล่ามา เนื้อลาไม่ได้อยู่ในรายการอาหารตามปกติของหลินเสวี่ยจู๋ดังนั้นนางจึงกินไปเพียงสองสามคำก็วางตะเกียบลง
“วันนี้ไม่มีผักป่าทำให้เจ้าไม่อยากอาหารใช่หรือไม่?” เหวินซิ่วชิงถามด้วยความเป็นห่วง
หลินเสวี่ยจู๋ส่ายหน้า “วันนี้ลูกไม่ได้ขยับตัวไปไหนจึงไม่ค่อยหิวเจ้าค่ะ”
ลู่โม่กล่าว “ยิ่งเข้าไปในภูเขาลึกมากเท่าไรสัตว์ป่าก็ยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น ทว่าผักป่ากับผลไม้ป่าก็ถูกพวกมันกินไปเยอะจึงไม่ค่อยมีให้เก็บขอรับ”
.............................
[1] ไท่ซ่างเหล่าจวินหมายถึง ศาสดาแห่งเต๋า
[2] อักษรจ้วนหมายถึง รูปแบบตัวอักษรที่ใช้กันในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน