การเคลื่อนไหวของเทพมังกร
เพียงแค่ครั้งเดียว ด้วยการโจมตีที่ไม่ได้ใส่ความตั้งใจใดๆ จากลมหายใจมังกรอันแสนเรียบง่ายที่ใช้ออกมาด้วยความรู้สึกเหมือนกับกำลังเป่าลมใส่เศษฝุ่นที่ติดอยู่บนปลายนิ้ว
การต่อสู้ที่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นการต่อสู้ก็จบลง
เทพนับร้อยที่มาจากตระกูลใหญ่ทั้งสามถูก ‘เพลิงเทพ’ แผดเผาจนมอดไหม้เป็นจุณในเสี้ยววินาที
เทพระดับ 3 – 7 ดาวที่มีอยู่นับร้อยนั้นไม่อาจอดทนได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว จะมีก็เพียงเทพระดับ 8 ดาวที่เป็นผู้นำของทั้งสามกลุ่มเท่านั้นที่พอจะทนได้ราว ‘ชั่วอึดใจ’ ก่อนจะมอดไหม้ไปเช่นเดียวกับคนของมัน
คนที่เหลืออยู่จึงมีเพียงกองทัพนับหมื่นที่ติดตามมาด้านหลังจากทางพื้นดิน ซึ่งเทพมังกรไม่ได้สนใจที่จะเล่นงานพวกมัน ทำให้พวกมันสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
แต่สิ่งที่มันรักษาเอาไว้ได้ก็มีเพียงแค่ชีวิตอย่างแท้จริง จิตใจของพวกมันถูกภาพที่น่าหวาดกลัวนี้กัดกินจนสูญสิ้นความกล้าหาญทั้งหมด จิตวิญญาณนักสู้ในหัวใจของพวกมันถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
สภาพของพวกมันในตอนนี้แม้จะยังมีพลังเหลืออยู่ แต่พวกมันก็ไม่อาจต่อสู้กับใครได้อีก อนาคตของพวกมันจึงนับว่าถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง
เทพมังกรกวาดตามองคนกลุ่มนี้เพียงชั่วขณะก่อนจะเค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่งด้วยความดูถูกแล้วจากไปในทันที
อึดใจต่อจากนั้นแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับราชันมังกรพิสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ มังกรสีขาวโบยบินมาจากส่วนลึกของหุบเขามังกร ออกมาพร้อมกับนางพญามังกรทั้ง 6 ที่เป็นนางสนมของมัน
ทันทีที่ทั้งราชันมังกรพิสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้น จิตใจที่ใกล้จะพังทลายของกองทัพนับหมื่นก็พังทลายลงอย่างแท้จริง กลุ่มคนนับหมื่นส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนจะพากันหลบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
กองทัพนับหมื่นจากทั้งสามตระกูลแตกกระจายไปทุกทิศทาง พวกมันวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต หนีอย่างคนที่ไม่มีสติใดๆ กระจัดกระจายไปทั่ว
ราชันมังกรพิสุทธิ์เห็นแบบนั้นก็เค้นเสียงออกมาด้วยความดูถูก ก่อนที่มันจะอ้าปากปลดปล่อยดวงธาตุทั้ง 5 ออกมา แล้วระเบิดออกไปเป็นพายุเพลิงห้าธาตุที่ทรงพลัง
พายุเพลิงห้าธาตุม้วนกวาดออกไปราวกับพายุหมุน กวาดผ่านกองทัพทั้งหมดไปในชั่วอึดใจ แต่กลับไม่ทำให้นักรบคนใดได้รับบาดเจ็บ
เป้าหมายของเพลิงห้าธาตุนั้นไม่ใช่ ‘ชีวิต’ แต่เป็น ‘วัตถุ’ ที่มีพลังธาตุหรือพลังเวท ส่งผลให้อุปกรณ์เวทมนตร์ทุกชนิด อาวุธ เสบียงอาหาร ถูกทำลายจนหมดสิ้น
กองทัพนับหมื่นที่แตกกระจายไปจึงไม่ต่างอะไรจาก ‘ขอทาน’ กลุ่มหนึ่งที่ไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งเงินสักเหรียญ ทั้งนี้ก็เพราะเงินตราที่ถูกใช้ในปัจจุบันนั้นมีการกำกับอาคมเพื่อป้องกันการปลอมแปลงอยู่ด้วย เงินตราทั้งหมดจึงถูกทำลายไปพร้อมกัน
ขอทานนับหมื่นที่กระจัดกระจายไปจึงแทบไม่เหลืออะไรอยู่เลยจริงๆ นอกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจนแทบไม่อาจปกปิดร่างกายของมันเอาไว้ได้
พวกมันหวาดกลัวจนเสียสติและพากันหลบหนีเข้าไปในดินแดนรกร้างโดยไม่ทราบทิศทาง
ราชามังกรพิสุทธิ์มองภาพนี้ด้วยรอยยิ้มที่ดุร้าย มันหัวเราะออกมาด้วยความสมใจ ผิดกับนางสนมทั้ง 6 ที่มองดูด้วยความเห็นใจต่อศัตรูของพวกนาง
แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ พวกนางไม่ได้นึกเมตตาพวกมันแม้แต่น้อย พวกนางไม่ได้ลืมว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาที่จะทำลายพวกนางและครอบครัวดังนั้นจึงไม่มีใครพูดอะไรออกมา นอกจากดูกองทัพขอทานที่หลบหนีไปราวกับฝูงแมลง
“ทำไมไม่ฆ่าพวกมันเสียเลยละ”
นางพญามังกรเพลิงถามออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่น นางไม่ชอบใจเท่าใดนักต่อการรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่นางก็ไม่ได้นึกเมตตาพวกมันเช่นกัน สิ่งเดียวที่นางไม่เห็นด้วยคือการ ‘ทรมาน’ ศัตรูด้วยวิธีที่โหดร้ายนี้
ราชันมังกรพิสุทธิ์เพียงยิ้มเยาะจนเผยให้เห็นฟันเขี้ยวที่น่าสะพรึงกลัว ดวงตาของมันสงบนิ่งเยือกเย็นผิดกับสิ่งที่มันแสดงออก
“ทั้งหมดก็เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัว..หากพวกเราฆ่าพวกมันจนหมด จะมีใครนำเรื่องที่เกิดขึ้นกลับไปบอกพวกของมันละ วิธีนี้แหละดี!”
นางพญามังกรทั้ง 6 นิ่งฟังไปชั่วขณะก่อนจะผงกหัวเป็นเชิงตอบรับ จากนั้นพวกนางก็ถอนตัวกลับเข้าไปพักในหุบเขา จนเหลือเพียงราชันมังกรพิสุทธิ์ที่มองตามกองทัพที่แตกพ่ายหลบหนีไปด้วยความหวาดกลัว
เสียงหัวเราะที่ดุร้ายของมันดังสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง กระตุ้นความหวาดกลัวในหัวใจของผู้คนนับหมื่นให้แตกปะทุขึ้นมาอีก ความเร็วที่พวกมันใช้หลบหนีก็เพิ่มขึ้นไปอีกระดับและก็มีคนไม่น้อยที่หกล้มคลุกคลานไปตลอดเส้นทาง
เมื่อเห็นสภาพที่น่าสมเพชนี้ราชันมังกรพิสุทธิ์ก็เค้นเสียงออกมา ก่อนจะมองกลับไปยังทิศทางที่เทพมังกรจากไป จากนั้นบินกลับเข้าไปในหุบเขา
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง หุบเขาเทพมังกรก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่พื้นดินจะยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ หุบเขาทั้งหมด รวมไปถึงพื้นดินก็ลอยขึ้นจนไม่ต่างอะไรจากเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ยักษ์
หุบเขาเทพมังกรทั้งหมดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังอาณาจักรเทพธิดาอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่ลอบจับตาดูอยู่
การโยกย้ายหุบเขาเทพมังกรของราชันมังกรพิสุทธิ์นั้นทำให้ผู้คนทั้งทวีปตกตะลึง แต่ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือสิ่งที่ราชันมังกรพิสุทธิ์ประกาศออกมา
ราชันมังกรพิสุทธิ์ประกาศคืนอำนาจให้กับ ‘เทพมังกร’ และกลับคืนสู่ตระกูลอันดูวเดธในฐานะ ‘สายตระกูล’ ของตระกูลอันดูวเดธ
การกระทำของราชันมังกรพิสุทธิ์นี้ทำให้ผู้คนทั้งทวีปตกตะลึงจนถึงขีดสุด
เมื่อรวมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หุบเขาเทพมังกรและการแสดงพลังอำนาจของเทพมังกรในร่างของเด็กหนุ่ม ผู้คนในทวีปก็ยิ่งตกตะลึงหนักเข้าไปอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลใหญ่ทั้ง 3 ที่สูญเสียกำลังคนไปจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ถึงตอนนี้พวกมันถึงได้ตระหนักว่าตระกูลเทพมังกรที่พวกมันรู้จักนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตระกูลอันดูวเดธ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของตระกูลอันดูวเดธและทำให้พวกมันตระหนักว่าตัวตนของเทพมังกรที่ปรากฏตัวขึ้นในครั้งนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นใคร
สำหรับคนทั่วไปเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นเพียงเรื่องที่น่าประหลาดใจ
แต่สำหรับตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พวกมันยังตกตะลึงยิ่งกว่าเพราะพวกมันนั้นสามารถคาดเดาสถานะที่แท้จริงของเทพมังกรเด็กได้
ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 นั้นไม่อาจเป็นตระกูลใหญ่ได้หากไม่ได้สั่งสมรากฐานมายาวนานพอและการที่พวกมันสามารถสั่งสมรากฐานได้นานขนาดนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยเช่นกัน
สาเหตุที่ทำให้พวกมันสามารถเอาตัวรอดผ่านยุคมืดที่เลวร้ายที่สุดมาได้นั้น เป็นเพราะตระกูลของพวกมันได้ครอบครอง ‘สมบัติ’ ที่เทพเจ้าที่แท้จริงทิ้งเอาไว้ให้ พวกมันจึงสามารถดิ้นรนผ่านยุคมืดมาได้
เมื่อพวกมันมีสมบัติที่เทพเจ้าที่แท้จริงมอบให้ พวกมันก็ย่อมรู้จักตัวตนของเทพเจ้าที่แท้จริงและรู้ว่าตระกูลที่สามารถปกครองอาณาจักรและเอาชีวิตรอดมาจากยุคมืดได้นั้นก็ต้องมีบางสิ่งที่คล้ายกัน
ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงคาดเดาได้ว่าเทพมังกรเด็กนั้นเป็นใคร
การคาดเดานั้นไม่ได้ยากเลยเพราะราชันมังกรพิสุทธิ์ตั้งใจเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกมา อย่างเช่นคำพูดที่กล่าวถึงการ ‘คืนอำนาจ’ แทนที่จะใช้คำว่า ‘มอบอำนาจ’ สิ่งนี้ทำให้พวกมันคาดเดาได้
เมื่อรวมกับพลังอำนาจที่เทพมังกรแสดงออกมา พวกมันก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นตัวตนในระดับใด
ทันทีที่ตระหนักถึงตัวตนของเทพมังกรเด็กและรู้ว่าอีกฝ่ายคือเทพเจ้าที่แท้จริง ตระกูลใหญ่ทั้งสามก็หวาดกลัวจนตัวสั่น พวกมันเรียกกองกำลังของพวกมันกลับไปในทันทีและเพิ่มระดับการป้องกันตระกูลขึ้นถึงขีดสุด
ตระกูลล้านแมลงที่รับหน้าที่คุมเชิงตระกูลอันดูวเดธก็หลบหนีไปด้วยเช่นกัน ทั้งยังหนีไปเร็วกว่าสามตระกูลใหญ่เสียอีก ทันทีที่สามตระกูลใหญ่พ่ายแพ้ มันก็ถอนกำลังกลับไปในทันทีและเก็บตัวเงียบ ทำราวกับพวกมันไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อน
การกระทำของตระกูลล้านแมลงนั้นทำให้สามตระกูลใหญ่ที่พบเจอกับความสูญเสียโกรธแค้นจนหน้าแดงฉาน แต่พวกมันก็ไม่มีปัญญาจะตามไปเอาเรื่องตระกูลล้านแมลงได้
พวกมันจึงทำได้เพียงอดกลั้นด้วยความคับแค้นใจและหันกลับไปมองตระกูลอันดูวเดธอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ความมั่นใจของพวกมันแทบจะไม่มีเหลือเพราะในตอนนี้ตระกูลอันดูวเดธได้ร่วมพลังกับตระกูลเทพมังกรจนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมมาก ทำให้พวกมันไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะตระกูลอันดูวเดธได้อีก
ยิ่งหลังจากพวกมันสูญเสียกำลังคนไปเป็นจำนวนมากจากการบุกโจมตีตระกูลเทพมังกรในครั้งก่อน
สามตระกูลใหญ่จึงทำได้เพียงกัดฟันอดทนอยู่เงียบๆ โดยไม่ทำอะไรอยู่นานนับปี จนกระทั่งพวกมันวิเคราะห์ภาพที่ได้จากการต่อสู้ในครั้งนั้นสำเร็จและค้นพบความลับบางอย่าง
การค้นพบนี้จุดประกายความหวังให้กับพวกมันและทำให้พวกมันตระหนักว่าเทพมังกรนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่พวกมันเข้าใจ
พลังอำนาจที่เทพมังกรแสดงให้เห็นในวันนั้นอาจจะดูเหมือนทรงอำนาจจนไม่มีใครสามารถต่อต้านได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
จุดที่เผยให้เห็นความอ่อนแอของเทพมังกรนั้นคือการที่เทพระดับ 8 ดาวสามารถอดทนต่อเพลิงเทพได้ราวชั่วอึดใจ
สิ่งนี้แม้จะมองดูเหมือนไม่มีความแตกต่างใดๆ แต่สำหรับตระกูลใหญ่ทั้งสามที่มีความเข้าใจในพลังอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริงอย่างลึกซึ้งนั้น พวกมันกลับมองเห็นสิ่งที่แตกต่าง
ในความคิดของพวกมันอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริงนั้นอย่างน้อยสมควรสูงกว่าเทพระดับ 9 ดาวไม่ต่ำกว่า 10 เท่าตัว ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามันทรงพลังมากกว่าเทพระดับ 8 ดาวไม่ต่ำกว่า 100 เท่าเป็นอย่างน้อย
ความต่างระดับ 100 เท่านั้นไม่ควรทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ หากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นกับเทพระดับ 9 ดาวก็อาจจะไม่น่าสงสัย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นกับเทพระดับ 8 ดาว
พวกมันจึงตระหนักว่าเทพมังกรนั้นอยู่ในสภาพที่ ‘อ่อนแอ’ เพียงแต่พวกมันยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าเพราะอะไรเทพมังกรจึงอยู่ในสภาพอ่อนแอและสภาพอ่อนแอของเทพมังกรจะคงอยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน
ความสงสัยนี้สะกดความคิดของพวกมันไว้จนผ่านไปอีกราวครึ่งปี ข้อมูลลับชุดหนึ่งก็ถูกสายสืบของพวกมันขโมยออกมาจาก ‘หอสมุดเทพธิดา’ ของอาณาจักรเทพธิดา ทำให้พวกมันตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของดันเจี้ยน
ไม่เพียงเท่านั้นพวกมันยังรู้ว่าในส่วนลึกของดันเจี้ยนนั้น มีเทพเจ้าที่แท้จริงถูกผนึกไว้ภายในเพื่อใช้เป็นแกนกลางของดันเจี้ยน
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้พวกมันก็ตกตะลึงจนถึงขีดสุดและเข้าใจได้ในทันทีว่าเทพเจ้าของพวกมันนั้นหายไปไหน
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลตื่นตัวจนถึงขีดสุด คำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของพวกมัน ในประวัติศาสตร์ของพวกมันในที่สุดก็ได้รับคำตอบ
ในอดีตบรรพชนของพวกมันแต่ละรุ่นจะได้รับภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการเฝ้ารอการกลับมาของเทพเจ้าที่แท้จริง
ภารกิจนั้นไม่ได้เพียงแค่เฝ้ารอ แต่ยังต้องสร้างเสริมพลังศรัทธาเพื่อรักษาเกียรติยศของเทพเจ้าเอาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป การเฝ้ารอที่ไม่มีวันสิ้นสุดก็ได้กัดกร่อนความศรัทธาของพวกมัน จนท้ายที่สุดศาสนาที่เป็นดังต้นกำเนิดของพลังศรัทธาก็เริ่มเสื่อมสูญ
ในปัจจุบันนั้นเหลือตระกูลใหญ่เพียงสามตระกูลเท่านั้นที่ยังสามารถรักษาศรัทธาเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หนึ่งในนั้นคือตระกูลโฮลี่บลัดที่ปกครองด้วยศาสนจักร อีกหนึ่งคือตระกูลเทพสมุทรที่มีการบูชา ‘เทพสมุทร’ ในทุกครั้งที่มีการออกทะเล สุดท้ายคือตระกูลวิหคเทพที่บูชา ‘เทพมารดา’ ในชื่อของ ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘จอมปราชญ์’ ในฐานะของสัญลักษณ์แห่งความรู้
ภายใต้การปรับเปลี่ยนของยุคสมัย ศรัทธาของแต่ละตระกูลได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ตระกูลทั้งสามมีเหมือนกันนั้นคือ ‘สัญลักษณ์’ ของเทพเจ้าที่ไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน ก็ยังคงรักษาศรัทธาอันมั่นคงเอาไว้ได้
โดยที่ไม่มีใครทราบตระกูลทั้งสามที่สามารถรักษาความศรัทธาเอาไว้ได้นั้น ได้พบเจอกับจุดเปลี่ยนที่คล้ายกับวิหารเทพจริงแท้เช่นกัน
ตระกูลเทพสมุทรได้สูญเสียรูปสลักของเทพสมุทรที่พวกมันบูชายามออกทะเลไป
ตระกูลโฮลี่บลัดเองก็สูญเสียรูปสลักของ ‘เทพโลหิต’ ที่เป็นบิดาของ ‘ศาสนจักรโลหิตนิรันดร์’
ขณะที่ตระกูลเทพวิหคนั้นกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเรื่องนี้
อันที่จริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งสองตระกูลนั้น เกิดขึ้นก่อนที่รูปสลักของวิหารเทพจริงแท้จะพังทลายเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวิหารเทพจริงแท้นั้นรุนแรงกว่า มันจึงดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้มากกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลทั้งสองจึงถูกละเลยไปโดยไม่ได้ตั้งใจ จนมีคนไม่มากนักที่ทราบเรื่องนี้
แต่เมื่อพวกมันทราบว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ก็ตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่พวกมันคาดไม่ถึง
พวกมันตระหนักว่าเทพเจ้าของพวกมันได้พบเจอกับสิ่งที่ยากลำบากจนดับสูญไปอย่างเงียบงันและตระหนักว่าเทพมังกรนั้นคือเทพเจ้าที่รอดชีวิตมาจากยุคมืด
เมื่อพวกมันตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ความหวังของพวกมันก็กลับคืนมาอีกครั้ง พวกมันมีความเชื่อมั่นว่าพวกมันสามารถเอาชนะเทพมังกรได้หากพยายามมากพอ
แต่พวกมันก็ไม่รู้เลยว่าในวันที่พวกมันเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้น เทพมังกรที่ถูกกล่าวถึงจะกำลังนั่งดูพวกมันผ่านทางสระน้ำดวงตาเทพเจ้าไปพร้อมๆ กับการกลอกตาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“เวรเอ๋ย! รู้แบบนี้ข้าตรงไปถล่มตระกูลพวกมันให้จบๆ ไปคงจะดี”
เสียงสบถที่หยาบคายของเทพมังกรทำให้ท่านหญิงไอโกะหัวเราะเสียงหวานอย่างไม่อาจข่มกลั้น ขณะที่ราชันมังกรพิสุทธิ์กลั้นหัวเราะจนมุมปากกระตุกไม่หยุด
ทั้งสองมองดูเทพมังกรที่ ‘ปรับตัว’ จนเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ใช้ เครื่องแต่งกาย หรือท่าทางการแสดงออก เทพมังกรในยามนี้แทบไม่ต่างอะไรจากเด็กวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยสีสันของชีวิตและติดตามกระแสแฟชั่นอย่างใกล้ชิด
ภาพลักษณ์ของเทพมังกรในปัจจุบันทำให้ทั้งสองแทบจะจดจำเทพมังกรไม่ได้เลย หากไม่ใช่ว่าในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทั้งสามได้มาพบกันในวิหารแห่งดวงดาวอยู่เสมอ จนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเทพมังกรในแต่ละช่วงเวลาอย่างชัดเจน
“แต่ท่านปู่ก็ไม่ได้ทำไม่ใช่หรือคะ อันที่จริงต้องบอกว่าท่านปู่ทำไม่ได้จะถูกต้องกว่า”
เมื่อเทียบกับ 1 ปีก่อน ท่านหญิงไอโกะดูจะคุ้นเคยกับเทพมังกรมากยิ่งขึ้น ความสนิทสนมคุ้นเคยเองก็เพิ่มมากขึ้น จนตอนนี้เธอแทบจะวางตัวเป็น ‘หลานสาว’ ของเทพมังกรไปแล้วจริงๆ
เทพมังกรเองก็ตอบรับต่อสถานะใหม่ของตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ มันเริ่มวางตัวเหมือนปู่ที่ชอบทำตัวเป็นเด็ก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น ‘เฒ่าทารก’ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ราชันมังกรพิสุทธิ์เองก็สนิทสนมกับทั้งสองไม่ต่างกัน กับท่านหญิงไอโกะนั้นมันคุ้นเคยดีแต่แรก ส่วนเทพมังกรนั้น แม้จะติดขัดอยู่บ้างในตอนแรก แต่เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันจึงเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นสิ! ลุงมีแรงเหลือพอจะสู้กับบรรพชนของพวกมันงั้นหรือ ต่อให้ทำได้ลุงก็สู้พวกมันพร้อมกันไม่ไหวหรอก ทำแบบนี้แหละดีแล้วจะได้ไม่เหนื่อย!”
ได้ยินทั้งสองพูดแบบนั้นเทพมังกรก็ได้แต่กลอกตาโดยไม่ปฏิเสธเพราะมันเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน เนื่องจากพลังของมันในปัจจุบันนั้นแทบจะเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง
พลังของมันเกือบจะตกลงมาจากระดับเทพเจ้าที่แท้จริงด้วยซ้ำ หากไม่ใช่ว่า ‘วิญญาณเทพ’ ของมันยังเหลือพลังอยู่ มันคงใช้พลังระดับเทพเจ้าที่แท้จริงไม่ได้แน่
แม้กระทั่งการต่อสู้ที่ผ่านมาเมื่อปีก่อน มันก็ใช้แค่ ‘สะเก็ดเพลิง’ ของเพลิงเทพเท่านั้น ไม่ได้ใช้พลังเทพของมันเลยด้วยซ้ำ
ขนาดพลังเวทในตัวก็ยังไม่ได้ดึงออกมาใช้ มันแค่ดึงพลังในธรรมชาติและพลังเวทจากศัตรูมาใช้เท่านั้น
แต่ถึงจะใช้พลังเพียงแค่นั้น มันก็ยังเหนื่อยจนแทบไม่อยากลงมืออีก แต่ศัตรูของมันกลับเข้าใจผิดคิดว่ามันอ่อนแอจนสามารถรังแกได้ แบบนี้มีหรือที่เทพมังกรจะยอมรับได้
“เฮ้อ! ไอ้พวกโง่นั่นเข้าใจแบบนั้นได้ยังไงกัน..แบบนี้ข้าก็เหนื่อยฟรีนะสิ”
“เรื่องนั้นมันก็ช่วยไม่ได้! ใครมันจะไปคิดละว่าท่านจะต่างจากเทพเจ้าคนอื่นๆ ที่ยังรักษาจิตใจของตนเองได้ทั้งที่ถูกพลังปีศาจกลืนกิน”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ราชันมังกรพิสุทธิ์ก็นึกชื่นชมเทพมังกรอยู่ในใจและนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่น่าประทับใจตอนที่พี่ชายของมันปลดปล่อยเหล่าเทพเจ้าออกมา
ในตอนนั้นมีเพียงเทพมังกรเท่านั้นที่ยังมีสติอยู่ทั้งที่ถูกพลังปีศาจกลืนกิน ขณะที่เทพเจ้าคนอื่นๆ นั้นไม่มีใครเลยที่ยังรักษาความคิดเอาไว้ได้ พวกมันทั้งหมดแทบไม่ต่างอะไรจากปีศาจตัวหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่เทพเจ้าทั้งหมดถูกปล่อยตัวออกมาจากดันเจี้ยน จึงมีเพียงเทพมังกรเท่านั้นที่สามารถรักษาพลังของตัวเองไว้ได้ ขณะที่เทพเจ้าคนอื่นๆ นั้นแทบจะออกมาในสภาพตัวเปล่า
“เรื่องนั้นข้านับว่าโชคดี หากไม่ใช่เพราะบิดาของเจ้าตัดสินใจได้เด็ดขาดพอ ข้าคงถอนตัวออกมาได้ยากกว่านี้มาก นอกจากนั้นก็ต้องขอบใจมารดาของเจ้าที่สร้างเจ้าราชาปีศาจเทียมขึ้นมา ข้าถึงได้ไม่ถูกวิหารบูชาเทพควบคุม”
พูดจบเทพมังกรก็ถอนหายใจออกมายาวๆ ครั้งหนึ่ง จิตใจครุ่นคิดไปถึงช่วงเวลาที่คล้ายกับความฝัน
แม้ว่าราชันมังกรพิสุทธิ์จะกล่าวว่ามันสามารถรักษาจิตใจเอาไว้ได้ แต่อันที่จริงมันก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่ามันสามารถรักษาจิตใจเอาไว้ได้เพราะความทรงจำของมันพร่ามัวนัก ราวกับอยู่ในห่วงฝันที่เลือนราง
หากไม่ได้พลังชำระล้างที่แสนบริสุทธิ์ในครั้งนั้น มันคงไม่ตื่นขึ้นมาและควบคุมตัวเองได้แบบนั้น
เทพมังกรครุ่นคิดจนใจลอยก่อนจะได้สติกลับมาอีกครั้งเมื่อภาพสะท้อนในสระน้ำจางหายไป สีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นจริงจังและมองไปยังท่านหญิงไอโกะ
“เด็กน้อยของเจ้าเป็นยังไงบ้าง มันใกล้จะออกมาหรือยัง”
“ยังบอกไม่ได้ค่ะท่านปู่ แต่ข้าคิดว่าน่าจะใกล้แล้ว..ปริมาณพลังที่เด็กคนนั้นกลืนกินเข้าไปเพิ่มขึ้นเร็วมากในช่วงนี้ ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10 เท่าของตอนแรกแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานเด็กคนนั้นก็น่าจะไปถึงระดับ 9 ดาว ถึงตอนนั้นต่อให้เด็กคนนั้นไม่ต้องการออกมา ก็คงออกมาเอง”
เทพมังกรพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ อีกครั้งด้วยสีหน้าอ่อนใจและสบถออกมาเบาๆ
“เช่นนั้นตาแก่อย่างช้าก็ต้องเหนื่อยต่อไปสินะ ช่วยไม่ได้สินะ!”