บทที่ 48 แกเป็นใคร
ชายชุดดำมาถึงบ้านตระกูลเหยียน เขาลัดเลาะไปตามทางเดินเล็ก ๆ จนมาถึงสถานที่ลับตา ล้วงโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนอยู่ในต้นไม้ออกมา
เขาเปิดโทรศัพท์มือถือแล้วล็อกอินเข้าสู่กลุ่มแชต ส่งข้อความส่วนตัวไปหามังกรสะเทือนเวหาเพียงแค่สองคำ [อยู่ไหน]
ลู่เฉิงเฟิงกำลังเดินทางกลับบ้าน เขาไปทานมื้อเย็นที่บ้านตระกูลซู และไม่คาดคิดว่าคุณปู่ซูจะดึงเขาไปเล่นหมากรุกด้วยกันจนถึงเวลานี้
เขาหัวเราะอย่างขมขื่นกับตัวเอง ‘ชายชรานี่ เล่นไม่เก่งแต่ติดงอมแงม เล่นไม่เก่งแต่ชอบเล่น แถมยังแพ้ไม่ได้อีก ถ้าแพ้ขึ้นมาละก็หน้าบึ้งตึงเลยทีเดียว’
ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังสั่น
เขาหยิบขึ้นมาดู มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่ติดต่อเขามาอีกแล้ว
เขาตอบกลับไปว่า [ขับรถอยู่ กำลังกลับบ้าน เธออยู่ไหน]
[งูแบล็กแมมบา: อยู่แถวบ้านตระกูลเหยียน มารับฉันที]
ลู่เฉิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่า [เธอไปทำอะไรแถวนั้น]
[งูแบล็กแมมบา: ก็มาฆ่าคนสิ] หลินเจี้ยนหลูตอบกลับมา
ลู่เฉิงเฟิงนึกขึ้นได้ ตอนกลางวันหญิงสาวพูดก่อนออกจากบ้านเขาไปว่า ‘ฉันอารมณ์ไม่ดี จะไปฆ่าคน’
ตอนนั้นเขาคิดว่าเธอพูดประชดเล่น ๆ ไม่คิดเลยว่าเธอจะบุกไปฆ่าคนถึงบ้านตระกูลเหยียนจริง ๆ
ลู่เฉิงเฟิงเปิดระบบแชร์โลเคชัน [ฉันกำลังไป]
กลุ่มแชตนี้มีฟังก์ชันที่สะดวกมาก นั่นคือการแชร์โลเคชั่นแบบเรียลไทม์ สามารถระบุตำแหน่งของกันและกันได้อย่างแม่นยำ
หลินเจี้ยนหลูเปิดระบบแชร์โลเคชัน จากนั้นก็นั่งห้อยขาแกว่งไปมาอยู่บนต้นไม้ รอให้ลู่เฉิงเฟิงมารับ เหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด
ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงก้มลงไปมอง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นมาทันที
ห่างออกไปเพียงยี่สิบถึงสามสิบเมตร มีคนผู้หนึ่งกำลังยืนมองเธออยู่
หลินเจี้ยนหลูจ้องมองอีกฝ่าย เมื่อสักครู่มัวแต่คุยกับลู่เฉิงเฟิง จนไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนเข้ามาใกล้
“ลู่เฉิงเฟิง ในฐานะนักฆ่า แกช่างประมาทเกินไป แกไม่รู้เหรอว่าแสงจากโทรศัพท์มือถือสามารถเปิดเผยตำแหน่งของตัวเองได้ นี่ไม่ใช่นิสัยของนักฆ่าระดับแนวหน้า หรือว่าแกไม่สนใจที่จะถูกเปิดเผยตัวตนกันแน่?”
หลินเจี้ยนหลูชะงักเล็กน้อย ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของตระกูลเหยียน และเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นไอ้สารเลวลู่เฉิงเฟิงนั่น
เธอจึงกดเสียงต่ำ ทำให้เสียงของเธอดูแหบพร่า “ไม่คิดเลยว่าตระกูลเหยียนยังมีคนอย่างแกอยู่ กล้าตามมาถึงที่นี่เชียว หรือว่าแกมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก”
เหมียวเจิ้นชวนมองเธออย่างเหยียดหยัน “ลู่เฉิงเฟิง กลับไปกับฉันดีกว่า อย่าบังคับให้ฉันต้องลงมือ ไม่งั้นแกจะต้องเสียใจ นักฆ่าระดับท็อปในสายตาคนอื่นอาจดูยิ่งใหญ่ แต่ในสายตาฉัน พวกแกก็แค่มดตัวเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
หลินเจี้ยนหลูเก็บโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ มองดูอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ความมั่นใจในตัวเองแบบมืดบอด มันน่ารังเกียจ… แต่ช่างเถอะ ในเมื่อแกตามมาถึงที่นี่แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปแบบมีลมหายใจก็แล้วกัน”
เหมียวเจิ้นชวนหัวเราะเยาะอย่างดูถูก “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ทำได้แค่หักแขนหักขา แล้วลากแกกลับไป”
หลินเจี้ยนหลูเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เธอยื่นมือที่สวมถุงมือสีดำออกไป เกี่ยวนิ้วเรียกอีกฝ่าย
เหมียวเจิ้นชวนมองด้วยสายตาเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ “ไอ้หนุ่ม อย่าคิดว่าแกฆ่าคนมาไม่กี่คนแล้วจะเป็นตัวอะไร คนที่ฉันฆ่ามา ชาตินี้แกก็ไล่ไม่ทันหรอก แค่แมลงตัวเล็ก ๆ ที่น่าตลก ยังคิดว่าตัวเองจะสั่นคลอนช้างได้จริง ๆ เหรอ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เหมียวเจิ้นชวนก็พุ่งเข้ามาทันที
หลินเจี้ยนหลูหัวเราะเยาะ “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคนอยากตายขนาดนี้”
ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ เหมียวเจิ้นชวนก็เพิ่มความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน เพียงชั่วพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าเธอ มือทำท่าเป็นกรงเล็บ ฉกคว้าไหล่ของเธอเร็วดั่งสายฟ้า
หลินเจี้ยนหลูตกใจมาก แต่ปฏิกิริยาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ มีดปอกผลไม้ธรรมดาในมือฟันไปที่ข้อมือของเขาทีหนึ่ง
เหมียวเจิ้นชวนชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า มืออีกข้างกำแน่น ชกออกมาหนึ่งหมัด
หลินเจี้ยนหลูแค่นเสียง ‘หึ!’ พลังในร่างพุ่งขึ้นมาที่หมัดในทันที ชกออกไปเช่นกัน
“โครม!”
หมัดสองข้างปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อเกิดเสียงคำรามดังสนั่น กำลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปรอบทิศ
เหมียวเจิ้นฉวนถูกแรงปะทะจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
แต่หลินเจี้ยนหลูกลับถูกแรงสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังไปกว่าเจ็ดแปดก้าว
แขนของเธอสั่นเทา ปวดร้าวไปถึงข้อมือ รู้สึกได้เลยว่าข้อมือของเธอคงจะแตกร้าวแล้วเป็นแน่
หลินเจี้ยนหลูมองเหมียวเจิ้นฉวนด้วยความตกตะลึง
เหมียวเจิ้นฉวนเองก็เบิกตากว้างจ้องมองมายังหลินเจี้ยนหลูด้วยความประหลาดใจไม่ต่างกัน
“แกเป็นใครกันแน่” หลินเจี้ยนหลูขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เธอสงสัยว่าชายคนนี้อาจเป็นหนึ่งในสมาชิกของสิบสองนักษัตรทมิฬเพราะนอกจากลู่เฉิงเฟิงและพยัคฆ์โลหิตแล้ว เธอไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่ฝึกฝนพลังงานนั้นได้เหมือนเธอมาก่อน
แต่สมาชิกของสิบสองนักษัตรทมิฬควรจะมีอายุใกล้เคียงกับเธอ คนนี้ดูอายุมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไรดี
เหมียวเจิ้นชวนจ้องเธอเขม็ง “ลู่เฉิงเฟิง แกไม่ใช่แค่มือสังหารธรรมดา แกเป็นใครกันแน่? มาจากสำนักไหน?”
‘หืม? สำนักไหน?’
หลินเจี้ยนหลูสายตาวูบไหว “รู้จักงูแบล็กแมมบาไหม?”
“ใคร?” เหมียวเจิ้นชวนถามกลับ ด้วยสายตาสงสัย
หลินเจี้ยนหลูหรี่ตาลงเล็กน้อย คนนี้ไม่ใช่สมาชิกของสิบสองนักษัตรทมิฬ แต่ทำไมในร่างกายเขาถึงมีพลังงานนั้นล่ะ?
เห็นหลินเจี้ยนหลูไม่พูด สายตาของเหมียวเจิ้นชวนจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นดุร้าย “ถ้าฉันเดาไม่ผิด เธอคือผู้พิทักษ์ประตูใช่ไหม?”
‘ผู้พิทักษ์ประตู?’
หลินเจี้ยนหลูเกิดความสงสัยขึ้นมาครามครัน “ผู้พิทักษ์ประตูคืออะไร?”
“ดูเหมือนฉันจะเดาถูกแล้ว ในเมื่อเป็นผู้พิทักษ์ประตู งั้นก็สมควรตาย”
เหมียวเจิ้นชวนแผ่ไอสังหาร พุ่งตรงเข้าหาหลินเจี้ยนหลูในทันที
หลินเจี้ยนหลูสะบัดมือ ปล่อยเข็มเงินนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่เหมียวเจิ้นชวน
เหมียวเจิ้นชวนหลบหลีกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พุ่งเข้าหาหลินเจี้ยนลูราวกับสายฟ้าฟาด เขายื่นมือออกไปหมายจะจับที่ลำคอของเธอด้วยท่าทางโหดเหี้ยม
หลินเจี้ยนหลูใช้มีดผลไม้ในมือแทงสวนกลับไปที่แขนของเขาอย่างรวดเร็ว เหมียวเจิ้นชวนเปลี่ยนกระบวนท่า มือของเขารวบเข้าที่ข้อมือของหลินเจี้ยนหลูแล้วออกแรงบีบ บีบจนข้อมือของเธอเกือบแหลกคามือ
แต่ทันใดนั้นแขนของเธอกลับอ่อนนุ่มราวกับงู ไม่มีกระดูกแม้แต่น้อย เธอใช้แขนที่อ่อนนุ่มเลื้อยหลุดจากการเกาะกุมของเหมียวเจิ้นชวน จากนั้นมีดผลไม้ในมือก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงเย็นยะเยือก พุ่งตรงไปที่ลำคอของเขา
เหมียวเจิ้นชวนเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายฟ้า คว้าด้ามมีดไว้ได้ทัน ก่อนจะสะบัดมีดเล่มนั้นกลับมาหาหลินเจี้ยนหลู
หลินเจี้ยนหลูตกใจ เธอเบี่ยงตัวหลบมีดที่พุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน แต่เหมียวเจิ้นชวนกลับใช้โอกาสนั้นซัดฝ่ามือเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว หลินเจี้ยนหลู หลบไม่พ้น จึงปะทะฝ่ามือกับเขาอย่างจัง
เสียง “ปัง!” ดังสนั่น
หลินเจี้ยนหลู รู้สึกจุกในลำคอจนครางออกมา ร่างกายของเธอปลิวออกไป ก่อนจะทรงตัวได้หลังจากที่ล้มลงกับพื้น ตัวเธอสั่นเล็กน้อย เลือดในร่างกายพลุ่งพล่าน ลำคอมีกลิ่นคาวเลือด เกือบจะพ่นออกมา
เหมียวเจิ้นชวนหัวเราะอย่างน่ากลัว พุ่งเข้าใส่เธอเหมือนสายฟ้า แต่ในตอนนั้นเอง แสงเย็นยะเยือกก็ปรากฏขึ้น เหมียวเจิ้นชวนรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บจนเปลี่ยนสีหน้า
ในช่วงเวลาคับขัน เขาขยับตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร้องครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
เขาก้มลงมอง เห็นบาดแผลสามรอยลึกจนเห็นกระดูกปรากฏขึ้นบนแขนซ้าย เลือดไหลทะลักออกมาจนเสื้อแขนของเขาเปียกโชกไปครึ่งข้าง
ใบหน้าของเหมียวเจิ้นชวนบิดเบี้ยว ดวงตาแดงก่ำ เขาไม่สนใจว่าใครเป็นคนลงมือ แต่รีบเอามือกุมแขนของตัวเองไว้แล้วหันหลังวิ่งหนีไปเหมือนหมาจนตรอก เข้าไปในป่าข้าง ๆ
หลินเจี้ยนหลูหันกลับไปมอง เห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงมาทางนี้ท่ามกลางแสงจันทร์ เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก มุมปากที่งดงามราวกับรูปปั้นแกะสลักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ายวน