ราเชนเก็บพลองมังกรสยบสิบทิศ หน้ากากอมตะ เอาไว้ในแหวนมิติ แล้วไต้ซือก็ให้ลูกศิษย์ช่วยกันจัดการเรื่องศพที่ตายทั้งหมด แล้วพากลุ่มของราเชนเข้าไปที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง มีก้อนหินใหญ่ปิดอยู่ ซึ่งระยะทางก็ไม่ไกลจากลานหน้าพระพุทธรูปเท่าไรนัก เพราะว่า ทั้งราเชน และ องค์ชายสิบสี่ก็อยากพบกับไต้ซือหยวนคง
“ อาจารย์กักตนอยู่ในถ้ำแห่งนี้มาเกือบยี่สิบปีแล้ว ท่านไม่เคยออกมาแม้แต่น้อย และห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนท่านเป็นอันขาด แต่ท่านก็ได้สั่งการเรื่องการประลองยุทธ์กับ ฟางสิงชุน และ บอกว่าจะมีศิษย์ผู้สืบทอดมาช่วยเหลืออาตมาในศึกครั้งนี้”
“ ไต้ซือหยวนคง สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้ถึง 20 ปีเชียวรึ?”
ราเชนอดสงสัยไม่ได้ ไต้ซือหยวนจื่อ อมยิ้มไม่ตอบเรื่องนี้
“ แล้วจะเข้าไปได้ไหม พระราชโองการของเสด็จพ่อ ต้องมอบให้กับ ไต้ซือหยวนคง เจ้าอาวาสเท่านั้น” องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างสงสัย
“ อาจารย์บอกว่า หลังจากจบการประลองแล้ว ก็ให้ศิษย์ผู้สืบทอดเข้าไปได้ เท่านั้น”
ทุกๆ คนหันมามองราเชนเพียงผู้เดียว
“ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปพบไต้ซือหยวนคงก่อน แล้วจะบอกเรื่องของท่านให้”
ทุกๆ คน ได้ฟัง ก็ได้แต่รออยู่ด้านหน้าถ้ำ ไต้ซือหยวนจื่อ ใช้ฝ่ามือ เคลื่อนก้อนหินยักษ์ที่ปิดปากถ้ำเอาไว้ แล้วผายมือให้ราเชนเข้าไปได้คนเดียว
แสงสว่างจากภายนอกพอสาดส่องเข้าไปในถ้ำ สภาพบรรยากาศที่มืดมิด แต่ไม่อับชื้น ราเชนเองยังรู้สึกแปลกใจ ยิ่งพอเดินเข้าไป ในถ้ำ ก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นจากกำแพงทั้งสองฝั่ง มันเป็นไข่มุกเรืองแสง ซึ่งพอมีออกซิเจนเพียงพอ มันก็จะทำให้ตัวของมันมีแสงสว่างขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ไม่ต้องใช้ฟืน ไฟแม้แต่น้อย
ราเชนก้าวเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสัมผัสถึงสายลมเย็นๆ พัดผ่านร่างของเขา ราวกับว่า ด้านในมีกระแสลมพัดเข้ามาในถ้ำแห่งนี้
แล้วในที่สุด ราเชนก็พบกับ ไต้ซือหยวนคง ซึ่งท่านกำลังหลับตาทำสมาธิ จ้องมองไปที่แผ่นหินศิลาก้อนหนึ่ง มีอักขระโบราณเขียนเอาไว้ ราเชนไม่ได้สนใจว่ามันคือ ศิลาจารึกอะไร แต่ได้ประสานมือ เคารพไต้ซือหยวนคงทันที
“ ข้าถูเฟย ศิษย์ของท่านเทพโอสถเทียนซาน ขอคำนับไต้ซือ”
เงียบ ไต้ซือหยวนคงยังคงหลับตานิ่งสงบ ไม่เอ่ยตอบแม้สักคำเดียว
ราเชนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงรีบนำนิ้วไปตรวจสอบ ลมหายใจของไต้ซือ หยวนคง ก็ถึงกับสะดุ้งโหยง รีบถอยหลังออกมาหลายก้าว
“ ตายแล้ว?”
ราเชนตกใจ ไม่คิดว่าไต้ซือที่ตายไปแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไร แต่ร่างกายกลับไม่เน่าเปื่อย ราเชนยังสามารถรับรู้ถึงกลิ่นที่หอมสดชื่น ในตัวของไต้ซือหยวนคงอีกด้วย
“ ไต้ซือ ท่านก็ตายไปแล้วเหตุไฉนถึงยังยุ่งเกี่ยวกับทางโลก และยังจะให้ข้าไปช่วยศิษย์ของสำนักฝอซานอีกด้วย ไต้ซือ ออกมาเถอะ” ราเชนเอ่ยออกไปเช่นนั้น เพราะบรรยากาศรอบๆ ตัวเขาเย็นลงอย่างกระทันหัน ต้องมีวิญญาณอยู่ในบริเวณนี้อย่างแน่นอน
แล้วทันใดนั้นเอง วิญญาณของไต้ซือหยวนคงก็ปรากฏตัวขึ้นมาให้ราเชนได้เห็น
“ ไต้ซือหยวนคง” ราเชนเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ ขอบใจประสกถูมากที่ได้ช่วย แก้ไขวิกฤตการณ์เลวร้ายของวัดฝอซาน ให้ผ่านไปได้ในครั้งนี้”
“ ไต้ซือ ข้าก็ทำตามที่ท่านขอร้องสำเร็จ แล้วท่านจะสอนวิธีหลอมจิตให้ข้าได้หรือยัง” ราเชนถามไปตามตรง เพราะไม่อยากอ้อมค้อมอีก
“ วิธีหล่อหลอมจิตมารนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงประสกมีจิตใจที่บริสุทธิ์ สงบ และตัดขาดแล้วซึ่งกิเลสตัณหาทั้งปวง จนเข้าถึงพลังจิตปรมัตถ์ จิตมารก็จะพ่ายแพ้ จากนั้นก็จะค่อยๆ หลอมรวมมาเป็นหนึ่งเดียวกับ ประสกได้เอง”
“ เดี๋ยวๆ พลังจิตปรมัตถ์ คือ ?”
“ พลังจิตปรมัตถ์ คือพลังจิตที่ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดใดทั้งสิ้น หากประสกคิดฝึกฝนถึงขั้นนี้มีวิธีเดียว ต้องละทางโลก มุ่งสู่ทางธรรม”
ราเชนได้ฟังก็อ้าปากตาค้าง
“ ไต้ซือ นี่ท่านจะบอกให้ข้า บวชเป็นหลวงจีน แล้วลด ละเลิก อบายมุข ถือศีลกินเจ แบบพวกท่าน ยังงั้นใช่ไหม?”
ไต้ซือหยวนคง ยิ้มให้อย่างมีเมตตา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า
“ ในเมื่อประสกไม่ละทางโลก แล้วจะสามารถควบคุมจิตใจให้เข้าถึงจิตปรมัตถ์ได้อย่างไร
พลังจิตมารนั้นกล้าแข็งนัก มันอยู่ถึงพลังจิตขั้นเซียน แม้แต่อาตมาเอง ก็ไม่แน่ใจว่าจะ ควบคุมจิตมารโลหิตในตัวของประสกได้ มีแต่จิตที่เป็นปรมัตถ์เท่านั้นที่สามารถหลอมรวมจิตมารได้”
“ เสียเที่ยว ข้ามาเสียเที่ยวเปล่าจริงๆ” ราเชนส่ายหัว บ่นพึมพำ ใครจะไปทำได้
จิตปรมัตถ์นั้น คง มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะทำได้ เขาเป็นแค่มนุษย์เดินดิน ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน จะให้กลับตัวกลับใจ มาฝึกฝนตนเองให้เป็นหลวงจีน มีแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ
“ นี่คือชะตากรรม ของประสกเอง หากเลือกทางนี้ ประสกจะสามารถกลายเป็นพระอรหันต์ได้ภายในเร็ววัน อาตมามั่นใจ”
“ ขอบคุณ ไต้ซือที่หวังดี ข้าคงได้แต่น้อมรับด้วยใจ แต่เส้นทางชีวิตของข้า มันไม่มีทางอยู่แต่ในวัด ถือศีลกินเจ ข้ายังต้องตามหาแม่ แก้แค้นให้กับคนที่ข้ารัก เลือดพวกมันต้องถูกนำมาเซ่นสังเวย คนที่ข้ารัก แม้นข้าต้องตาย ข้าก็ตายตาหลับ”
“ อมิตตาพุทธ การดับไฟ สามารถใช้หลายวิธี ในการดับความแค้นก็เช่นกันหาใช่ต้องดับชีวิตผู้อื่นไม่ เพียงแค่ดับใจที่เคียดแค้นลง จิตใจก็จะรู้สึกสุข สงบได้เอง”
ราเชนส่ายหัว แล้วเอ่ยว่า
“ ในชีวิตของข้า มีวิธีดับแค้นด้วยการฆ่าเท่านั้น ถึงจะหายค้างคาใจไต้ซืออย่าได้กล่าวต่ออีกเลย ข้าคงต้องขอลา มีเรื่องราวอีกมากที่ข้าต้องไปจัดการ”
ราเชนหมุนตัวจะเดินออกไปจากถ้ำ แต่ก็หันหลังกลับมาอีกครั้ง แล้วเอ่ยต่อว่า
“ มีพระราชโองการ ให้องค์ชายสิบสี่มาบวชเป็นพระที่วัดฝอซาน ไต้ซือจะให้ข้านำราชโองการมาให้ที่นี่หรือไม่”
“ ไม่ต้อง มอบให้หยวนจื่อ จัดการแทนอาตมา”
ราเชนพยักหน้า แล้วก็จะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงของ ไต้ซือ หยวนคงก็ เอ่ยว่า
“ มีอีกวิธีหนึ่ง ที่พอจะช่วยให้พลังจิตของประสกนั้นมีพลังสามารถควบคุมจิตมารได้ และจะช่วยเพิ่มพลังจิตของประสกให้สูงขึ้น บางทีอาจจะช่วยให้ประสกเข้าสู่จิตขั้นปรมัตถ์ได้อีกด้วย”
ราเชนหยุด แล้วหันกลับแล้วถามอย่างตื่นเต้น ดีใจ
“ วิธีไหน?”
“ ดูดซับโลหิตของอาตมา”
“ แต่ว่า ไต้ซือท่านมรณภาพไปแล้ว?”
ไต้ซือหยวนคง ยิ้มให้อย่างเมตตา พร้อมกับหันไปมองร่างของตนเอง แล้วทันใดวิญญาณของไต้ซือหยวนคง ก็หายไป ร่างที่ไร้ลมหายใจ ของไต้ซือหยวนคง ก็ลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยกับราเชนราวกับมีชีวิตว่า
“ ยื่นมือมา”
ราเชนตื่นเต้นตกใจ แต่ก็รีบทำตามทันที ไต้ซือหยวนคง ก็ยกมือขึ้น มีโลหิตไหลออกมาจากฝ่ามือของท่าน แล้วหยดลงบนฝ่ามือของราเชน ซึ่งพอโลหิตกระทบกับฝ่า กลับกลายเป็นเกล็ดสีแดง ราวกับทับทิมสีแดง หาใช่หยดเลือกทั่วๆ ไปไม่ กลิ่นหอม คล้ายๆ กับ กลิ่นของคัมภีร์พระไตรปิฏกที่ราเชนได้กลิ่นมา หรือว่า นี่คือกลิ่นโลหิตอรหันต์ของจริง
ราเชนรับโลหิตอรหันต์มาไว้ในมือซึ่งมีเม็ดทับทิมสีแดง มีอยู่เก้าเม็ด
“ ทำไม กลายเป็นทับทิมไปได้?”
“ โลหิตของคนที่ตายไปแล้วอย่างอาตมา ก็จะเป็นแบบนี้ ประสกจำเอาไว้ เริ่มดูดซับพลังจากโลหิตที่ละเม็ด มันจะช่วยเพิ่มพลังจิตให้สูงขึ้น หากสามารถดูดซับได้จนครบเก้าเม็ด อาตมาเชื่อว่าจิตของประสกจะเข้าสู่จิตปรมัตถ์ได้ไม่ยากเย็น”
“ แสดงว่า ข้าไม่ต้องบวชแล้ว?"
ไต้ซือหยวนคง ยิ้มให้อย่างมีเมตตาแล้วเอ่ยต่อว่า
“ โลหิตของอาตมานั้นมันมีพลังอยู่มาก เปรียบได้ดั่งทะเลกว้างใหญ่ แต่ประตูน้ำที่จะส่งเข้าไปที่ตัวประสกนั้น เป็นเพียงแค่สระน้ำเล็กๆ ไม่อาจรองรับพลังมหาศาลได้ ประสกต้องสร้างจิตให้ใหญ่ขึ้น อาตมาแนะนำให้ประสุกทำการบวชเป็นพระชั่วคราว เพื่อรักษาจิตให้บริสุทธิ์ มิเช่นนั้น หากว่าจิตใจไม่สงบ ขณะที่หลอมโลหิตของอาตมาจะไม่สามารถรองรับพลังจิตมหาศาลนี้ได้”
“ ถ้าเพียงชั่วคราว ก็ได้ ว่าแต่ต้องใช้เวลาเท่าใด?”
“ ขึ้นอยู่กับตัวของประสกเอง หากเป็นหยวนจื่อ น่าจะใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น”
“ ได้ ข้าจะทำตามที่ไต้ซือสั่งการทุกประการ”
“ จำเอาไว้ หากว่าในอนาคตมีปัญหาในการดูดซับพลัง ก็ไปปรึกษากับหยวนจื่อ เขาจะช่วยแก้ปัญหาให้กับประสกเอง”
ราเชนรับคำสั่ง จากนั้นร่างของไต้ซือหยวนคง ก็หลับตา ไม่ขยับตัว กลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณดั่งเดิม
ราเชนกราบไปสามครั้ง แล้วก็เดินออกมานอกถ้ำ เพื่อแจ้งข่าวร้ายให้ทุกๆ คนทราบ
พอราเชนออกไป เงาวิญญาณของไต้ซือหยวนคง ก็ปรากฏกายขึ้น แล้วเอ่ยออกมาเบาๆ ว่า
“ หวังว่า สิ่งที่อาตมาทำนี้ จะช่วยลดไอแห่งการฆ่าฟันในตัวประสกได้”
ไต้ซือหยวนคงมองไปที่เงาหลังของราเชนแล้วถอนใจออกมา เพราะว่าท่านได้เห็นภาพในอนาคตของราเชน ว่าจะมีชีวิตอีกนับแสน นับล้านต้องตายภายใต้เงื้อมมือของราเชน แม้นว่าจิตมารนั้นจะน่ากลัว แต่จิตของราเชนนั้นน่าสะพรึงกลัวมากกว่าหลายเท่า
ไม่นาน ไต้ซือหยวนจื่อ กับลูกศิษย์พากันเข้าไปในถ้ำ พอเห็นร่างของไต้ซือหยวนคง ก็พากันเศร้าโศกเสียใจ ทำการเคารพศพ แล้วนำร่างของท่านไปทำพิธีเผา ตามที่ท่านได้เคยสั่งการเอาไว้
ช่วงนี้ องค์ชายสิบสี่เลยไม่สามารถมอบพระราชโองการได้ รอจนกระทั่ง มีการแต่งตั้งไต้ซือหยวนจื่อ เป็นเจ้าอาวาสคนใหม่ จึงมอบพระราชโองการให้ พร้อมกับ คัมภีร์พระไตรปิฏก
“ เนื่องด้วย มีการขุดค้นพบ พระไตรปิฏกโบราณ ซึ่งราชครูฟ้า ได้ทำนายว่า อาณาจักรมัจฉิมาของเราจะได้กลับมายิ่งใหญ่กว่าในอดีต ดังนั้น จึงมีพระราชประสงค์ที่จำทำบุญทำกุศลครั้งยิ่งใหญ่ โดยมอบพระไตรปิฏกโบราณ ให้กับ วัดฝอซานที่อยู่มานานนับพันปี ซี่งเป็นวัดแรกที่ก่อตั้งขึ้นบนอาณาจักรมัจฉิมาแห่งนี้ เพื่อเป็นการบูชาต่อองค์พระศาสดาระดับสูงสุด จึงมีพระบัญชาให้พระโอรสองค์ที่สิบสี่ จางซื่อเทียน เดินทางมามอบพระไตรปิฏกด้วยตนเอง และให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดฝอซาน เฝ้าคัมภีร์พระไตรปิฏกตราบชั่วชีวิต เพื่อเป็นสิริมงคลต่อราชวงศ์ และ อาณาจักรมัจฉิมาตลอดไป”
องค์ชายสิบสี่ได้ฟังองครักษ์เสื้อทองอ่านพระราชโองการ แล้วทำสีหน้าเศร้าหมอง
มีแต่ราเชนเท่านั้นที่มั่นใจ ว่าองค์ชายสิบสี่จะอยู่ที่วัดฝอซานไม่นาน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ไต้ซือหยวนจง รับราชโองการเสร็จ แล้วก็กล่าวว่า
“ ตอนนี้ ศิษย์พี่ของอาตมาก็จะบวชเป็นพระด้วยเช่นกัน ดังนั้น อาตมาจะทำการบวชให้องค์ชาย กับ ศิษย์พี่พร้อมกันไปเลย ก็แล้วกัน”
องค์ชายสิบสี่หันมามองหน้าราเชน ที่ได้แต่พยักหน้าให้
“ ไหนเจ้าบอกว่า ข้าจะไม่ต้องบวชเป็นหลวงจีนไงเล่า”
“ ข้าบอกว่า ท่านจะอยู่ที่วัดฝอซานนี่ไม่นาน ไม่ได้บอกว่าท่านจะไม่ได้บวชเป็นหลวงจีนสักหน่อย”
“ ได้ อย่างน้อย ข้าก็มีเจ้าบวชเป็นเพื่อนข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” องค์ชายสิบสี่ หัวเราะอย่างขมขื่นใจพร้อมกับหยดน้ำตาที่รินไหล ราเชนได้แต่ตบไหล่ปลอบใจ
ในวันนั้นเอง ทั้งสองคนก็ได้ทำการโกนหัว บวชเป็นหลวงจีน โดยองค์ชายสิบสี่มีชื่อทางธรรมว่า หยวนเส้าเทียน ส่วนราเชน ใช้ชื่อว่า หยวนเฟย......