ดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear)

    ตอนที่ 37 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนเรือสำราญ : ที่จริงแล้ว... ยังมีอีกเรื่อง

              คนแรกที่ผมเดินเข้าไปหาคือเลดี้เซลินา มาชร์ เธอนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงสดท่ามกลางแขกคนอื่นที่ดูกระเซอะกระเซิง แต่เธอกลับดูเงียบกริบราวกับเพิ่งออกมาจากห้องแต่งตัวมือเรียวบางยังคงถือพัดลูกไม้โบกช้าๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอจนน่าประหลาด

              “ดูเหมือนเช้านี้จะมีเรื่องน่าเศร้าเพิ่มขึ้นอีกเรื่องนะคุณที่ปรึกษา”เธอเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน เสียงของเธอราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

              “คุณดูไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่นะครับเลดี้”ผมหยั่งเชิงพลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเธอ

              “ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ค่ะ...เพียงแต่บางครั้งมันก็มาเยือนในรูปแบบที่ผิดมารยาทไปเสียหน่อย” เธอยิ้มที่มุมปากแววตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม

              “ดิฉันไม่ได้รู้จักชายทั้งสองคนนั้นเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะคุณนักสืบทั้งคุณวานซ์และคุณไบรซ์...พวกเขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดิฉันบังเอิญเจอในงานสังคมเพียงไม่กี่ครั้งคนหนึ่งหยาบคาย อีกคนก็ขี้ระแวงเกินกว่าจะเรียกได้ว่ามีสุนทรียะ”

              ในจังหวะที่เธอหุบพัดลูกไม้ลงผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่หลังมือและปลายนิ้วของเธอ

              แม้มันจะถูกประดับด้วยแหวนเพชรราคาแพงและผิวพรรณจะดูนุ่มนวลแต่ลักษณะการขยับนิ้วและการเกร็งกล้ามเนื้อมือของเธอนั้นดูมั่นคงเกินกว่ากุลสตรีทั่วไปโดยเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วโป้งที่มีรอยด้านจางๆในตำแหน่งที่คนชำนาญการใช้ของมีคมหรืออาจจะเป็นกรรไกรตัดด้ายระดับช่างฝีมือที่ควรจะมี

              “มีอะไรติดหน้าดิฉันหรือเปล่าคะ?”เธอถามพลางเอียงคอเล็กน้อย

              “เปล่าครับ...ผมแค่กำลังคิดว่าคุณดูคุมสติได้ดีเยี่ยมกว่าแขกคนอื่นมาก”ผมพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะขอตัวถอยออกมา

              เมื่อคืนเธออยู่ในสายตาของเกียร์และผมเกือบจะตลอดเวลาซึ่งนั่นทำให้เธอมีพยายานที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มือคู่นั้นยังคงรบกวนความคิดของผมไม่หายมนุษย์ที่ถูกฝึกมาเพื่อตัดผ้าหรือใช้มีดบ่อยเท่านั้นที่จะมีมือแบบนั้น       

              คนต่อมาที่ผมเดินเข้าไปหาคือเลขาเกรย์ เธอไม่ได้นั่งพักเหมือนแขกคนอื่นแต่กลับกำลังวุ่นอยู่กับการจัดผ้าห่มและตรวจสอบชุดแต่งกายที่ดูยับย่นให้แก่แขกผู้สูงวัยคนหนึ่งด้วยความใส่ใจเธอหยุดมือลงทันทีเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปใกล้พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมอย่างเหนื่อยอ่อน

              "อ้าว คุณนักสืบ... มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ? หรือทางท่านประธานต้องการอะไรเพิ่มเติมไหม?"เธอถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความห่วงใยในหน้าที่

              "ผมอยากถามเรื่องความสัมพันธ์ของคุณวานซ์กับคุณไบรซ์น่ะครับคุณพอจะทราบไหมว่าพวกเขาสนิทกันแค่ไหน?"

              เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางนิ่งนึกไปครู่หนึ่ง"เรื่องคุณวานซ์กับคุณไบรซ์เหรอคะ? จริงๆแล้วมันก็มีข่าวลือหนาหูมาบ้างค่ะว่าทั้งคู่เคยร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดในโครงการอสังหาริมทรัพย์เก่าๆเมื่อหลายปีก่อน แต่เท่าที่ฉันทราบ...ดูเหมือนการจบความสัมพันธ์ทางธุรกิจครั้งนั้นจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะคะ"

              เธอถอนหายใจยาวพลางจัดชายผ้าห่มให้เรียบร้อย"แต่นั่นมันเรื่องนานมากแล้วค่ะเป็นช่วงก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำหน้าที่เลขาให้กับคุณปู่ของท่านประธานเฮนรี่เสียอีกพอเปลี่ยนถ่ายมาถึงยุคของท่านประธานคนปัจจุบันฉันก็แทบไม่เห็นพวกเขาติดต่อกันเป็นทางการเลยค่ะ ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะที่รู้เพียงเท่านี้เพราะตารางงานของท่านประธานเฮนรี่ก็แน่นจนฉันแทบไม่ได้ชายตาไปมองเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเลยจริงๆ"

              เธอยิ้มให้ผมอย่างสุภาพแต่ดูเหนื่อยล้าก่อนจะขอตัวไปดูแขกอีกกลุ่มที่กำลังเรียกหาพนักงาน

              ผมมองตามร่างที่ดูคล่องแคล่วของเธอไปเลขาเกรย์ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวในเรือลำนี้ที่ยังคงรักษาฟันเฟืองของความเป็นระเบียบเอาไว้ได้ข้อมูลที่เธอให้มานั้นตรงไปตรงมาและไม่มีการปิดบังถึงมันจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำเก่าๆ แต่มันก็ช่วยยืนยันได้ว่าเรื่องราวระหว่างผู้ตายทั้งสองคนมีอยู่จริง

              เป้าหมายถัดไปคือบาทหลวงมอร์โรว์ ผู้ซึ่งดูจะวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดเหงื่อผุดพรายตามไรผมแม้ในห้องอากาศจะเย็นจัดดวงตาของเขาปิดสนิทจนเห็นเปลือกตาที่สั่นไหว

              "หลวงพ่อครับ...พอจะบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้ไหม?"ผมลองถามด้วยโทนเสียงที่นุ่มนวลที่สุด

              ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่สั่นระริกพึมพำบทสวดมนต์ภาษาละตินอย่างต่อเนื่องมือของเขาจิกเข้าหาลูกประคำจนข้อนิ้วซีดขาวราวกับเขากำลังพยายามกั้นกำแพงจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผมจึงตัดสินใจปล่อยให้เขาอยู่กับศรัทธาของตัวเองต่อไป

              ผมเบนสายตาไปหาแขกคนอื่นที่เหลือในกลุ่มเลาจน์เพื่อหาแง่มุมที่อาจถูกมองข้ามไป

              “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ!”เศรษฐีที่ดินร่างท้วมโพล่งขึ้นมาทันทีที่ผมขยับเข้าใกล้เขาเช็ดหน้าผากด้วยผ้าเช็ดหน้าไหมพรมอย่างลนลาน “ผมมาที่นี่เพื่อพักผ่อนไม่ได้มาเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับพวกนักธุรกิจที่มีศัตรูอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างวานซ์หรือไบรซ์รู้แค่ว่าตอนกินเหล้าพวกเขาก็ดูเข้ากันได้ดี... แต่ก็นั่นแหละ ในวงเหล้าใครๆก็เป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?”

              “แต่ฉันเคยเห็นพวกเขาเถียงกันนะคะ”หญิงสาวในชุดเดรสสีมรกตที่นั่งอยู่มุมโซฟาพูดแทรกขึ้นมาเบาๆ เธอมีท่าทางหวาดระแวง“เมื่อคืนก่อนที่ห้องอาหาร...ฉันเห็นคุณไบรซ์ทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อตอนที่คุณวานซ์เข้าไปตบไหล่แต่พอฉันเดินเข้าไปใกล้ พวกเขาก็เงียบเสียงลงทันทีมันไม่ใช่บรรยากาศของเพื่อนเก่าที่คิดถึงกันเลยสักนิดค่ะ”

              ผมหันไปทางชายชราที่ดูเหมือนอดีตนายทหารซึ่งนั่งนิ่งอยู่อีกด้านเขาเพียงแต่แค่นหัวเราะในลำคอ “เสียเวลาเปล่าคุณที่ปรึกษาคนอย่างไบรซ์น่ะซ่อนความลับไว้หนาพอๆ กับตู้เซฟของธนาคารอังกฤษส่วนวานซ์ก็แค่คนโง่ที่คิดว่าเงินซื้อทุกอย่างได้การที่พวกเขาตายพร้อมกันแบบนี้... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่แต่มันเป็นเรื่องของกรรมเก่าที่ตามมาทันมากกว่า”

              คำตอบที่ได้จากแขกคนอื่นๆเริ่มวนกลับมาที่ความว่างเปล่า ทุกคนรู้เห็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้ตายแสดงออกมาไม่มีใครรู้ลึกไปถึงอดีตที่ฝังรากลึกของคนทั้งสองคนนั้นเลย... หรือถ้ามีใครรู้พวกเขาก็คงเลือกที่จะเงียบเพื่อเอาตัวรอด

              “ต่อไป...กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง”

              ผมเบนสายตาไปมองกลุ่มแขกที่เพิ่งยอมย้ายกลับมาจากห้องพักส่วนตัวเมื่อครู่หลังจากถูกความตายของไบรซ์บีบคั้นจนความหยิ่งยโสพังทลายลง คนกลุ่มนี้คือคนที่มีโอกาสลงมือในช่วงเวลาเกิดเหตุระหว่างตี2 ถึงตี 3 มากที่สุด เพราะพวกเขาอยู่นอกเขตสายตาของผมและเกียร์

              ผมเดินไล่ถามทีละคนแต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงกำแพงของความหวาดระแวง

              “คุณที่ปรึกษาผมนอนหลับเป็นตายเพราะฤทธิ์ไวน์!” ชายวัยกลางคนในชุดนอนผ้าไหมราคาแพงโพล่งขึ้นมาพร้อมกับอาการตาแดงก่ำเขาดูหัวเสียมากกว่าจะตกใจ “และถ้าผมเห็นใครแอบย่องไปห้องคุณไบรซ์ผมคงรีบเรียกพนักงานให้มาไล่ตะเพิดไปแล้ว ไม่มานั่งตอบคำถามซ้ำซากอยู่แบบนี้หรอก!”

              “ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าห้องตอนประมาณตีสองค่ะ...”หญิงชราที่มาพร้อมกับสุนัขตัวจิ๋วกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“แต่มันอาจจะเป็นเสียงลูกเรือ หรือไม่ก็เสียงปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในทะเลนี้ก็ได้ใครจะไปกล้าแง้มประตูออกมาดูล่ะคะในเวลาแบบนั้น?”

              “ผมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นเสียงคลื่นพายุข้างนอกมันดังจนกลบทุกอย่าง” จิตรกรหนุ่มท่าทางขวางโลกตอบพลางกอดอกแน่น“และถึงผมจะเห็นฆาตกรตัวเป็นๆ ผมก็คงไม่ยุ่งด้วยหรอกความตายมันก็แค่ศิลปะบทหนึ่งที่จบลงอย่างฉับพลันเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ?”

              ผมเดินผ่านแขกคนแล้วคนเล่าที่เอาแต่ส่ายหน้าและพยายามปัดความรับผิดชอบจนแทบไม่ได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ทุกคนดูเหมือนจะกังวลเรื่องความสบายที่หายไปมากกว่าชีวิตที่เพิ่งสังเวยไปถึงสองราย

              จนกระทั่งสายตาของผมไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งกอดกระเป๋าเครื่องพิมพ์ดีดไว้แน่นราวกับมันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจสุดท้ายของเธอเธอนั่งตัวลีบอยู่ที่มุมโซฟา ดวงตาที่เคยเป็นประกายของนักข่าวตอนนี้เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและสับสน

              บีทริซโอ๊กส์ นักข่าวสาวผู้ดื้อรั้นตอนนี้เธอนั่งห่อไหล่ ท่าทางดูกระวนกระวายผิดปกติ ดวงตาที่เคยเป็นประกายด้วยสัญชาตญาณนักข่าวกลับฉายแววหวาดระแวงและสับสนอย่างเห็นได้ชัด

              "คุณโอ๊กส์..."ผมเอ่ยเรียกเบาๆ เธอสะดุ้งสุดตัวจนเครื่องพิมพ์ดีดเกือบหลุดจากมือ

              "เกี๊ยะ!ท่าทางแบบนี้มันดูกังวลแปลกๆนะนายท่าน เหมือนมีอะไรซ่อนไว้ในใจ...หรือซ่อนไว้ในเครื่องพิมพ์นั่นกันแน่!" เกียร์แซวขึ้นมาเสียงใสแต่ดวงตากลไกของมันกำลังจดจ้องไปที่นิ้วมือของเธอที่สั่นเทา

              ผมหรี่ตาลงมองนักข่าวสาวตรงหน้า"ดูเหมือนคุณจะมีเรื่องอยากจะเล่าให้ผมฟังมากกว่าเรื่องข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งแล้วนะครับ?"

              "ฉัน... ฉันมัวแต่คิดเรื่องจดหมายขู่นั่นค่ะ" บีทริซกระซิบเสียงของเธอแหบพร่า "ยิ่งพยายามปฏิเสธเท่าไหร่ ความจริงมันก็ยิ่งตอกย้ำ...ฉันมั่นใจว่าตัวอักษรพวกนั้นมันออกมาจากเครื่องพิมพ์พกพาของฉันแน่ ๆรอยกดที่หนักตรงตัวอักษรแต่ละตัวและระยะห่างที่เหลื่อมกันเล็กน้อยนั่นมันเป็นตำหนิเฉพาะตัวของเครื่องนี้"

              เธอกอดกระเป๋าเครื่องพิมพ์แน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด"แต่สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจคือ ฉันอยู่กับมันแทบจะตลอดเวลามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนอื่นแอบมาใช้เครื่องของฉันพิมพ์จดหมายพวกนั้นตอนที่ฉันนอนหลับหรือเผลอ!"

              ผมมองความสับสนในดวงตาของเธอก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แล้วช่วงเวลาก่อนขึ้นเรือลำนี้ล่ะครับ?คุณพอจะจำได้ไหมว่าเคยละสายตาจากมันบ้างหรือเปล่า"

              บีทริซนิ่งไปทันทีแววตาเริ่มสับสน "คุณหมายความว่า..."

              "ดูเหมือนคนร้ายจะเตรียมแผนการนี้มาอย่างรัดกุมครับ"ผมวิเคราะห์พลางมองไปที่เครื่องพิมพ์ดีด "เขาไม่จำเป็นต้องแอบเข้ามาพิมพ์ในห้องพักคุณให้เสี่ยงถูกจับได้หรอกเขาสามารถพิมพ์จดหมายขู่ทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่นอกเรือและจดหมายฉบับที่สาม... ฉบับสุดท้ายที่นับถอยหลังสู่ความตาย ก็คงจะอยู่ในกระเป๋าของคนร้ายเรียบร้อยแล้ว"

              นักข่าวสาวทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักคิ้วขมวดเข้าหากัน "จริงด้วย! ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนหน้านั้น...น่าจะเป็นตอนที่กำลังเริ่มขึ้นเรือค่ะเพราะตอนนั้นต้องฝากกระเป๋าทั้งหมดไว้ให้คนงานขนไปไว้ที่ห้องพักตามหมายเลขห้องฉันแยกตัวไปที่ดาดฟ้าเรือพักใหญ่ ๆช่วงเวลานั้นแหละที่กระเป๋าของฉันไม่ได้อยู่กับตัว!"

              "ถ้าอย่างนั้นข้อสงสัยเรื่องเครื่องพิมพ์ก็น่าจะจบลงที่ตรงนั้น"ผมพยักหน้าเล็กน้อย "เอาละครับคุณโอ๊กส์ มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่าในฐานะนักข่าวที่ชอบสืบเบื้องลึกเบื้องหลัง คุณรู้จักผู้ตายทั้งสองคนดีแค่ไหน?วานซ์กับไบรซ์มีความลับอะไรที่คนทั่วไปไม่รู้บ้าง"

              บีทริซนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ"สิ่งที่ฉันรู้ก็ไม่ต่างจากแขกคนอื่น ๆ หรอกค่ะสองคนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการทำธุรกิจที่เด็ดขาดจนถึงขั้นโหดร้ายมีศัตรูอยู่ทุกหัวระแหงข้อมูลที่ฉันมีในมือตอนนี้มันก็แค่เศษเสี้ยวของข่าวลือที่หาได้ทั่วไป..."

              เธอมองหน้าผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับข้อมูลในหัวของเธอตันอยู่แค่นั้นผมจึงตัดสินใจพยักหน้าขอบคุณและกำลังจะหันหลังกลับเพื่อไปตรวจสอบเบาะแสอื่นต่อ

              "เดี๋ยวก่อนค่ะคุณดัสก์บอร์น!" เสียงของบีทริซรั้งผมไว้ทันควัน

              ผมชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองเธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม"ที่จริงแล้ว... ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะที่ฉันเพิ่งนึกออกและมันอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในคดีนี้"

    คล้ายกับเรื่องดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear) ที่คุณอ่าน