บทที่ 19 ปิดปาก
หลังจากกลับมาที่เรือนแล้ว ลู่หลีปลอบใจเฉินจงสองสามคำก่อนจะกลับห้องไป
ผลไม้วิเศษที่ติดตัวฉินโซ่วเหรินมาได้หายไปแล้ว คงจะตกไปอยู่ในมือผู้อื่น คนที่รู้ว่าฉินโซ่วเหรินมีผลไม้วิเศษก็มีเพียงเขาคนเดียว ดังนั้นการฆ่าคนชิงสมบัติอย่างมีเป้าหมายคงเป็ไปไม่ได้
เช่นนั้นก็เหลือความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว ตอนที่ฉินโซ่วเหรินขึ้นเขาคงบังเอิญไปเจอศัตรู หลังจากปะทะกันอีกฝ่ายก็พบผลไม้วิเศษเข้า จึงลงมือสังหารเพื่อปิดปาก
และคนที่มีความขัดแย้งกับฉินโซ่วเหรินมีเพียงคนเดียว...
คำตอบแทบจะเห็นได้ชัดอยู่แล้ว
ลู่หลีไม่ได้บอกเฉินจงถึงสิ่งที่ตนเองคาดเดา เพราะอีกฝ่ายต้องมาเพื่อเล่นงานเฉินจงแน่นอน เนื่องจากเฉินจงเคยบอกเขาว่าได้ซัดซุนจื่ออันบนเขามาก่อน
ตามที่คาดการณ์ ซุนจื่ออันโดนเฉินจงซัดไปครั้งหนึ่งแล้ว ความเป็ไปได้ที่จะมีคนขึ้นเขามาดักทางเฉินจงเพียงคนเดียวนั้นมีน้อย นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายต้องพาพรรคพวกมาด้วย...
ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็เพราะผลไม้วิเศษของตนที่ทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อน
เขาลูบคลำยันต์ะเิสามแผ่นในอกเสื้อ พลางกำหมัดแน่น
การจะใช้ยันต์ะเิได้นั้นจำเป็ต้องปล่อยพลังิญญาออกมา แต่ด้วยขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่งของพวกเขา ที่ยังไม่สามารถเปิดเส้นลมปราณได้แม้แต่เส้นเดียว แม้จะสามารถควบคุมพลังิญญาเพื่อทำให้ร่างกายเบาขึ้นได้ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยพลังิญญาออกมาได้
หาก้าแก้แค้นในตอนนี้ ทางเดียวก็คือต้องพยายามบรรลุถึงขอบเขตก่อปราณระดับสองให้เร็วที่สุด แล้วค่อยใช้ยันต์ะเิ
อีกอย่างหนึ่งคือ ยันต์ะเิที่ติดตัวฉินโซ่วเหรินมาก็ถูกค้นตัวไปหมดแล้ว นี่เป็เื่ที่ไม่ดีอย่างยิ่งสำหรับลู่หลี เขาจึงต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิม
เขากดข่มความรู้สึกที่อยากจะไปแก้แค้น แล้วเข้าไปในวิหารกาลเวลา
ยามดึกสงัด
ที่ด้านหลังสุดของเขตที่พักศิษย์เบ็ดเตล็ด ในลานกว้างหลังสุด บุรุษในชุดสีเขียวค่อย ๆ ปิดประตูห้องแล้วเดินออกมาจากลาน ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งมีสีเืฝาด รูปร่างสง่างาม บุคลิกไม่ธรรมดา
เขามีสีหน้าเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ พึมพำว่า "ไม่นึกเลยว่าผลไม้เ่าั้จะมีสรรพคุณเช่นนี้ ช่างวิเศษจริง ๆ"
เขาสะบัดอาภรณ์แล้วเดินเข้าไปในลานเล็กข้าง ๆ
ห้องที่อยู่ตรงข้ามประตูลานและห้องด้านซ้ายของลานยังมีแสงไฟสว่างอยู่ บุรุษชุดเขียวหรี่ตาลง เดินตรงไปยังห้องที่อยู่ตรงประตู เคาะประตูแล้วเอ่ย "เสี่ยวเฉิง เปิดประตูที"
เสียงฝีเท้าดังมาจากในห้อง เด็กหนุ่มในชุดนอนเปิดประตูออกมา เมื่อเห็นบุรุษชุดเขียวก็ชะงักไป "พี่ใหญ่ซุน เ้ามาได้อย่างไร..."
ยามนี้ซุนจื่ออันยืดตัวตรงอย่างสง่างาม ไม่เหลือเค้าท่าทางคอยก้มหัวประจบประแจงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ซุนจื่ออันหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าว "ผลไม้คราวที่แล้วรสชาติไม่เลว ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้เ้าหนึ่งผล เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"
เสี่ยวเฉิงสีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี รีบเชิญซุนจื่ออันเข้าไปในห้อง
ทว่าในจังหวะที่เสี่ยวเฉิงหันหลังกลับ ดวงตาของซุนจื่ออันพลันเปล่งประกายเย็นเยียบ มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกระดาษสีเหลืองที่ม้วนอยู่พุ่งใส่แผ่นหลังของเสี่ยวเฉิงอย่างรวดเร็ว
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นจนทั้งห้องสั่นะเื
เมื่อมองไปที่เสี่ยวเฉิง เขาถูกแรงะเิซัดกระเด็นไปข้างหน้าไกลกว่าหนึ่งจั้ง ร่างกระแทกลงบนเตียงอย่างแรง แผ่นหลังของเขาเละเทะเป็เนื้อและเื มองเห็นกระดูกสันหลังที่หักและอวัยวะภายในที่แหลกละเอียด
"เ้า!" เสี่ยวเฉิงพยายามบิดศีรษะ แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็สิ้นลมหายใจ
"ฮึ!" ซุนจื่ออันแค่นเสียงเ็า พลิกร่างของเสี่ยวเฉิง ค้นตัวสักครู่ก็พบกระดาษสีเหลืองที่เหมือนกันไม่มีผิดอยู่ในอกเสื้อ จากนั้นร่างของเขาก็พลิ้วหลบไปซ่อนหลังประตู
เพียงไม่กี่อึดใจ ประตูห้องเล็กทางด้านซ้ายของลานบ้านก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ชายร่างกำยำรีบวิ่งเข้ามาในห้องของเสี่ยวเฉิง
เมื่อเขาวิ่งเข้ามาในห้องและเห็นศพบนเตียง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบหมุนตัวจะออกไปทันใด
ในจังหวะที่เขาเพิ่งจะหันหลังกลับ ยันต์แผ่นหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
โครม!
เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง ชายร่างกำยำผู้นั้นถูกซัดกระเด็นกลับไป
บนหน้าอกมีรูโบ๋ใหญ่ดูน่าสยดสยอง
"ไอ้เวรเอ๊ย..."
ชายร่างใหญ่ม่านตาขยายกว้าง ศีรษะเอียงไปด้านข้าง แล้วสิ้นใจในทันที
"หากจะโทษก็โทษโชคชะตาของพวกเ้าเองเถิด มีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะทำให้ข้าสบายใจได้" ซุนจื่ออันแสดงสีหน้าเ็ปวูบหนึ่ง ก่อนจะค้นหาสิ่งของบนร่างชายทั้งสองอีกครั้ง กระทั่งพบยันต์แผ่นหนึ่งที่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนจากร่างชายร่างใหญ่ เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ยันต์เช่นนี้ น่าเสียดายที่ต้องสูญเปล่าไปถึงสองแผ่น"
ครู่ต่อมา เขาแบกศพทั้งสองไว้บนบ่าข้างละศพ แล้วหายเข้าไปในความมืดอย่างคล่องแคล่ว
เย็นวันรุ่งขึ้น มีผู้พบคราบเืภายในห้อง ด้วยความตื่นตระหนกจึงรีบรายงานต่อผู้ดูแลเหวินหง เมื่อเหวินหงได้ยินว่าอาจมีคนตายก็ใไม่น้อย รีบร้อนมาตรวจสอบ
ในสถานที่อย่างสำนักชิงหยางนี้ แม้ศิษย์เบ็ดเตล็ดจะเป็เพียงผู้ฝึกตนที่มีเพียงรากิญญาห้าธาตุ แต่ก็ถือเป็รากฐานของสำนัก ตายไปแค่คนเดียวก็เื่ใหญ่แล้ว นี่กลับตายถึงสองคน หากโถงลงทัณฑ์ล่วงรู้เข้า การเสียตำแหน่งคงเป็เื่เบา ร้ายแรงกว่านั้นอาจถูกทำลายวิชาและขับไล่ออกจากสำนักก็เป็ได้
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด สีหน้าของเหวินหงก็เปลี่ยนเป็ไม่สู้ดีนัก
เขาตามหาซุนจื่ออัน สั่งให้สืบสวนเื่นี้อย่างลับ ๆ และกำชับอย่างเด็ดขาดว่าห้ามนำเื่นี้ไปบอกผู้อื่น มิเช่นนั้นจะต้องตาย
ซุนจื่ออันทิ้งคราบเืไว้ก็เพื่อให้เหวินหงให้ความสำคัญกับเื่นี้ ไม่ให้เื่ลุกลามไปถึงโถงลงทัณฑ์ การจัดการของเหวินหงครั้งนี้ถือว่าตรงใจเขาพอดี เขาเชื่อว่าตราบใดที่ไม่มีเื่วุ่นวายใหญ่โตในสำนัก เื่นี้ก็จะผ่านไปได้
วันรุ่งขึ้น เขามาที่เรือนของลู่หลีและเคาะประตูห้องของลู่หลี
ลู่หลีตื่นจากการบำเพ็ญ เมื่อเปิดประตูออกมาดู ม่านตาก็หดเล็กลงโดยไม่รู้ตัว เขาพยายามสงบสติอารมณ์พลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่มีธุระอันใดหรือ"
ซุนจื่ออันแกล้งทำเป็ไม่รู้ทั้งที่รู้ดี กล่าวว่า "เ้าหมอนั่นที่ชื่อฉินโซ่วเหรินหายหน้าไปหลายวันแล้ว จะทำภารกิจต่อหรือไม่"
ลู่หลีมองออกทันทีว่าอีกฝ่ายได้กินผลไม้วิเศษไปแล้ว ในใจแทบจะกลั้นความคิดที่จะลงมือไม่อยู่ จึงกล่าวเสียงเย็นว่า "ข้าเพิ่งรู้จักเขาระหว่างทาง ไม่ได้สนิทกันนัก หากศิษย์พี่ไม่มีธุระอื่นใด ข้าขอไปบำเพ็ญเพียรก่อน"
"ไม่สนิทกัน?" ซุนจื่ออันเลิกคิ้วขึ้น แสดงสีหน้าประหลาดใจ "ช่างเถอะ บางทีคงเบื่อหน่ายการบำเพ็ญเพียรที่เหนื่อยยากเกินไป จึงหนีไปกระมัง"
พลางแสร้งชี้แนะด้วย 'ความหวังดี' ว่า "ศิษย์น้องเอ๋ย เส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้นล้ำค่านัก มันอยู่ที่ความเพียรพยายาม เ้าต้องเข้าใจว่า ที่ศิษย์พี่จัดให้พวกเ้าทำงานหนักเหล่านี้ ล้วนเป็เพราะหวังดีต่อพวกเ้าทั้งนั้น เ้าดูศิษย์พี่สิ"
พูดถึงตรงนี้ เขาพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันทรงพลัง "ตอนแรกข้าก็ผ่านมาเช่นเดียวกับพวกเ้า จึงได้มีความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เ้าเข้าใจความปรารถนาดีของศิษย์พี่หรือไม่"
"ข้าเข้าใจแล้ว" ลู่หลีก้มหน้าลง ไม่มองซุนจื่ออันอีก
"ฮ่ะ ๆ เข้าใจก็ดีแล้ว" ซุนจื่ออันเห็นลู่หลีไม่มีทีท่าจะออกหน้าปกป้องฉินโซ่วเหรินเลยแม้แต่น้อย จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินจากไปอย่างร่าเริง
กระทั่งซุนจื่ออันเดินห่างออกไป ลู่หลีก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงต่อยประตูไม้จนเกิดเสียงดังปัง ทำให้ประตูเป็รูโหว่ขนาดใหญ่
ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับห้อง จู่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นประตูห้องของเฉินจงที่ปิดสนิทอยู่ทางด้านขวาของลานบ้าน เขาขมวดคิ้วแล้วรีบเดินเข้าไป
ประตูห้องไม่ได้ลงกลอน ลู่หลีเพียงแค่ผลักเบา ๆ ก็เปิดออก
เมื่อเดินเข้าไปดู จึงพบว่าเฉินจงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื ริมฝีปากแห้งแตกราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวัน