บทที่ 82 สิ่งที่ไม่ควรจะรับรู้
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มสาดส่องผ่านช่องลมเข้ามาเผยให้เห็นสภาพปัจจุบันของห้องรับรองหรูหราที่บัดนี้เละเทะและเจิ่งนองไปด้วยคราบเลือดจนแทบไม่ต่างจากฉากในหนังสยองขวัญ
ผมจ้องมองภาพตรงหน้าพลางถอนหายใจยาวความคิดเริ่มย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
ที่ผมรอดชีวิตมาได้เพราะโชคช่วยแทบทั้งสิ้นหากขุนนางโรคจิตคนนี้ไม่เมาแอ๋และประมาทจนเลิกใช้มานาป้องกันตัวป่านนี้คนที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นคงกลายเป็นผมแทนไปแล้ว
พอนึกถึงตรงนี้ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างก็เริ่มประดังประเดเข้ามาจนต้องใช้มาธิข่มมันไว้
ผมพยายามขยับไปนั่งพิงขอบโต๊ะพลางหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเพื่อเรียกเรี่ยวแรงที่หดหายให้กลับคืนมาพร้อมกับคิดทบทวนเรื่องต่างๆที่ผ่านมา
ทว่าหลังจากนั่งพักทบทวนเรื่องราวได้ไม่นานเสียงตะโกนของไอ้คนรับใช้สายประจบก็ดังทำลายความเงียบขึ้นมาจากชั้นล่าง
“นายท่าน...ขอให้ข้าขึ้นไปด้านบนได้ไหมครับ?”
ดูท่าทหารและคนรับใช้คนอื่นคงไม่กล้าขึ้นมาเลยส่งเจ้านี้มาหยั่งเชิงแทน แต่ถ้าผมขืนปล่อยให้มันเข้ามาเห็นศพของไอ้ขุนนางเวอร์โก้ผมคงโดนลากไปตัดหัวตอนนี้แน่ๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับความวิกฤตผมจึงต้องฝืนขยับแขนขวาที่หัก
แม้ค่าความทนทานที่เพิ่มขึ้นหลังเลเวลอัพจะช่วยประสานกระดูกให้เข้ารูปมาบ้างแต่กระนั้นมันก็ยังยากที่จะขยับเขยื้อนจนต้องใช้มานาช่วยประคอง
ผมเอื้อมมือไปคว้าแก้วทองเหลืองบนโต๊ะ ก่อนจะเสริมพลังมานาแล้วขว้างไปยังบันไดเวียนทันที
เคร้ง!
เสียงแก้วกระแทกพื้นดังสนั่นทำเอาคนรับใช้ด้านล่างสะดุ้งสุดตัว
“นายท่านข้าขอโทษครับ!ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ผมถอนหายใจออกมา
โชคดีที่เวอร์โก้มีนิสัยขี้โมโหและเอาแต่ใจเป็นทุนเดิมแผนแกล้งอาละวาดตบตาครั้งนี้จึงช่วยประวิงเวลาให้ผมได้พักหายใจ
แต่ผมรู้ดีว่านี่เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพราะหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานเกินไป พวกทหารยามก็ต้องบุกเข้ามาดูสถานการณ์อยู่ดี
หลังจากไล่คนรับใช้ไปแล้วผมก็หันไปมองถาดอาหารที่กินค้างไว้ และเหยือกไวน์เปล่าสองใบที่ล้มระเกะระกะ
มนุษย์ในโลกนี้มีค่าความทนทานสูงไวน์สี่ลิตรจึงไม่สามารถคร่าชีวิตเจ้าเวอร์โก้ได้แต่มันก็ทำลายสติสัมปัญชะจนเปิดช่องว่างให้ผมฆ่ามันได้ในที่สุด
ซึ่งบทเรียนราคาแพงของเวอร์โก้ก็เตือนใจให้ผมรู้ว่าหลังจากนี้ควรอยู่ห่างจากแอลกอฮอล์พวกนี้ไว้จะดีที่สุด
ผมนั่งพิงโต๊ะอาหารเพื่อปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูเรี่ยวแรงพลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากภายนอกอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั่งหลับยาวจนถึงช่วงค่ำร่างกายของผมก็ฟื้นฟูขึ้นมา จนพอที่จะฝืนลุกขึ้นยืนไหวแล้วแม้แขนขวาจะยังระบมแต่ทักษะสมาธิก็ช่วยกรองความเจ็บปวดให้พอทนได้
ภายในห้องเวลานี้มืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดช่องลมเข้ามาผมนั่งเคี้ยวอาหารคำสุดท้ายพลางจ้องมองศพของเวอร์โก้เงียบๆ
ขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่อย่างน้อยถ้าทำให้ศพหายไปได้ก็น่าจะช่วยประวิงเวลาเพิ่มขึ้นได้บ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงหยิบมีดทองเหลืองบนโต๊ะขึ้นมาและเคลือบมันด้วยทักษะการสั่นพ้องก่อนจะเดินตรงเข้าไปจัดการทันที
วันที่สองหลังจากจัดการศพของเวอร์โก้
แผนการหลบหนีออกจากคฤหาสน์ของผมถูกพับเก็บไปแล้วเพราะข้างนอกมีจำนวนทหารยามที่เพิ่มขึ้นจนหนาตา การจะฝ่าวงล้อมออกไปตรงๆในสภาพร่างกายที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนใจย่องกลับลงมากบดานในห้องขังมืดๆของตัวเองแทน
สาเหตุที่ผมเลือกที่นี้ก็เพราะผมอยากลองพิสูจน์คติที่ว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดนั้นแหละบางทีทหารพวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่าคนที่ลงมือฆ่าเจ้านายของพวกมันจะยังวนเวียนอยู่ในคฤหาสน์โดยเฉพาะในห้องพักนี้
หลังจากผมหลบซ่อนได้ไม่นานเสียงเอะอะโวยวายจากทหารด้านนอกก็ดังขึ้นดูเหมือนพวกมันจะเริ่มกล้าบุกขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อตามหาตัวเจ้านายที่หายสาบสูญกันแล้ว
ผมแอบยิ้มออกมา...
ต่อให้หาจนพลิกแผ่นดินพวกมันก็ไม่มีวันเจอหรอกเพราะวิธีทำลายศพของผมมันแนบเนียนจนน่าเหลือเชื่อเลยละ
ผมพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และทำเพียงนอนฟังเสียงวุ่นวายจากภายนอกก่อนจะโยนอาหารที่โกยติดมือมาจากห้องรับรองเข้าปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์
วันที่สามหลังจัดการศพเวอร์โก้
พวกทหารไม่ได้โง่อย่างที่คิดพวกมันตามรอยมาจนเจอตัวผมที่นอนเล่นอยู่ในห้อง
บานประตูห้องขังถูกพังเข้ามาพร้อมกับปลายดาบนับสิบเล่มที่ชี้ตรงมาที่ผมแน่นอนว่าคนที่แกะรอยจนนำทางทุกคนมาเจอผมก็คือไอ้ทหารผู้ตรวจการมานา คนสนิดของไอ้เวรเวอร์โก้นั้นแหละ
ถ้ารู้แบบนี้ผมคงวางแผนเก็บไอ้หมอนี่ไปก่อนที่จะลงมือฆ่าเวอร์โก้แล้ว
แต่ก็นั่นแหละ...คงไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจุดอ่อนงี่เง่าแบบไอ้เวอร์โก้ซักหน่อย อีกอย่างแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไอ้ผู้ตรวจการมานา คนนี้เก่งกว่าเจ้านายของมันหลายเท่าตัวนัก
สุดท้ายผมก็เลือกที่จะยอมให้จับกุมแต่โดยดีเพราะขืนฝืนสู้กับพวกเลเวลเครื่องหมายคำถามสองคน รวมถึงทหารเลเวลมากกว่า 40 ที่รุมล้อมอยู่ ก็คงไม่มีทางรอดอยู่ดี
ตอนแรกผมนึกว่าจะถูกลากไปลานประหารหรือคุกใต้ดินแต่พวกมันกลับคุมตัวผมขึ้นมาที่ห้องรับรองบนชั้นสองซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยทหารนับสิบคนที่ล้วนมีเลเวลเป็นเครื่องหมายคำถามลอยเด่น
ทหารเลเวลสูงจำนวนมากขนาดนี้ผมเคยเห็นแค่ในค่ายทหารของสเตอลิงและการได้มาเจอคนระดับนี้พร้อมกันยิ่งตอกย้ำว่าผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงกำลังรออยู่ด้านใน
พวกทหารเปิดทางลากผมมาหยุดอยู่ใจกลางห้อง
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปไม่ไกลจากจุดที่ผมสังหารเวอร์โก้ ก็พบหญิงชราผมขาวแซมดำในชุดคลุมสีดำสนิทนั่งรออยู่บนเก้าอี้หรูหรา
ข้างกายเธอมีหญิงสาวผมแดงเพลิงยืนอยู่ซึ่งกำลังแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้า และทันทีที่หญิงสาวผมแดงขยับเข้ามามองผมใกล้ๆข้อความเหนือศีรษะเธอก็ปรากฏขึ้น
[ผู้พิทักษ์มิติ - เลเวล ????]
ตาผมเบิกกว้าง เครื่องหมายคำถามสี่ตัว...ในที่สุดก็เจอตัวตนระดับสัตว์ประหลาดเข้าอีกจนได้
ดูจากท่าทางแล้วเธอน่าจะมีตำแหน่งด้อยกว่าหญิงชราชุดดำ อาจเป็นลูกหลานหรือไม่ก็คนสนิทของเธอ
หากหญิงสาวที่เป็นผู้ติดตามยังมีเลเวลเครื่องหมายคำถามถึงสี่หลักแล้วหญิงชราในชุดคลุมสีดำคนนี้ล่ะจะขนาดไหน?
ด้วยความสงสัยผมจึงตั้งใจเพ่งมองไปยังหญิงชรา และในวินาทีต่อมาตัวอักษรกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเธอ
ทว่า...มันกลับไม่ใช่ภาษาในระบบที่ผมคุ้นเคยเส้นสายของตัวอักษรเหล่านั้นคมกริบผิดธรรมชาติราวกับมีใบมีดที่มองไม่เห็นคอยกรีดสลักพวกมันลงบนหน้าต่างระบบอยู่ตลอดเวลา
ทั้งที่มั่นใจว่าอ่านไม่ออกแต่ลึกลงไปในหัวกลับมีความรู้สึกประหลาดแล่นพล่าน ราวกับว่าหากผมฝืนจ้องมองมันนานกว่านี้อีกเพียงเสี้ยววินาทีสมองจะเริ่มทำความเข้าใจความหมายต้องห้ามของมันได้จริงๆ
ความตระหนักรู้นั้นฉุดให้สัญชาตญาณทั่วทั้งร่างกรีดร้องประท้วงอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้หัวใจเต้นระรัวจนแทบทะลุจากอก เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าพร้อมกับลมหายใจที่ติดขัดกระชั้นถี่จนเริ่มควบคุมไม่ได้
ร่างกายทุกส่วนกำลังสั่งการด้วยความกลัวกระตุ้นให้ผมรีบเบือนหน้าหนีทันที
ลางสังหรณ์ของผมเตือนว่ามันคือสิ่งที่ไม่ควรจ้องมองตรงๆราวกับมันคือความลับต้องห้ามที่จะนำหายนะขั้นสุดมาสู่ผู้ที่รับรู้
ผมพยายามกัดฟันตั้งสติฝืนมองข้ามตัวอักษรเหล่านั้นเพื่อเหลือบขึ้นไปสบตาหญิงชราตรงๆแต่แล้วหน้าต่างระบบกลับเกิดสิ่งน่าสยดสยองขึ้น
[ระบบผิดพลาด!]
[ระบบผิดพลาด!]
[ระบบผิดพลาด!]
ข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานเด้งขึ้นมาถี่รัวราวกับจอมอนิเตอร์ที่กำลังจะพัง
หน้าต่างระบบพยายามบดบังตัวอักษรปริศนาเหล่านั้นเอาไว้สุดกำลังแต่ยิ่งข้อความเตือนภัยปรากฏมากขึ้นเท่าไรตัวอักษรประหลาดเหล่านั้นกลับยิ่งเด่นชัดและบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมหลุดมาที่โลกใบนี้ที่ได้เห็นบางสิ่งที่แม้แต่ระบบก็ยังสั่นคลอน และไม่สามารถควบคุมมันได้
นี่มันบ้าอะไรกัน...?
ผมพยายามประคองสติอันน้อยนิดรักษาสายตาให้อยู่แค่ที่ใบหน้าของหญิงชราโดยหลีกเลี่ยงที่จะไม่ชายตาไปมองตัวอักษรคลุ้มคลั่งเหล่านั้นอีกเป็นอันขาด
ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังฝืนข่มสัญชาตญาณความกลัวหญิงชราในชุดคลุมดำที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ก็ค่อยๆ ขยับตัวอย่างช้าๆเธอไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม ไม่มีแม้กระทั่งกระแสพลังหรือแรงกดดันใดๆแผ่ออกมาเลยด้วยซ้ำ
ทว่าความเงียบสงัด และกลิ่นอายที่ดูราบเรียบจนผิดธรรมชาตินั้นกลับทำให้ร่างกายของผมแข็งทื่อคล้ายถูกแช่แข็งไปโดยไม่รู้ตัว