บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ไม่ได้ตั้งใจ

           ชายหน้าบากลุกขึ้นยืนแล้วหันมาพูดว่า “ซื่อจื่อคงหิวแน่ๆ เร็วเอาอาหารแห้งกับน้ำมาเร็ว” แล้วถามหยางหนิงว่า “หรือว่าท่านซื่อจื่ออยากดื่มเหล้า?”

           หยางหนิงดึงสติกลับมา สมองก็เริ่มแล่นก็เริ่มเข้าใจเหตุที่มาที่ไป

           ไม่ต้องสงสัยเลย คนพวกนี้จำผิดคน หากตัวเองเดาไม่ผิดซื่อจื่อตัวจริง ก็น่าจะเป็นคนที่เขาจับฝังที่ป่าไผ่ไปเมื่อกี้

           ตัวเขามีหน้าตาเหมือนกับตัวประกันเมื่อกี้อย่างกับแกะอีกทั้งตัวเขายังใส่ชุดของเขาอีก ไม่แปลกที่พวกวเขาจะจำผิดคน

           ในชาติภพก่อนเขาเองก็สนใจเรื่องประวัติศาสตร์อยู่แล้วอ่านหนังสือมาก็ไม่น้อย การเรียก “ซื่อจื่อ” แบบนี้เขาก็เคยชินอยู่

           ซื่อจื่อคือลูกชายคนแรกของโอรสสวรรค์ท่านอ๋อง ท่านโหวหรือผู้สืบสกุลหรือตำแหน่ง แต่ผู้สืบทอดตำแหน่งของโอรสสวรรค์นั้นคนส่วนใหญ่จะเรียกว่ารัชทายาท ส่วนบรรดาผู้สืบสกุลของท่านอ๋อง ท่านโหว จะเรียกว่าซื่อจื่อ

           หยางหนิงถึงแม้จะดูออกว่าตัวประกันเกิดในบ้านผู้ดีมีตระกูลแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นถึงซื่อจื่อ แต่เมื่อคิดอีกที ก็คงต้องเป็นซื่อจื่อแล้วเพราะไม่งั้นพวกสายลับเป่ยฮั่นคงไม่จับเขาไปแลกกับบำเหน็จหรอก

           “ซื่อจื่อ?” ชายร่างใหญ่เรียกตอนที่หยางหนิงกำลังคิด เขาเงยหน้าขึ้น “อ่า” ชายหน้าบากสีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพเหมือนรูปร่างสูงใหญ่เกินไป ทำให้หยางหนิงรู้สึกกดดัน เลยโค้งตัวลงมายิ้มแล้วพูดว่า “ท่านซื่อจื่อจะดื่มเหล้าไหม?”

           ถึงแม้สีหน้าของเขาจะมีรอยยิ้ม แต่หน้าบากๆของเขา มันน่าเกลียดกว่าหน้าร้องไห้อีก

           หยางหนิงยิ้ม แล้วถามว่า “มี...มีเหล้าด้วย?” ในใจของเขาคิดว่า คนพวกนี้จำคนผิดว่าเขาเป็นซื่อจื่อหากตอนนี้บอกพวกเขาไปว่าจำผิดคน คนพวกนี้ก็จะต้องตามหาความจริงจนถึงศพนั่นตอนนี้ตัวเขาถอยไม่ได้แล้ว ไม่งั้นจะโดนพวกเขาบีบจนไร้หนทาง

           หากพาพวกเขาไปที่จุดฝังศพ คนพวกนี้จะเชื่อหรือว่าเขากับซื่อจื่อไม่เกี่ยวข้องกัน?

           อย่างไรซะตัวเขาก็สวมใส่ชุดของซื่อจื่ออยู่พวกเขาไม่มีทางเชื่อในคำพูดของเขาได้แน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ในตอนนั้นก็ตายไปจนหมด นอกจากตัวเขาแล้วอีกคนที่รู้เรื่องการจับตัวประกันคือเซียวกวง แต่เซียวกวงก็ไม่รู้ไปไหนแล้วตอนนี้ตัวเขาเหมือนน้ำท่วมปาก

           ในตอนนี้ตัวเขาไม่สามารถบอกความจริงกับพวกเขาได้ คงต้องปล่อยไปตามน้ำก่อน

           อีกอย่างตัวเขาก็ไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาของซื่อจื่อคนนี้เลยหากทำอะไรไปไม่ระวัง ผลที่ตามมานี่ไม่อยากจะคิดเลย

           สถานการณ์ตอนนี้ ทำอะไรต้องระวังให้มากพูดให้น้อยเป็นดีที่สุด

           สิ่งที่รู้เพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับซื่อจื่อคนนี้เหมือนชายอ้วนชุดเทาบอกว่าเขาเป็นคนบ้า แต่ว่าบ้าถึงขั้นไหน ไม่รู้จริงๆ

           แต่ว่าหยางหนิงเชื่อว่าซื่อจื่อคนนี้น่าจะไม่ได้บ้าจริงๆหรืออาจจะเป็นแค่ครึ่งเดียว หากเป็นบ้าจริงๆ จะเป็นถึงซื่อจื่อได้อย่างไรกันล่ะ?

           ส่วนคนที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมด หากเดาไม่ผิดก็น่าจะเป็นคนของซื่อจื่อ ชายหน้าบากเอ่ยปากถามแสดงว่าคงรู้ว่าซื่อจื่อพูดคุยสื่อสารได้ เหมือนจะชอบดื่มเหล้า ไม่งั้นชายหน้าบากคงไม่ถามว่าจะกินเหล้าไหมหรอก?

           เมื่อได้ยินหยางหนิงถามว่ามีเหล้าหรือชายหน้าบากก็ยิ้มแล้วพูดว่า “มี มี มี เรามีเหล้า” แล้วรีบหันไปพูดว่า “ฉีเฟิง รีบไปเอาเหล้ามาเร็ว จริงสิซื่อจื่อท่านคงเหนื่อยมากแล้ว รีบไปเอาที่นั่งมาเร็วเข้า”

           คนที่เหลือรีบไปทำตามคำสั่ง บางคนไปเอาอาหารบางคนไปเอาเหล้ามา บางคนก็ไปเอาที่นั่งมาจากหลังม้า แล้วมาวางเอาไว้ตรงพื้นให้หยางหนิงนั่ง

           ตั้งแต่หยางหนิงข้ามภพมาจนถึงตอนนี้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับการดูแลแบบนี้ ทำให้รู้สึกแปลกๆ

           ที่นั่งหลังอานม้าเหมือนจะถูกถอดมาจนหมด มีสองตัวเอามาวางอาหารกับเหล้าตัวอื่นก็วางไว้ใต้ก้นของหยางหนิง

           หลังจากหยางหนิงนั่งแล้วอาหารและเหล้าก็มาพร้อมตรงหน้า นอกจากอาหารแห้งแล้วก็มีปีกไก่สองชิ้นกับเนื้อวัวห่อใหญ่ แต่ว่ามันเย็นหมดแล้ว ด้านบนมีไขเกาะหมดแล้ว

           หลังจากที่หยางหนิงข้ามภพมา จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้กินเนื้อสัตว์เลยเมื่อตอนนี้ได้เห็น ก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะมีไขเกาะหรือเปล่าใช้มือจับปีกไก่ขึ้นมาก็กิน

           ทุกคนล้อมอยู่รอบตัวหยางหนิงดูหยางหนิงอึกๆ อักๆ สีหน้าดูตื่นเต้น ชายหน้าบากก็มองไปที่ชายผอมคนหนึ่งยิ้มแล้วพูดว่า “ฉีเฟิง เจ้าดูสิ ซื่อจื่อหิวจริงๆ ด้วย” หยิบถุงเหล้าออกมาแล้วเปิดจุกออก ยื่นมาให้หยางหนิงสองมือ “ท่านซื่อจื่อค่อยๆ กินนะ มีอีกเยอะเลย มา ดื่มเหล้าหน่อย”

           หยางหนิงรับเอาเหล้ามา แล้วก็ดื่มมันเข้าไปตอนเข้าปากมันแรงนิดหน่อย แต่ว่ากลิ่นเหล้ามันหอมมาก เมื่อวางถุงเหล้าลง ก็ยัดเอาปีกไก่เข้าปากไปพูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง “พวกเจ้า...พวกเจ้านี่มันก็อารมณ์สุนทรีจริงๆ นะออกมาข้างนอกยังพกไก่กับเหล้าด้วย...!”

           เขาแค่พูดออกมาอย่างนั้นแต่สีหน้าของคนอื่นๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ชายหน้าบากรีบพูดขึ้นมาว่า “ท่านซื่อจื่อ เรา...เรารู้ว่าท่านถูกคนจับตัวไป ก็รีบส่งคนแยกกันออกตามหาทั้งวันทั้งคืนไม่ได้ช้าเลย ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องตามหาท่านให้ได้เพื่อให้ท่านปลอดภัย...!”

           ในใจหยางหนิงคิดว่าปลอดภัยบ้าอะไรกันซื่อจื่อของพวกเจ้าตายลงหลุมไปแล้วนั่น รอพวกเจ้าหาจนเจอ ศพคงเหลือแต่กระดูกแล้ว

           ชายหน้าบากยังคงอธิบายต่อไป “เราพบเบาะแสระหว่างทางคาดว่าซื่อจื่อน่าจะถูกจับตัวมาทางนี้ ดังนั้นจึงค้นหาตลอดทั้งวัน แต่ว่า...แต่ว่าเพื่อรักษาพลังงานกับสติก็เลยซื้อของพวกนี้ระหว่างทาง จริงๆ...จริงๆ แล้วก็เพื่อที่ว่าเมื่อเจอท่านแล้วท่านจะได้มีอะไรกิน…!”

           ฉีเฟิงที่อยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้นมาว่า “ซื่อจื่อ พี่รองต้วนไม่ได้โกหกนะ หลังจากออกจากเมืองหลวงเราก็ควบม้าตามหาท่านกันตลอดทั้งวันทั้งคืน พี่รองต้วนแทบจะใช้น้ำตาล้างหน้าอยู่แล้วบอกตลอดว่าหากหาท่านไม่พบ เขาก็จะไม่กลับเมืองหลวง...!”

           เมื่อหยางหนิงได้ยินคำว่า “ใช้น้ำตาล้างหน้าแทน” กำลังจะดื่มเหล้าเข้าปากไปก็พ้นออกมา เหล้าทั้งหมดพ้นใส่หน้าของชายหน้าบากเต็มๆ

           ทุกคนต่างตะลึงชายหน้าบากยกมือขึ้นเช็ดเหล้า แล้วหันไปตบบ่าของฉีเฟิง แล้วพูดเบาๆ ว่า “เรื่องแบบนี้ก็ไม่จำเป็นเล่าให้ซื่อจื่อฟังหรอกวันนี้ตามหาซื่อจื่อเจอแล้ว มันสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด”

           แต่ฉีเฟิงกลับบอกว่า “พี่รองต้วนข้าก็แค่พูดความจริง ท่านเป็นห่วงซื่อจื่อตลอดเวลา เรื่องแค่นี้เราพูดไม่ได้เลยหรือ? ท่านจงรักภักดีกับซื่อจื่อ ถามพี่น้องของเราทุกคนมีใครไม่รู้บ้างล่ะ? ซื่อจื่อ ที่พี่รองต้วนซื้อของพวกนี้มา จริงๆ ก็เพื่อจะเอามาบำรุงร่างกายท่านตัวเขาเอง...ตัวเขาเองไม่ได้กินอะไรดีๆ มาหลายวันแล้ว” เขาพูดอยู่ตลอดเวลาท่าทีอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง

           สีหน้าของหยางหนิงบ่งบอกถึงความเจ้าเล่ห์สีหน้าท่าทางของชายหน้าบาก ดูไม่เหมือนคนที่ไม่หลับไม่นอนหลายวันยิ่งไม่เหมือนคนที่ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันด้วย

           ชายหน้าบากยื่นมือไปจับมือของฉีเฟิงดวงตาเริ่มแดงก่ำ “น้องฉีเฟิง เจ้า...ข้าจะไม่พูดอะไรอีกแล้วต่อจากนี้ข้ากับเจ้าจะร่วมเป็นร่วมตายกัน!”

           ฉีเฟิงรีบยิ้มแล้วพูดว่า “พี่รองต้วนท่านติดข้าอยู่สิบตำลึง กลับไปเมืองหลวงแล้วจะ...?”

           ชายหน้าบากรีบพูดขัดขึ้นมาแล้วพูดด้วยเสียงทุ่มๆ ว่า “จ้าวอู๋ชางเจ้าพาคนสองคนไปดูรอบๆนี้ซิ ดูว่ายังมีใครอยู่แถวนี้หรือเปล่า ระวังเอาไว้ก่อนเป็นดี”

           ชายร่างใหญ่คนหนึ่งรับคำสั่งแล้วพาอีกสี่คนไปสำรวจรอบๆ

           “เจ้าแซ่ต้วนงั้นหรือ?”หยางหนิงจัดการไก่ไปได้เกินครึ่งแล้ว ดื่มเหล้าเข้าไปอึกใหญ่แล้วจ้องไปที่ชายหน้าบากแล้วถามว่า

           ชายหน้าบากเหมือนจะตกใจไม่คิดว่าหยางหนิงจะถามอะไรแบบนี้กับเขาเขาถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ “ซื่อจื่อ นี่ท่าน...ท่านลืมข้าน้อยไปแล้วหรือ?”

           หยางหนิงยกนิ้วขึ้นมาชี้มาที่หัวของตัวเอง “หลายวันมานี่ข้าสลบสะลึมสะลือ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่เห็นเจ้าหน้าคุ้นๆ แต่ว่านึกชื่อของเจ้าไม่ออก”

           ชายหน้าบากรีบตอบอย่างรวดเร็วว่า “ข้าน้อยต้วนชางไห่อยู่ในจวนมานานหลายปี ซื่อจื่อนึกออกไหม?”

           “ต้วนชางไห่?” หยางหนิงพูดชื่อซ้ำ ยิ้มแล้วพูดว่า “ชื่อนี้ดี”

           “ขอบคุณซื่อจื่อที่ทรงชม” ชายหน้าบากยิ้มแล้วพูดว่า “ชื่อนี้เป็นชื่อตอนที่ท่านแม่ทัพยังมีชีวิตอยู่เป็นคนตั้งให้กับข้าน้อยเองข้าน้อยก็รู้สึกว่ามันเพราะดี”

           “แม่ทัพ?” หยางหนิงถามอย่างสงสัย: “แม่ทัพคนไหน?”

           ชายหน้าบากต้วนชางไห่ยิ้ม เหมือนจะเขินๆ “ท่านซื่อจื่อ ท่าน...ท่านคงไม่ลืมท่านแม่ทัพเหว่ยด้วยหรอกจริงไหม? นั่น...นั่นท่านพ่อของท่านเองนะ”

           ครั้งนี้หยางหนิงตกใจมากในใจคิดว่าที่แท้พ่อของซื่อจื่อเป็นถึงแม่ทัพ “อ่อ” แล้วพูดว่า “ที่แท้พ่อของข้าแซ่เหว่ยงั้นหรือ!”

           ต้วนชางไห่ได้ยินดังนั้นไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีแล้วอธิบายต่อว่า “ท่านซื่อจื่อจำผิดแล้วท่านแม่ทัพไม่ได้แซ่เหว่ย แต่แซ่ฉี แม่ทัพเหว่ยเป็นหนึ่งในสามมหาเสนาบดีสูงสุดตำแหน่งซานกงในตำแหน่งซานกงนอกจากแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพเปียวฉี แม่ทัพเชอฉีที่เป็นขุนนางขั้นหนึ่งแล้วแม่ทัพเหว่ยก็เป็นขุนนางขั้นสอง แม่ทัพเหว่ยเป็นชื่อตำแหน่งของท่านพ่อของท่าน!”

           หยางหนิงเพิ่งจะเข้าใจ ในใจรู้สึกเขินๆ นิดหน่อยแต่ก็ตกใจพอสมควร คิดในใจว่าพ่อของซื่อจื่อนี่เป็นถึงแม่ทัพเหว่ยขุนนางขั้นสองเลยดูท่าภูมิหลังคงมีอะไรแน่นอน

           ต้วนชางไห่เห็นหยางหนิงเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่อดไม่ได้ที่จะชี้ไปที่ฉีเฟิงที่อยู่ข้างๆ แล้วถามว่า “ซื่อจื่อ ท่านจำได้ไหมว่าเขาเป็นใคร?รู้หรือเปล่าว่าเขาชื่ออะไร?”

           หยางหนิงพูดว่า “เขาชื่อฉีเฟิงไม่ใช่หรือ?”

           “ซื่อจื่อฉลาดยิ่งนัก!”ต้วนชางไห่เบาใจ “ที่แท้ท่านซื่อจื่อยังจำเขาได้”

           หยางหนิงพูดว่า “ก็เมื่อกี้เจ้าเรียกเขาว่าฉีเฟิงไม่ใช่หรือ?”

           ต้วนชางไห่ตะลึงไป แล้วก็เริ่มทำอะไรไม่ถูกฉีเฟิงดึงชายเสื้อเขา แล้วส่งสายตาให้ ต้วนชางไห่เหมือนจะรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แล้วมองไปที่ซื่อจื่อแล้วพูดว่า “ซื่อจื่อค่อยๆ กินนะ ไม่ต้องรีบ!” แล้วเดินไปข้างๆ ฉีเฟิงหยางหนิงนั่งกินอย่างเมามันส์ แล้วก็แอบฟังที่พวกเขาคุยกัน

           ฉีเฟิงพูดเสียงเบาๆ ว่า “พี่รองต้วนท่านไม่ใช่ไม่รู้ หากเรื่องอะไรที่ซับซ้อนมากๆ ซื่อจื่อก็จะเริ่มมึนยิ่งพูดก็จะยิ่งไม่รู้เรื่อง เราอย่าพูดมากเลยดีกว่า ข้าว่าซื่อจื่อลำบากมาหลายวันคงตกใจไม่น้อย ดังนั้นสมองอาจจะงงๆ ไปบ้าง”

           “มิน่าแม้แต่ข้าซื่อจื่อก็จำไม่ได้” ต้วนชางไห่พยักหน้าเบาๆ “ในเมื่อเจอตัวซื่อจื่อแล้วเราก็วางใจ รีบกลับไปดีกว่า ไม่งั้นไท่ฟูเหรินกับฮูหยินสามจะเป็นห่วงเอา” ทันใดนั้นเองก็ขมวดคิ้ว แล้วเหลือบมามองหยางหนิงเห็นหยางหนิงมุ่งมั่นอยู่ที่ของกิน ก็กดเสียงเบาๆ ว่า “ฉีเฟิงเจ้าว่าซื่อจื่อหนีออกมาได้อย่างไร?ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว?”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน