บทที่31พบบุบผา พานพาประสบเหตุ
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเหยียนมีขุนเขาเรียงรายนับสิบลูกตั้งตระหง่านอยู่ ขุนเขาเหล่านี้ต่างอยู่ในตำแหน่งที่เป็นรูปวงกลมราวกลับถูกจับวางเอาไว้โดยตรงกลางวงล้อมของขุนเขาเหล่านี้มีเคหะสถานอันเก่าแก่หลังหนึ่ง ที่มีอายุราวหนึ่งพันปีท่ามกลางตัวอาคารที่เก่าทรุดโทรมยืนไว้ด้วยบุรุษผู้หนึ่ง มันผู้นี้ดูไปอายุยังไม่ทันจะถึงสามสิบแต่บรรยากาศรอบกายกลับกล้าแข็งมิอาจหยั่งถึง ที่แท้มันผู้นี้ก็คือบุรุษหนุ่มที่ได้รับคำสั่งจากเจ็ดบัญญัติฟ้าฯสีแดง ให้ค้นหาอักขระศาสตร์ชุดที่เหลือเมื่อครั้งที่อยู่บนยอดเขาเถาหมิงซานตอนหนึ่งปีก่อนหน้านั่นเองชายหนุ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและสาดส่องสายตาสำรวจมองตามผนัง เพดาน พื้น เสา ขื่อคาน เพื่อค้นหาสิ่งที่อาจเชื่อมโยงไปถึงอักขระศาสตร์ชุดที่เหลืออยู่ จากข่าวกรองที่มันสืบเสาะหามาได้ความว่าในแดนพันหมื่นขุนเขานี้ ถือเป็นสถานที่ปริศนาแห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและดินแดนหรือแคว้นแห่งนี้ในตำนานได้มีข่าวคราวแพร่กระจายออกมาว่า เคยมีบุคคลค้นพบอักขระที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเช่นนั้นจึงเป็นเหตุผลที่มันต้องถ่อมาไกลถึงแคว้นเหยียน หรือก็คือแดนพันหมื่นขุนเขาแห่งนี้ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเยื้อย่างสำรวจมองภายในตัวอาคารอันเก่าโทรมอยู่นั้น ที่ด้านหลังของมันพลันมีเสียงของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น
“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีคราม ได้ให้เกียรติเดินทางมายังสถานที่ใต้อานัติของนิกายสุริยันจันทราเรา”
ที่แท้ชายหนุ่มผู้นั้นกลับเป็นเจ็ดบัญญัติฟ้า ผู้คุมกฏแห่งปฐพี สีครามนั่นเองมันหันหลังกลับมาก่อนเอ่ยปากขึ้น
“ที่แห่งนี้กลับเป็นสถานที่ของนิกายสุริยันจันทรา ข้านึกว่าที่นี่เป็นของแผ่นดินแคว้นเหยียนซะอีก”
“ทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในแคว้นเหยียน ย่อมอยู่ใต้อานัติของนิกายสุริยันจันทรา”
“อ้อ เช่นนั้นข้าต้องขออนุญาตพวกท่าน ชมดูภายในโบราณสถานแห่งนี้เสียหน่อย”
“วันนี้ย่อมไม่สะดวก ฉะนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่าน ให้ถอยกลับไปเสียโดยดี”
บุรุษหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีคราม มิได้ใส่ใจต่อคนเบื้องหน้านี้มากนักเช่นนั้นมันจึงหันหลังขวับ และก้าวเดินเข้าสู่ภายในโบราณสถานต่อไป ทว่าขณะที่ขากำลังก้าวหูกลับได้ยินเสียงของชายวัยกลางคนผู้มากล่าวพรึมพรำแผ่วเบาที่ด้านหลังว่า
“เฮอะ ทำเป็นอวดอ้างว่าตนนั้นได้รับคัดเลือกเป็นเจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีคราม หากฮุ่ยหลงหรือหยางเค่อไม่ตอบปฏิเสธเข้ารับการคัดเลือกในการดำรงตำแหน่ง คนพิการแขนด้วนเช่นเจ้ามีหรือจะได้เชิดหน้าชูตาในตำแหน่งนี้”
บุรุษหนุ่มค่อยๆ หันกายกลับมา แล้วกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
“แล้วจะทำไม นี่ก็มิใช่ธุระกงการใดที่สุนัขรับใช้เช่นเจ้าจะกล้าสงสัย หรือคิดที่จะตั้งข้อสงสัย”
บุรุษวัยกลางคนได้ยินคำกล่าวของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า โทสะก็พลันปะทุขึ้น ตลอดมามันไม่เคยถูกผู้เยาว์คนใดกล้ากล่าววาจาว่าตนเป็นสุนัขเช่นนี้ดังนั้นคนจึงขบฟันกล่าวขึ้น
“ได้รับทราบถึงชื่อเสียงของ ทวนมือเดียวมานาน วันนี้มีโอกาสข้าขอเปิดหูเปิดตาซักเล็กน้อย โปรดชี้แนะ”
“อาศัยเจ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ข้าใช้ทวนที่ด้านหลังเล่มนี้”
บุรุษวัยกลางคนเมื่อได้ฟังยิ่งมีโทสะเพิ่มพูนคนจึงตะเบ็งเสียงออกมา “ประเสริฐ!!! แล้วอย่านึกเสียใจภายหลังที่กล่าววาจาอวดอ้างเกินตนต่อหน้าข้า”ก่อนพุ่งเข้าหาบุรุษหนุ่มที่มีฉายาว่า ทวนมือเดียวผู้นี้
คนพุ่งเข้าหาใช้เวลาไม่กี่อึดใจก็บรรลุถึงก่อนที่บุรุษวัยกลางคนจะตวัดฝ่ามือซ้ายฟาดเข้าใส่หน้าอกของทวนมือเดียว ฝ่ามือนี้แฝงไว้ด้วยพลังญาณสีเหลืองอ่อนละมุนคล้ายแสงจันทราแต่คลื่นพลังอันอ่อนละมุนนี้กลับแฝงไว้ด้วยพลังอันเย็นเยียบและกดดันอย่างมหาศาล ทว่าฝ่ามือยังมิทันจะบรรลุถึงน่าอกเสียงของทวนมือเดียวพลันเอ่ยขึ้น
“เป็นเจ้าที่อวดอ้างจนต้องพบกลับความพินาศ”
ทันทีที่กล่าวจบบุรุษหนุ่มผู้เป็นเป็นเจ็ดบัญญัติฟ้าฯสีคราม ที่มีฉายาว่า ทวนมือเดียวพลันหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็วจนเกิดเงาพล่าพลาย ทำให้บุรุษวัยกลางคนฟาดฝ่ามือใส่ธาตุอากาศเป็นทวนมือเดียวที่ปรากฏกายขึ้นด้านหลังมันก่อนฟันสันมือซ้ายลงมาอย่างทื่อด้าน ด้วยพลังญาณสีเหลืองเข้มที่แผ่ออกมาจากแขนซ้ายกดข่มจนบุรุษวัยกลางคนมิอาจเค้นพลังญาณคลุมร่างเพื่อต่อต้านได้ เปรี้ยงง เสียงปะทะดังสนั่นเมื่อสันมือของทวนมือเดียวฟันใส่ต้นคอของบุรุษวัยกลางคนอย่างถนัดถนี่ดีที่ชายหนุ่มยังออมรั้งพลังไว้ทำให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นเพียงสิ้นสติไป
“เจ้าเป็นผู้ฝึกญาณวิถีเต๋าแท้ๆกลับคิดต่อสู้ในระยะประชิดกับข้า นั่นจึงเป็นสิ่งที่อวดอ้างเกินตนอย่างแท้จริง”
เมื่อสองปีก่อนมีข่าวคราวที่ขจรขจายไปทั่วแผ่นดินใหญ่ว่าเจ็ดบัญญัติฟ้าฯสีแดง ผู้นำของเหล่าเจ็ดบัญญัติฟ้า ผู้คุมกฏแห่งปฐพี ได้รับศิษย์ผู้หนึ่งและเป็นศิษย์เพียงผู้เดียวของมันต่อมาในช่วงก่อนเกิดปรากฏการณ์นัยน์ตาสวรรค์ศิษย์ของมันก็ได้แสดงฝีมือจนชื่อเสียงแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในแผ่นดินใหญ่ราวไฟลามทุ่งและผู้คนต่างขนานนามให้มันว่า ทวนมือเดียว มือทวนที่ใช้เพียงแขนข้างซ้ายซึ่งเหลือเพียงข้างเดียวของมันกวัดแกว่งสยบศัตรูทั่วหล้าและหลังจากปรากฏการณ์นัยน์ตาสวรรค์บังเกิดขึ้น มันก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ็ดบัญญัติฟ้าฯสีครามในที่สุด แม้จะมีความกังขาว่ามันได้รับส้มหล่นเนื่องจากยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งในแผ่นดินอย่างฮุ่ยหลงกับหยางเค่อได้ตอบปฏิเสธไป ทว่าแท้จริงกลับไม่มีใครที่จะไม่ยอมรับว่า ทวนมือเดียวคือผู้ที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนี้เป็นที่สุด
เหลาสุราขนาดเล็ก ในเมืองชายแดนแคว้นเหยียน
“พวกเจ้ารนหาที่ตาย กล้าสอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องของนายน้อยบิดาซาโถวจะสั่งสอนให้พวกเจ้าได้รู้จักดีชั่ว”
สิ้นเสียงคำกล่าว อันธพาลนามซาโถวพลันพุ่งร่างเข้าหาเฟยหลงอย่างรวดเร็ว เฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองไปยังบุรุษฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามาชายหนุ่มเพียงโคจรพลังญาณมาไว้ที่ปลายนิ้วชี้มือซ้าย ก่อนตวัดสามคราพลังญาณสีทองสามสายพลันพุ่งฝ่าอากาศจี้ใส่จุดตามร่างกายของมันส่งให้คนต้องนิ่งค้างกลางคันมิอาจจะก้าวเดินหรือขยับตัวได้ หลงเหอเห็นเช่นนั้นต้องจุ๊ปากออกมาจั๊กจั๊ก ก่อนกล่าว
“ฝีมืออันยอดเยี่ยม”
สตรีสคราญโฉมเหลือบมองเฟยหลงอยู่แวบหนึ่งด้วยแววตาเลื่อมใส เป็นกู่เชวี่ยเทียนอี้ที่สาดสายตาเขม็งจ้องมองมาที่เฟยหลง มันย่อมรับทราบว่าชายหนุ่มที่หยุดสภาวะพลังที่ฝ่ามือมันได้นี้ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดาทั่วไปส่วนด้านหลงเหอ กู่เชวี่ยเทียนอี้กลับไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก เพียงแค่วัตถุประหลาดจ่อที่หน้าอกกับบุคคลที่ไม่มีพลังญาณอันใดย่อมมิอาจสร้างปัญหาแก่มันได้ปัญหาของมันตอนนี้จึงตกอยู่ที่เฟยหลงผู้เดียวเท่านั้น ชายหนุ่มจึงกล่าวขึ้น
“เจ้าทราบหรือไม่ ว่าข้าเป็นใคร”
หลงเหอพลันตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“มิทราบ”
กู่เชวี่ยเทียนอี้หันขวับมาทางหลงเหอด้วยสายตาโกรธขึง ก่อนตะคอกออกมา“ข้ามิได้ถามเจ้า ขยะเช่นเจ้าก็จงไสหัวออกไป” คำกล่าวสิ้นสุดกู่เชวี่ยเทียนอี้พลันปล่อยคลื่นพลังญาณกระแทกออกรอบตัวส่งให้หลงเหอ และสตรีสคราญโฉมนางนั้นต้องถูกคลื่นพลังกระแทกถอยกรูดกลับหลังไป เหลือเพียงเฟยหลงที่สามารถต้านสภาวะพลังนี้และสะท้อนโต้กลับไปได้คนทั้งสองจึงยืนประจัญหน้ากันอย่างไม่ลดละ ด้านหลงเหอเมื่อมันทรงตัวอยู่ได้ คนก็ยกวัตถุทรงกระบอกขึ้นวางพาดบ่าชี้ส่วนปลายเข้าหากู่เชวี่ยนเทียนอี้ ปากก็ขบเขี้ยวเคียวฟันด้วยท่าทีโกรธขึง
“เอาอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารนี้ไปกินซะ”
เฟยหลงเห็นเช่นนั้นต้องรีบกล่าวห้าม “ช้าก่อน”นิ้วมือของหลงเหอที่กำลังจะกดลงยังส่วนที่ยื่นออกมาจากวัตถุทรงกระบอกพลันหยุดนิ่งก่อนได้คิดว่ารอบข้างมีชาวบ้านธรรมดายืนมุงดูอยู่มากมาย หากตนพลั้งเผลอใช้อาร์พีจีออกไปชาวบ้านตาดำๆ เหล่านี้ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เช่นนั้นมันจึงลดวัตถุทรงกระบอกในมือลงก่อนคว้าสาดห้อยพาดไว้ที่ด้านหลัง คนกล่าวด้วยความสำนึกผิด
“ขออภัย เป็นข้าที่วู่วามมิคิดให้ถี่ถ้วน จนเกือบเป็นสาเหตุให้ผู้ไม่รู้เรื่องราวต้องพลอยเดือดร้อน”
เฟยหลงพยักหน้าให้มันคราหนึ่ง ก่อนหันไปกล่าวกับกู่เชวี่ยเทียนอี้ว่า
“หากท่านรามือ พวกเราย่อมรามือ”
กู่เชวี่ยเทียนอี้มันมิเคยถูกผู้ใดหักหน้ามาก่อน หากมันยอมรามือโดยง่าย ใช่มันจะเสื่อมเสียหน้าต่อทุกผู้คนที่มุงดูหรือไม่เช่นนั้นจะให้มันยอมรามือง่ายๆ ได้เช่นไร คิดเช่นนี้คนก็กล่าวขึ้น
“ข้า นายน้อยลำดับสี่แห่งนิกายสุริยันจันทรา มิเคยยอมรามือให้กับใคร นอกเสียจากมันผู้นั้นจะก้มหัวอ้อนวอนเช่นนั้นข้าจึงจะยอมรามือให้ด้วยความเมตตา เจ้าว่าอย่างไร หากก้มหัวให้ข้า วันนี้ข้าจะยอมปล่อยปละไม่เอาความกับเจ้าเจ้า และเจ้า”
เฟยหลงก็ไม่อิหนังขังขอบอันใด ชายหนุ่มเพียงผายมือแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็คงต้องตัดสินด้วยกำปั้นแล้ว เชิญด้านนอกร้านคงจะสะดวกยิ่งกว่า”
เมื่อท่าทีของเฟยหลงแสดงออกมาเช่นนี้ หมายความว่ามันย่อมไม่ยอมก้มหัวเป็นแน่เช่นนั้นกู่เชวี่ยเทียนอี้จึงจ้องมันเขม็ง “แล้วเจ้าจะเสียใจที่กล้าตอแยข้า”กล่าวจบกู่เชวี่ยเทียนอี้พลันพุ่งร่างเข้าเฟยหลงอย่างรวดเร็ว เฟยหลงมีปฏิกิริยาอยู่ก่อนแล้วคนจึงได้เคลื่อนร่างหลบรอดจากกู่เชวี่ยเทียนอี้ออกจากเหลาสุราไป กู่เชวี่ยเทียนอี้ก็ส่งเสียงกู่ร้องกึกก้องก่อนพุ่งทะยานออกจากเหลาสุราติดตามมาติดๆ จากนั้นคนก็ฟาดฝ่ามือซ้ายเข้าใส่ขมับของเฟยหลงและมือขวาก็ฟาดต่อเนื่องใส่บริเวณทรวงอก ด้านเฟยหลงก็ตวัดมือออกมาต้านรับการจู่โจมสองกระบวนท่าติดก่อนคนจะเปลี่ยนสภาวะเป็นการจู่โจมเชิงรุกด้วยการตวัดดรรชนีติดต่อกันถึงห้าครั้ง บังเกิดแสงสีทองพุ่งวาบฝ่าห้วงอากาศเข้าใส่กู่เชวี่ยเทียนอี้ทำให้มันต้องดีดตัวถอยหลังไปไกลก่อนยกฝ่ามือขึ้น ปรากฏพลังลูกไฟสีแดงอันร้อนระอุแผดเผารูปทรงกลมก้อนใหญ่ลอยเข้าปะทะกับลำแสงสีทองเจิดจรัสทั้งห้า เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยงพลังสองสายปะทะเสียงดังสนั่น บรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวปั่นป่วนส่งให้ชาวบ้านที่ชมดูอยู่รอบนอกต่างล้มระเนระนาดบ้างกระเด็นกลับหลังไปไกล แน่นอนการสัประยุทธ์ระหว่างยอดคนผู้ฝึกบำเพ็ญญาณปาฏิหาริย์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะชมดูอยู่ใกล้ๆได้
เมื่อคลื่นพลังการปะทะเมื่อครู่สงบลง ลูกไฟขนาดใหญ่สามลูกก็ได้ปรากฏขึ้นกลางท้องนภาเหนือศีรษะของกู่เชวี่ยเทียนอี้ก่อนลูกไฟทั้งสามจะพุ่งลงมาตามการวาดมือของกู่เชวี่ยนเทียนอี้ โจมตีเข้าใส่เฟยหลง พลังลูกไฟที่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วมีพลังความร้อนที่น่าหวาดกลัวยิ่ง สิ่งของหรือสิ่งอื่นใดทุกสิ่ง หากอยู่ห่างจากรัศมีของมันเพียงไม่กี่ชุ่นย่อมต้องโดนแผดเผาจนมอดม้วยมลายหายสิ้นไป ทว่าเฟยหลงกลับมิคิดที่จะหลบลูกไฟทั้งสามนี้เนื่องจากชายหนุ่มแน่ใจแล้วมันผู้นั้นมีฝีมือและระดับด่านญาณที่อ่อนด้อยกว่าตนอยู่หนึ่งขั้นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงโคจรพลังญาณจากแก่นญาณชีพจรฟ้ามาที่นิ้วชี้ จนนิ้วชี้เปล่งแสงสีทองเรืองรองก่อนคนตวัดนิ้วชี้ออกไปคราหนึ่ง
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
มวลอากาศที่ปลายนิ้วชี้ของเฟยหลงเกิดการบิดเบี้ยว พลังธรรมชาติถูกชักนำดึงรั้งจากภายนอกให้มาหลอมรวมกับพลังภายในอย่างรวดเร็วปรากฏแสงสีทองสว่างวาบขึ้นเป็นจุดแต้มที่ปลายนิ้ว และบังเกิดเป็นลำแสงสีทองเจิดจรัสขนาดใหญ่พุ่งฝ่าอากาศตัดทะลุผ่านลูกไฟขนาดใหญ่ทั้งสามเสียงตูมมมม!! แทบจะทำให้แก้วหูบุคคลธรรมดาที่มุงดูการต่อสู้ของพวกมันทั้งสองดับไป
“มิน่าเชื่อ นี่น่ะหรือคือการต่อสู้ของเหล่าผู้ฝึกญาณ”
“ช่างมหัศจรรย์ และน่าตื่นตาตื่นใจนัก”
“แต่นี่ก็อันตรายอยู่มิน้อยนะ”
เสียงคนที่มุงดูต่างวิพากวิจารณ์กันยกใหญ่ เมื่อเสียงเริ่มซาลงก็พร้อมๆ กับที่ลูกไฟขนาดเล็กนับสิบลูกได้พุ่งเข้าใส่เฟยหลงอีกครั้งเฟยหลงมิรอช้ากระโดดทะยานร่างหมุนตัวหลบหลีกเป็นพัลวัลจนเกิดร่างพล่าเลือน เสียงตูมมมดังมามิขาดสาย คลื่นความร้อนจากลูกไฟก็แผ่ลามไปสู่บรรยากาศโดยรอบทำให้ชาวบ้านที่มุงดูต่างทนอยู่ต่อไปมิได้จำเป็นต้องวิ่งหลบออกไปชมดูในระยะที่ห่างไกลขึ้นกว่าเดิม เฟยหลงได้หลบหลีกลูกไฟนับสิบลูกจนหมดสิ้นแล้วคนก็เคลื่อนที่ต่อเนื่องประชิดถึงตัวกู่เชวี่ยเทียนอี้ จากนั้นมันก็จี้ดรรชนี้ออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบกู่เชวี่ยเทียนอี้คิดปลดปล่อยพลังเข้าต่อต้าน แต่ด้วยความเร็วของเฟยหลงที่เหนือล้ำกว่าก้าวหนึ่งทำให้ดรรชนีนี้พุ่งฝ่าพลังญาณที่คลุมร่างจี้ใส่ท้องน้อยของกู่เชวี่ยเทียนอี้อย่างเต็มแรงฉึกกกก ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความนิ่งค้าง เป็นกู่เชวี่ยเทียนอี้ที่ส่งดสียง อ่อก ออกมาจากลำคอก่อนคนหงายร่างล้มงอตัวอยู่บนพื้นด้วยความจุกเสียด แม้มันจะมิสิ้นชีพแต่ก็มิอาจที่จะลุกขึ้นมาได้อีกในเวลาอันสั้นนี้
เฟยหลงเก็บมือเข้ามา ก่อนประสานมือคาราวะไปรอบทิศ แล้วกล่าวขึ้น “ขออภัยที่ทำให้พวกท่านต้องเสียบรรยากาศ” จากนั้นมันก็เดินเข้าไปหาสตรีสคราญโฉมนางนั้นแล้วกล่าวต่อ“แม่นางท่านเป็นไรหรือไม่”
สตรีนางนั้นจ้องมองเฟยหลง ก่อนยิ้มอย่างละมุนแล้วกล่าววาจาอันไพเราะออกมา“ขอบพระคุณคุณชายที่ยื่นมือช่วยเหลือ หากมิได้ท่านข้าคงต้องย่ำแย่แล้ว”
หลงเหอที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันเดินเข้ามาแทรกระหว่างสองคน ก่อนจับจ้องมองไปที่สตรีสคราญโฉมผู้นั้นก่อนกล่าววาจาแง่งอนคราหนึ่ง
“พี่สาว เอ้ย…. แม่นาง ข้าก็ช่วยเหลือท่าน เหตุใดมิคิดกล่าวขอบใจข้าซักคำเล่า”
หญิงสาวจ้องมองหลงเหอแล้วกล่าวยิ้มๆ “ขออภัยคุณชาย แต่ข้าก็คิดขอบพระคุณคุณชายเช่นกันเพียงแต่ท่านกล่าววาจาทักท้วงขึ้นมาก่อน”
หลงเหอเชิดใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายขึ้น ก่อนกล่าว “ข้าก็คิดให้อภัยท่านอยู่หรอกนะแต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
“ข้อแลกเปลี่ยน? อะไรหรือ”
“นามของท่าน”
“นามของข้า?” หญิงสาวแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนชำเลืองตามองไปที่เฟยหลงแวบหนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“เหยียนจินอวี้”