ตอนที่ 8 :ผู้าุโอยู่ที่ใด ?
“อืม ในเวลาเช่นนี้นางมิควรจะเสียเวลา”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้ามองไปทางซุนเหวินเยี่ยนกล่าวว่า “เหวินเยี่ยน เ้ายังมิได้บอกว่าเหตุใดนางจึงพาผู้กระทำผิดไปโวยวายที่ศาลาว่าการเขต? ”
นิสัยของฟางฉิงเสวี่ยนั้นชื่นชอบเรียกร้องความยุติธรรมแต่ว่าสำนักศึกษามีกฎอยู่ มิให้บัณฑิตทั้งหลายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินคดีความ
นอกเสียจากเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาชน
แต่ปัญญาชนจะมิไปก่อเหตุเกี่ยวข้องกับศาลาว่าการแน่นอนต่อให้ก่อเหตุขึ้นจริง ก็เป็เื่ของสำนักศึกษา
“ก็เื่เกี่ยวกับอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปน่ะสิ! ”
ซุนเหวินเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า “การที่อาคมลัทธิเต๋าสูญหายในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับปัญญาชน คนผู้นี้ช่วยเหลือผู้ร้ายในการขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปต่อมาถูกพวกเราจับได้ และเขาเองก็ยอมรับสารภาพว่าเป็ผู้กระทำผิด”
“แต่เห็นแก่เขาที่เป็ปัญญาชนข้าจึงลงโทษเพียงเนรเทศเขาไปชายแดนทว่ามิรู้เพราะเหตุใดบัณฑิตฟางกลับไปฟังคำของนักโทษนั่นทั้งยังไปโวยวายที่ศาลาว่าการเขต……เฮ้อ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยขมวดคิ้วเข้าหากัน“ปัญญาชน ? เหวินเยี่ยนในฐานะที่เ้ามีตำแหน่งขุนนาง เป็ถึงหัวหน้าเขตระดับเจ็ดมิรู้หรือว่าปัญญาชนนั้นมีเพียงสถานศักดิ์สิทธิ์และสำนักศึกษาสามารถตัดสินคดีความได้หรือ? เ้านี่……”
“ท่านพี่ ฟังที่ข้ากล่าวให้จบก่อน ! ”
ซุนเหวินเยี่ยนมิรีบร้อนใจเขากล่าวต่อไปว่า “ก่อนที่นักโทษจะถูกตัดสินและถูกเนรเทศ เขายังเป็เพียงคนธรรมดามิใช่ปัญญาชนแน่นอนว่าศาลาว่าการสามารถตัดสินคดีเองได้ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ……ต่อมาเขาได้ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมของตนขึ้นมาข้าสงสัยว่าเขาใช้อาคมลัทธิเต๋าในการกระทำนี้ แต่บัณฑิตฟางกลับช่วยคุ้มกันเขาข้าจะทำอย่างไรได้อีก ? ”
“ที่น่ากลัวกว่านั้นคือคนผู้นี้ได้ดึงดูดเสียงสะท้อนพลังห้าวหลาน เหมือนกับอาคมดำบางอย่างในอาคมลัทธิเต๋า”
ซุนเหวินเยี่ยนเล่าถึงความเป็มาเป็ไปอย่างชัดเจน
เฉินจิ้นเป่ยจึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงเื่นี้มิได้เกี่ยวข้องกับซุนเหวินเยี่ยนแต่อย่างใด
แต่ครั้งนี้ฟางฉิงเสวี่ยกระทำเกินขอบเขต!
นางเป็ถึงฮุ่ยหยวนแห่งจินโจว กลับเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ใช้อาคมลัทธิเต๋ามาปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรม
ไร้สาระยิ่งนัก !
เขาต้องสั่งสอนนางยกใหญ่ !
เฉินจิ้นเป่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำทุ้มว่า“เหวินเยี่ยน ปัญญาชนที่มิได้มีจิตบริสุทธิ์เช่นนี้ สำนักศึกษามิอาจปล่อยไว้ได้เ้าจงรีบส่งคนออกไปจัดการกับคดีนี้ ข้า้าตัดสินคดีนี้ด้วยตนเอง ทำลายจิตใจใฝ่วรรณกรรมของเขาเสีย! ”
“ข้าจะทำให้เขาได้รู้ว่าการเป็ปัญญาชนนั้นมีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป ! ”
เฉินจิ้นเป่ยยังอยู่ในความตกตะลึงกับบทกวีที่จารึกลงไปในแผ่นศิลาหน้าสำนักศึกษานี้
ประโยคงดงามเช่นนี้จะต้องนำออกมาให้ผู้มีจิตใจชั่วร้ายทั้งหลายได้อ่านมัน
ต้องทำให้เขารู้ว่าการคดโกงนั้นมีแต่นำพามาซึ่งความตาย มีเพียงความพยายามเท่านั้นจึงจะไปถึงฝั่งได้ !
“ูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป……ยอดเยี่ยม !ยอดเยี่ยมยิ่งนัก……”
ซุนเหวินเยี่ยนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาหายใจเร็วขึ้นกว่าเดิม กล่าวว่า “ท่านพี่ ประโยคนี้ ปรมาจารย์ผู้ใดเป็ผู้ประพันธ์ไว้? ”
“ข้ามิรู้ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยส่ายหน้าเขาเองก็อยากรู้ว่าท่านาุโผู้ใดเป็คนประพันธ์ ต่อมาเขาจึงกล่าวขึ้นว่า “แต่ว่าท่านผู้นั้นอาศัยอยู่ในจินโจวของเรา ! ”
ที่จริงการที่เขาเดินทางออกจากูเาในครั้งนี้ประการแรกก็เพราะเื่อาคมลัทธิเต๋าที่สูญหาย
ประการที่สองคือ้าสืบว่าผู้ใดกันที่เป็ผู้ประพันธ์บทกวีจนได้สลักจารึกนี้เอาไว้
“ท่านพี่รู้ได้อย่างไร ? ” ซุนเหวินเยี่ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“บทกวีประโยคนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งพร์อยู่ในระดับทะลวงแดนพร์ และกลายเป็บทกวีที่ได้สลักจารึกไว้บนศิลาจารึกของสำนักศึกษาผิงโจวของเรา……”
ใบหน้าของเฉินจิ้นเป่ยเผยรอยยิ้มออกมา
การที่สำนักศึกษาผิงโจวได้รับเลือกเข้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นกลายเป็หนึ่งในสามสำนักศึกษาใหญ่แห่งจังหวัดหนานเซียงได้ท่านาุโผู้นี้นับว่าสร้างผลงานมิน้อย
ดังนั้นเขาจะต้องตามหาตัวให้พบจากนั้นจะเชิญมาสั่งสอนที่สำนักศึกษา เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวรรณกรรมต่อไป
“ว่าอย่างไรนะ ? ”
ซุนเหวินเยี่ยนตกตะลึง กล่าวว่า“คาดมิถึงว่าเขตอันหยางของเราจะมีผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้อยู่ด้วยหากมีโอกาสฟังเขาสั่งสอนตำราสักหน ข้าเกิดมามิเสียชาติเกิดแล้ว ! ”
เฉินจิ้นเป่ยกล่าวว่า“เื่ผู้าุโท่านนี้มิต้องกังวลใจไป จัดการคดีของปัญญาชนผู้นั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน! ”
“อืม ! ”
ซุนเหวินเยี่ยนหันไปกล่าวกับที่ปรึกษาจางเชิงฉายว่า“ที่ปรึกษา รีบไปเตรียมการเื่นี้เถิด จัดการกับหลินอี้ให้ราบคาบ ! ”
“ขอรับ ใต้เท้า ! ”
จางเชิงฉายโค้งกายคารวะแล้วจากไปขณะเดียวกันมุมปากก็เผยอยิ้มอย่างเยือกเย็น คิดอยู่ในใจว่า “หึ ๆ ไอ้สารเลวข้าอยากเห็นนักว่าเ้าจะตายเช่นไร……”
เฉินจิ้นเป่ยมองไปทางที่ปรึกษาซึ่งจากไปอย่างรวดเร็วจากนั้นมองไปทางซุนเหวินเยี่ยน กล่าวอย่างจริงจังว่า “เหวินเยี่ยนข้าหวังว่าสิ่งที่เ้ากล่าวมานั้นจะเป็ความจริง ! ”
“จริงแท้แน่นอน ! ”
ซุนเหวินเยี่ยนให้คำสาบานแววตามองไปทางเฉินจิ้นเป่ยอย่างมุ่งมั่น
“อืม ! ”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นเดินทางออกไปจากศาลาว่าการเขต
……
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเขตอันหยาง
“ูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป……”
ฟางฉิงเสวี่ยนั่งตกตะลึงกับกวีท่อนนั้นซึ่งหลินอี้เขียนไว้ในห้อง
“เพียงการคัดลอกกวีนี้ก็สามารถมองเห็นได้ถึงพลังพร์ก่อนหน้านี้……เขามิได้มีวี่แววปัญญาชนหรือมิมีจิตใจใฝ่วรรณกรรมแม้แต่น้อย ! ”
ฟางฉิงเสวี่ยตกตะลึงยิ่งนักขณะเดียวกันนางก็รู้สึกโชคดีแทนหลินอี้จริง ๆ
เพียงอีกนิดเดียว
นางอาจเดินเฉียดกับกวีทะลวงแดนพร์แล้วผ่านไป
ก๊อก ๆ
ก๊อก ๆ
ทันใดนั้นเองก็มีใครคนหนึ่งเคาะประตูขึ้น
“ใคร ? ”
ฟางฉิงเสวี่ยมองไปทางประตูแล้วขมวดคิ้วขึ้น
“ฟางฉิงเสวี่ย ข้าเอง ! ”
น้ำเสียงของเฉินจิ้นเป่ยดังขึ้น
“อาจารย์เฉิน ? ”
ฟางฉิงเสวี่ยชะงักลงเล็กน้อยจากนั้นโบกมือเบา ๆ กลอนประตูจึงเปิดออกด้วยพลังแห่งพร์ประตูถูกเปิดออกด้วยตัวมันเอง
จากนั้น อาจารย์เฉินที่สวมชุดนักปราชญ์สีดำก็เดินยิ้มเข้ามา
ฟางฉิงเสวี่ยลุกขึ้นยืน โค้งกายคำนับ“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์เฉิน ! ”
เฉินจิ้นเป่ยยกมือขึ้นลูบเคราของตนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าได้เดินเที่ยวอยู่ในเมืองมาสองรอบ เห็นว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีพลังพร์เจิดจ้าคาดว่าคงเป็เ้า ดังนั้นจึงเข้ามาดู ! ”
“ข้าเพียงแค่กำลังคัดบทกวีเท่านั้น ! ”
ฟางฉิงเสวี่ยฝืนยิ้มขึ้นพลังแห่งพร์นั้นมิได้เกี่ยวข้องกับนางแต่อย่างใด จากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า“มิทราบว่าท่านอาจารย์เฉินเดินทางมาที่นี่ มีเื่ใดให้รับใช้หรือไม่ ? ”
“เหอะ ๆ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยลูบเครายาวของตน กล่าวว่า“ข้ามิได้มีเื่ใดกำชับเ้าหรอกเพียงแค่ลงจากูเามาเพราะเื่อาคมลัทธิเต๋าที่ถูกขโมยเท่านั้น อ้อจริงสิเ้าว่าเ้ากำลังคัดบทกวี ? กวีใดกันที่สามารถเปล่งพลังแห่งพร์ได้โดดเด่นเช่นนี้? ”
เขาเองก็ประหลาดใจนัก
พลังแห่งพร์ของบทกวีน้อยกว่าบทความและหนังสือมากนักแต่เมื่อครู่ที่เขาอยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยมกลับเห็นมันได้อย่างชัดเจน มิธรรมดา
ฟางฉิงเสวี่ยมิได้ปิดบัง นางกล่าวว่า “เป็กวีขั้นทะลวงแดนพร์! ”
“หืม ? ”
เฉินจิ้นเป่ยตะลึง ร่างสั่นเล็กน้อยเขามองไปยังกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ พบว่ายังมีพลังพร์หลงเหลืออยู่เล็กน้อย
แววตาเขาเป็ประกาย รีบรุดเข้าไปดู
ฟางฉิงเสวี่ยเองก็มิได้ห้ามบัณฑิตล้วนมีความสนใจในเื่บทกวีที่ยอดเยี่ยม มิมีผู้ใดสามารถต้านทานความรู้สึกเช่นนี้ได้
“ูเาหนังสือมีเส้นทาง……นี่มัน……”
หากเฉินจิ้นเป่ยมิได้อ่านมันก็ยังมิเท่าไรแต่เมื่อได้อ่านแล้วเขาก็ขนลุกไปทั้งตัว กล่าวด้วยความตกตะลึงว่า “เ้า……เหตุใดเ้าจึงรู้เื่กวีบทนี้? เมื่อวานนี้เ้ามิได้อยู่ที่สำนักศึกษา ! ”
“หรือว่า ? ”
เฮือก !
เฉินจิ้นเป่ยอดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก
ฟางฉิงเสวี่ยมิได้อยู่ที่สำนักศึกษาแน่นอนว่านางมิได้เห็นศิลาที่จารึกกวีไว้
แต่นางกลับรู้ ทั้งกำลังคัดลอกมันอยู่เห็นได้ชัดว่า……นางเองย่อมเคยเห็นมันกับตา
ฟางฉิงเสวี่ยช่างโชคดีเหลือเกิน !
เฉินจิ้นเป่ยหายใจเร็วถี่กระชั้นดวงตาแดงเรื่อ มองไปทางฟางฉิงเสวี่ยแล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า“เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้าุโท่านนี้อยู่ที่ใด ? ”