วันนี้ หลังจากทุกคนว่างจากการเรียน ก็พากันมารวมตัวที่ห้องทำงาน เพื่อรายงานผลการทำงานกันตามนัด
ที่ห้องทำงาน เฉินโจวนั่งอยู่หน้าโต๊ะ โดยมีเพื่อนอีกหกคนนั่งเรียงแถวละสามคนอยู่ด้านข้าง เฉินโจวกล่าวทักทายกับทุกคนในห้อง แล้วมองไปที่จินหงเหว่ย
เมื่อจินหงเหว่ยเห็นสายตานั้น เขาก็เริ่มพูดว่า
“เฉินโจว ทางผมได้ติดต่อไปที่เจิ้งฝางเรียบร้อยแล้ว แจ้งกำหนดการทำงานครั้งต่อไปให้เธอทราบ พร้อมทั้งเรื่องการใส่ของสปอนเซอร์ในรายการ และการพูดถึงโฆษณาของสปอนเซอร์ในคลิปแล้ว ซึ่งเราก็สามารถตกลงกันได้
แม้ว่าค่าจ้างของเธอในครั้งนี้จะสูงกว่าครั้งก่อนมากพอสมควร แต่ผมก็คิดว่าคุ้ม เพราะในงานครั้งก่อนเธอทำหน้าที่ได้ดีมาก คอมเมนต์ของผู้ชมในช่องเราก็ชื่นชมเธอเกือบทั้งหมด ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ผมคิดว่าเราไม่ควรเปลี่ยนพิธีกรกลางคัน”
จินหงเหว่ยพูดจบก็หันไปมองเฉินโจวอีกครั้ง ซึ่งเฉินโจว เมื่อได้ฟังความเห็นดังกล่าว ก็เห็นด้วยเช่นกัน เขาพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล
จินหงเหว่ยจึงพูดต่อ “ส่วนคนตัดต่อวิดีโอในครั้งนี้ เราจะยังคงใช้บริการของคนเดิมที่เคยตัดต่อคลิปสองตัวแรกให้เรา เรื่องคุณภาพ ผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่มีข้อสงสัยอะไร เพียงแต่ว่าครั้งนี้จะไม่มีราคามิตรภาพอีกแล้ว จะคิดในอัตราปกติของเขา แต่ถึงอย่างนั้น ผมจะพยายามต่อรองราคาให้ได้ แม้อาจจะไม่ลดได้มากเท่าครั้งก่อน แต่ก็น่าจะถูกกว่าราคาปกติอยู่บ้าง หวังว่าทางเฉินโจวจะเข้าใจนะครับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จินหงเหว่ยก็หยุดพักเล็กน้อย มองไปรอบห้องก่อนจะพูดต่อ
“ในส่วนของห้องอาหาร ผมได้แจ้งกับทางคณบดีเรียบร้อยแล้วว่าเราจะใช้ถ่ายทำในวันไหน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องการขนโต๊ะขนเก้าอี้ คราวนี้ผมคิดว่าจะจ้างนักศึกษาพาร์ทไทม์ในมหาวิทยาลัยเรามาช่วยงาน ตรงนี้ผมว่าสามคนก็น่าจะเพียงพอ
สำหรับการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ที่เราจะรับในรอบนี้ ถ้าบริษัทไหนที่อยู่ไม่ไกลเกินไป ผมจะเดินทางไปด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นบริษัทที่อยู่ไกลจริง ๆ และเดินทางไปไม่สะดวก เดิมทีผมคิดว่าจะใช้วิธีเซ็นผ่านอีเมล แล้วให้สแกนส่งกลับมา แต่พอคิดดูแล้วมันดูไม่เป็นทางการเท่าไหร่
ผมเลยมีความคิดว่าจะจ้างตัวแทนที่ไว้ใจได้ ให้เข้าไปเซ็นสัญญาแทน โดยจะอธิบายรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อน แน่นอนว่าผมเข้าใจว่าอาจจะมีบางคนกังวลกับเรื่องนี้ แต่ผมมีวิธีจัดการที่รัดกุม และจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหาแน่นอน ดังนั้นขอให้ทุกคนสบายใจได้ครับ สำหรับเรื่องที่ผมรับผิดชอบในเบื้องต้นตอนนี้ก็มีเท่านี้ครับ”
เมื่อจบคำพูด ทุกคนในห้องต่างปรบมือให้ เฉินโจวยิ้มพลางพูดชมเชยกับจินหงเหว่ย และขอให้เขาตั้งใจดูแลหน้าที่ต่อไปให้ดี จากนั้นเขาหันไปมองทางหวังหง
หวังหงที่รู้ตัวว่าถึงคิวของตัวเอง ก็ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“พี่เฉิน รอบนี้ผมจะเลือกใช้วัตถุดิบที่ซับซ้อนน้อยลงจากครั้งแรกครับ เพราะครั้งที่แล้ววัตถุดิบมันเยอะมากเกินไป จนทำให้ผู้เข้าแข่งขันบางคนสับสน ตอนนี้ผมตั้งใจว่าจะวางแผนวัตถุดิบให้เสร็จล่วงหน้าก่อนวันแข่งอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
หลังจากนั้น ผมจะไปจัดซื้อวัตถุดิบเอง แล้วจะรวบรวมใบเสร็จทั้งหมดส่งให้กับบริษัท เพื่อให้ทางบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในภายหลังครับ”
ทุกคนในห้องต่างปรบมือให้อีกครั้ง เฉินโจวพูดชมหวังหงพร้อมกล่าวว่า เขาจะรอดูว่าวัตถุดิบรอบนี้จะมีอะไรให้น่าประหลาดใจบ้าง แม้หวังหงจะอยากลดความซับซ้อนลง แต่ก็ยังต้องรักษาความน่าสนใจของวัตถุดิบเอาไว้ เพื่อดึงดูดผู้ชมและสร้างกระแสให้กับรายการ
นอกจากนี้ เขายังย้ำว่าอยากให้คงคอนเซปต์เดิม คือเลือกใช้วัตถุดิบที่หาซื้อง่าย และราคาไม่แพงเหมือนที่ผ่านมา
หวังหงที่ได้ฟังคำแนะนำจากเฉินโจวก็รีบรับปากทันทีว่าจะจัดการให้เรียบร้อยแน่นอน
จากนั้นเฉินโจวก็มองไปทางเหลียนเริ่น ฝ่ายเหลียนเริ่นที่รู้สึกได้ก็ออกอาการประหม่าเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า “ประธานเฉิน ตอนนี้ฉันได้เขียนโพสต์แจ้งข่าวการแข่งขันรอบหน้าให้แฟน ๆ ช่องทราบแล้ว โดยรอบนี้เราจะเพิ่มเป็นสี่ทีม แฟนช่องเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจกันเยอะมาก บรรยากาศคึกคักสุด ๆ ทำให้ตอนนี้มีคนสมัครเข้ามาแข่งขันกว่า 1,000 ทีมแล้วค่ะ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ”
“แต่ถึงอย่างนั้น เราก็จะคัดเลือกมาเพียง 3 ทีมเท่านั้น ฉันอ่านข้อมูลเบื้องต้นไปบ้างแล้ว และได้คัดเลือกทีมที่น่าสนใจบางส่วนส่งให้หลิวจื้อหมิงกับเกาอิ้งช่วยพิจารณาต่อ ส่วนเรื่องข่าวสารความเคลื่อนไหวของช่อง หรือการสื่อสารกับแฟนคลับ ฉันยังคงดูแลเหมือนเดิมนะคะ ประธานเฉินสามารถเข้าไปตรวจดูได้เลยว่าโอเคหรือเปล่า”
ทุกคนปรบมือให้ เหลียนเริ่นยิ้มรับคำชม เฉินโจวย้ำให้เธอสื่อสารกับแฟน ๆ อย่างต่อเนื่อง
คราวนี้สายตาเฉินโจวไปยังหลิวจื้อหมิงและเกาอิ้ง หลิวจื้อหมิงยิ้มกว้าง แต่เกาอิ้งกลับทำหน้าเครียดขึ้น “เฉินโจว ฉันดูประวัติทีมที่เหลียนเริ่นส่งมาแล้ว มีหลายทีมที่น่าสนใจมาก ฉันดูกับหลิวจื้อหมิงแล้ว แต่หมอนี่เลือกแต่ทีมที่มีแต่แม่บ้านสาว ๆ กับผู้ช่วยสวย ๆ ทั้งนั้นเลย ดูออกเลยว่าคัดจากอะไร นายต้องจัดการหน่อยนะ!”
คำพูดของเกาอิ้งทำเอาทั้งห้องเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลิวจื้อหมิง หลิวจื้อหมิงรีบลุกขึ้นโต้เถียงเสียงดัง “เดี๋ยวก่อนนะทุกคน! ที่ฉันเลือกแบบนั้นมันถูกต้องแล้วต่างหาก! พวกนายไม่เห็นเหรอว่าคอมเมนต์ส่วนใหญ่อยากดูอะไรแบบนี้ทั้งนั้น! ถ้าเอาแต่ป้า ๆ ลุง ๆ ใครจะดู? ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ดูแน่ ๆ การเลือกแบบนี้มันดึงดูดคนดูได้เยอะ สร้างกระแสได้ ฉันว่ามันไม่มีอะไรผิดเลยนะ เฉินโจว นายว่าไง?”
หลิวจื้อหมิงยังคงยืนกรานความคิดของตัวเอง
จื่อซวานหมิงพูดแทรกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “พวกเราผู้หญิงไม่ใช่เครื่องมือทางเพศที่เอาไว้ดึงดูดสายตาผู้ชาย พวกเราก็มีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย การเลือกผู้เข้าแข่งขันด้วยความคิดแบบนั้น ฉันไม่เห็นด้วย เฉินโจว นายคิดยังไง?”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที เฉินโจวรีบเบรกสถานการณ์ “ใจเย็น ๆ ทุกคน” เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคิดผิดที่ให้หลิวจื้อหมิงมีส่วนร่วมในการคัดเลือก “ถ้าจะเลือกแบบนั้น อย่างน้อยก็ควรจะเนียนกว่านี้หน่อย”
สุดท้าย เฉินโจวตัดสินใจแบ่งโควตาใหม่ “เกาอิ้ง เธอเลือกสองทีม ส่วนหลิวจื้อหมิงเลือกได้หนึ่งทีม” ข้อเสนอนี้ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ในที่สุด
หลังจากจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย เฉินโจวก็มองไปที่จื่อซวานหมิง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก่อนจะลุกขึ้นเสียบโน้ตบุ๊กฉายภาพขึ้นจอ LED
บนจอปรากฏเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับแบบฟอร์มการเซ็นยินยอมของผู้เข้าแข่งขัน “ฉันสรุปรายได้จากสปอนเซอร์และจัดการเรื่องภาษีเรียบร้อยแล้ว ส่วนกฎเกณฑ์สำหรับผู้เข้าแข่งขันและกองเชียร์ ฉันเพิ่มเข้าไปในแบบฟอร์มแล้ว เราจะให้ผู้เข้าแข่งเซ็นก่อนวันแข่ง”
เธอเน้นเสียงหนักแน่น “ในเอกสารจะระบุชัดเจนว่าผู้เข้าแข่งต้องแจ้งกฎเหล่านี้ให้กองเชียร์ทราบด้วย และในวันงาน กองเชียร์ทุกคนต้องเซ็นชื่อรับรองกฎก่อนเข้าพื้นที่ ถ้าใครไม่เซ็น จะไม่มีสิทธิ์เข้างาน รายละเอียดนี้อยู่ในเอกสารที่ผู้สมัครต้องเซ็นแล้ว รบกวนหลิวจื้อหมิงกับเกาอิ้งย้ำกับผู้เข้าแข่งตอนสัมภาษณ์ด้วยนะคะ”