ตอนที่ 27 แม่ทัพท้อใจ
“โอยยยยย หนาว”
ทหารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา พลางกอดก้อนหินร้อนไว้แนบอก ก้อนหินที่เขาใส่ไว้ในเกราะนั้นก็เริ่มเย็นขึ้นมาแล้ว เขาแหวกเกราะออกเพื่อล้วงเอาหินที่หมดความอบอุ่นไปแล้วออกมา โยนมันเข้าไปในกองไฟที่กำลังคุ ย่อกายลงไปเอามือแตะก้อนหินก้อนต่างๆ เพื่อเลือกดูว่าก้อนไหนที่กำลังอุ่นได้ที่ จะได้นำมาหย่อนลงเสื้อเกราะและสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง
“เจ้าหลอ เจ้าเอาด้วยไหม?”
“ยังหรอกพี่ชาย ข้าขี้เกียจใส่เข้าไป ตอนนี้ข้ายังไหวอยู่”
“เจ้านี่น่าอิจฉาจริงๆ อากาศเย็นถึงเพียงนี้ยังไม่รู้หนาวกับเขา”
“ข้าก็หนาวอยู่ แต่ข้าคร้านที่จะเอาหินร้อนใส่เกราะ หน่ายเปิดเข้าเปิดออกนัก”
“เจ้านี่ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง ทำฉะนี้เจ้าจะป่วยตายก่อนได้เมียก่อนรู้หรือไม่”
เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร ด้วยว่าหน่ายที่จะโต้แย้งกับเขา อายุก็ห่างกันไม่เท่าไหร่แต่ช่างวางท่ามาสอนเขาจริง “ทำไมต้องเป็นข้ามาเข้าเวรยามตอนนี้ด้วยก็มิรู้” เขาบ่นอุบอิบ “คนอื่นนอนหลับสบายกันหมดแล้ว แต่ข้ากลับต้องมาอดนอนตากลมหนาว”
ชายฉกรรจ์ผู้เป็นรุ่นพี่เอาก้อนหินร้อนใส่เกราะ ร้อยเชือกให้แน่นหนาดังเดิมแล้วก็เอามืออังไฟ “เจ้าอยากเป็นทหารมิใช่หรือ เจ้าวิ่งโร่เข้ามาสมัครเองนี่ ทหารก็เยี่ยงนี้ ผลัดเปลี่ยนเฝ้าเวรยาม มิพอใจมาบ่นตอนนี้ก็สายไปแล้ว”
เขาหน้าบูด พลางคิดเสียดายเวลาของตนเอง “ข้าอยากไปอยู่ชายแดนมากกว่า รบกับพวกคนเถื่อน เดินไปเดินมาเปลี่ยนที่ประจำการเยี่ยงนี้น่าเบื่อหน่ายนัก!”
“เรากำลังรบอยู่ การรบก็เป็นเยี่ยงนี้”
“รบอันใด? กบฏเพียงสองคนเหตุไฉนใช้กองทัพถึงทั้งกองทัพ ใช้คนเป็นหมื่นควานหาตัวทั่วแผ่นดิน นี่มาตั้งค่ายดักอยู่ตรงนี้ท่านว่าสบายนักหรือ”
“เจ้าโชคดีเท่าไหร่แล้ว ไม่ใช่หน่วยที่ขึ้นไปซุ่มอยู่บนหัวซาน พวกนั้นก่อไฟก็มิได้ มีแต่ต้องซุ่มอย่างเงียบเชียบเท่านั้น หรือเจ้าอยากขึ้นไปอยู่ที่นั่น พรุ่งนี้ข้าจะได้บอกท่านนายกอง”
เขาเงียบ เขารู้ดีว่าหากคำบ่นเขาถึงหูนายกองเมื่อใด โทษโบยย่อมมิพ้นเป็นแน่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยในทันใด “ข้าล่ะอยากให้อ้ายเจ้าผางเยว่นั่นโผล่มาเหลือเกิน ข้าจะได้ตัดหัวมันแล้วแจ้งเกิดได้เสียที ชายร่างสูงเจ็ดแปดฉื่อ ขี่ม้าขาว ถือทวนยาวหนึ่งจั้ง หากข้าเจอมันข้าจะวิ่งหามันเข้าไปตัดหัวให้ได้เป็นคนแรก!”
“นี่ เจ้า! เจ้าจะไปที่ใด” จู่ๆ ชายผู้เป็นรุ่นพี่เขาก็ตะโกนเข้าไป
เจ้าหลอรีบหันตามเพ่งตาดู เขามองเห็นทหารผู้หนึ่งจูงม้าตัวใหญ่ เดินลัดเลาะมาตามค่ายจากทางด้านใน บนบ่ามีทวนศึกเล่มยาวที่แบกไว้ แล้วก็มีทหารร่างเล็กอีกผู้หนึ่งนั่งบนหลังม้า เขาเดินตัวตรงสาวเท้าจูงม้าเดินเข้ามาหาทั้งสองคน
“ท่านแม่ทัพใช้พวกเรานำสาส์นไปส่งที่ฮั่นจง พี่ชายโปรดหลีกทางพวกเราเถิด มิเช่นนั้นท่านแม่ทัพจะเอาโทษพวกเราได้”
“สาส์น? สาส์นอันใด ไยไม่มีคำสั่งจากเบื้องบนมาแจ้งข้าไว้ก่อน”
เจ้าหลอเพ่งมองทหารร่างเล็กที่นั่งบนหลังม้า เสื้อเกราะที่มันผู้นั้นใส่ดูโคร่งไปถนัดตาเหมือนหนึ่งว่าเอาเสื้อเกราะของพ่อตนเองมาสวมใส่ แถมยังเอาโล่กลมใบใหญ่แขวนไว้ที่แผ่นหลังตัวเองอีก แล้วนี่ทหารอะไรมีเสื้อคลุมขนหนังจิ้งจอกที่แสนราคาแพงเสียด้วย เขาเพ่งมองเข้าไปที่ใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กนั้น ดูอย่างไรใบหน้านั้นมันก็ใบหน้าผู้หญิงชัดๆ
“พี่ชายรอประเดี๋ยว ท่านแม่ทัพให้ตราตั้งผ่านด่านข้ามาด้วย”
เจ้าหลอดูชายร่างใหญ่ มันผู้นี้ช่างตัวสูงใหญ่นักผิดคนทั้งปวงนัก แต่ใส่ชุดเกราะใส่เครื่องแบบทหารม้าเร็วส่งสาส์น แล้วม้าเร็วส่งสาส์นผู้ใดแบกทวนยาวเยี่ยงนี้ แล้วกระเตงทหารร่างเล็กไปด้วยอีก
“มีคนเล็ดลอดเข้ามาฆ่าทหารยามตาย!” เสียงตะโกนดังขึ้น
เจ้าหลอไม่ได้ยิน ลูกพี่ของเจ้าหลอก็ไม่ได้ยิน เพราะในพริบตาก่อนที่เสียงตะโกนจะดังขึ้นนั้น ดาบของผางเยว่ก็สะบัดไปตัดหัวคนทั้งสองเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเสวียนฮวาหลับตาตั้งแต่เห็นผางเยว่เอ่ยปากแล้ว
ชายหนุ่มรีบกระโดดขึ้นหลังเจ้าไป๋อี้ทันที ม้าขาวก็พุ่งตัวไปข้างหน้าพาคนทั้งสองฝ่าค่ายมุ่งหน้าสู่ผืนป่าทางใต้ของทิวเขาหัวซานในทันใด
กว่าทหารทั้งค่ายจะรู้ตัว ทวนศึกของผางเยว่ก็พุ่งแทงทหารยามตายไปอีกเกือบสิบศพ แล้วก็ทะลวงออกไปตอนกลางดึกเป็นที่เรียบร้อย...
เสวียนฮวากอดกายเขาแน่น....มันเป็นไปได้หรือนี่ เดินผ่านค่ายทหารกลางดึกที่มีคนนับพันตั้งค่ายเอาไว้อยู่ได้ถึงเกือบกลางค่าย แล้วก็หนีเล็ดรอดออกไปดุจแมวขโมยเยี่ยงนี้
ผางเยว่! ก็คนมีแต่คนอย่างเจ้าที่คิดแผนแสนกะล่อนแบบนี้ออก เจ้ามันชอบทำอะไรที่คนอื่นไม่คิดว่าจะทำอยู่เสมออยู่แล้วนี่ เหมือนเช่นตอนที่เจ้าขโมยจูบข้าและปีนห้องข้านั่นแหละ! – เสวียนฮวานึกแล้วก็ขำ กระชับแขนกอดเขาให้แน่นกว่าเดิม แล้วผางเยว่ก็ขี่ม้าตะบึงเข้าไปในป่า ณ ยามนั้นเอง
จงอี้ที่คุมทหารซุ่มอยู่ในเขาหัวซาน เพ่งดูพลุสัญญาณที่พุ่งขึ้นมาจากตำบลหลิงเป่า เป็นไปอย่างที่เทาเป่ยคาดการณ์ไว้จริงๆ เสียด้วย
“พวกเจ้ารีบสั่งการทหารที่ซุ่มทั้งหมดถอนกำลังเดี๋ยวนี้ แล้วรีบมุ่งหน้าลงทางใต้ทันที หากใครชักช้าตัดหัวมันทันที!” นายพลผู้มีแต่ความเครียดเค้นเกาะกุมบัญชาด้วยความเกรี้ยวกราด พวกมันลงไปทางนั้นจริงๆ ด้วย ค่ายทหารที่ตั้งกันไว้อย่างแน่หนาตรงนั้นมิอาจจะล่อหลอกให้มันขึ้นมาทางหัวซานได้เลย ทหารทั้งหมดที่จงอี้คุมไว้บนเขาหัวซานก็ทยอยถอนกำลังออกมาทันที ทหารกลุ่มนี้เป็นทหารที่ดีที่สุดที่เขามีอยู่ คนเหล่านี้จึงมีวินัยทัพสั่งการได้ดุจมือเท้า ภายในระยะเวลาเพียงชั่วยาม จงอี้ก็พาทหารทั้งหมดลงไปถึงตำบลหลิงเป่าแล้ว
“สื่อเหยาอยู่ที่ไหน” จงอี้ตะโกนถาม “แล้วได้ตัวมันหรือไม่”
“ท่านแม่ทัพ นายกองสื่อเหยาคุมทหารตามคนทั้งสองเข้าไปในป่าแล้วขอรับ”
“เจ้าว่าอะไรนะ! ทหารนับพันไฉนปล่อยให้มันเล็ดรอดเข้าป่าได้ แล้วมันติดกับดักที่เราวางไว้หรือไม่”
“ไม่ขอรับ ทันทีที่พวกมันเข้าเขตป่า มันกลับชักม้าหักหัวเข้าทางน้อยขอรับ”
เทาเป่ยที่ขี่ม้าข้างกายจงอี้ได้ยินแล้วถึงกับกัดฟันด้วยความเจ็บใจ เหตุไฉนมันจึงเล็ดรอดกับดักที่เขาวางดักเอาไว้หลายต่อหลายชั้น แต่ก็ตั้งสติรีบแจ้งแก่จงอี้ “นายท่าน! ท่านส่งทหารอีกกองหนึ่งกระจายกำลังดักไว้อยู่ในป่าเรียบร้อยแล้ว หากนายกองสื่อเหยาตามไปทันแล้วล้อมสองคนนั่นไว้ คงจะได้ตัวเป็นแน่แท้”
“ข้าขอบใจท่านนักเทาเป่ย ที่ท่านแนะนำข้าให้เผื่ออีกทางหนึ่ง แบ่งทหารไว้ภายในดักคนทั้งสอง หาไม่แล้วลูกเมียข้าคงโดนอาญาฮ่องเต้ตายสิ้นทั้งตระกูล!”
“ตอนนี้ก็ยังไม่สายนายท่าน ทุ่มทหารทั้งหมดตามล่าสองคนนั้นในป่า แต่ต้องรีบทำเดี๋ยวนี้เลยขอรับ อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย”
จงอี้รีบทำตามที่เทาเป่ยแนะนำทันที ราตรียาวนานภาพฝันก็มากมี หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยสถานการณ์ก็ยิ่งจะบานปลายควบคุมลำบาก จงอี้สั่งทหารทั้งหมดกระจายกำลังแล้วไล่ตามทั้งสองที่ควบม้าเข้าไปในป่า เทาเป่ยพูดจาเหมือนมีความหวังก็จริง แต่ในใจจงอี้คิดถึงพ่อแม่ลูกเมียของตัวที่อยู่ในเงื้อมมือฮ่องเต้ยิ่งนัก คนในจวนแซ่จงทั้งหมดจะตายอย่างทุเรศเช่นนั้นหรือ? ไม่มีทาง เขาต้องไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น
ทว่า...กงซุนเหลิ่งอ้าวกับกงซุนตู้สองพี่น้องที่เป็นทหารเอกที่เก่งที่สุดที่จงอี้มี ยังตายเพราะฝีมือเพลงทวนของผางเยว่ภายในไม่กี่อึดใจ แล้วนี่....ทั้งเสิ่นเปียวนายกองที่ส่งไปรอผางเยว่ในป่าก็ดี ทั้งสื่อเหยาก็ดี สองคนนี้รวมกันยังหามีฝีมือทัดเทียมกงซุนเหลิ่งอ้าวไม่ พวกเขาทั้งสองยังจะคณนามือผางเยว่อีกหรือ
ที่สำคัญ ผางเยว่ยังมีปัญญารู้กลที่เขาดักเอาไว้ดุจเทพเซียนดลใจ แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้ผางเยว่ได้เล่า? มีทหารในมือเกือบสองหมื่นคนแล้วอย่างไร จอมยุทธผู้หนึ่งกับม้าวิเศษถึงเพียงนั้น ไสทหารเข้าไปสู้ก็ดุจไสเนื้อเข้าปากเสือ
น้ำตาเอ่อล้นออกมา จงอี้ทำการใหญ่มามากมายนักแต่เขาไม่เคยรู้สึกท้อใจเยี่ยงนี้มาก่อนเลย!