เสียงน้ำค่อยๆรินไหลออกจากกาน้ำดังเบาๆสอดคล้องกับบรรยากาศผ่อนคลายในศาลาพักผ่อนกลางตำหนักมู่ตานที่โอบล้อมด้วยดอกมู่ตานมากมาย ควันร้อนลอยขึ้นจากผิวน้ำที่ถูกมือบางบรรจงเทเบาๆพร้อมกับกลิ่นหอมของใบชาชั้นดีลอยอบอวนไปทั่วบริเวณ จ้าวซูเซียวค่อยๆบรรจงวางกาน้ำชาร้อนลงนิ้วเรียวหยิบถ้วยชาใบเล็กที่ด้านในมีน้ำชาหอมกลุ่มอยู่เต็มถ้วย นางสูดดมกลิ่นหอมของใบชาเผยท่าทางผ่อนคลายริมฝีปากบางเผยออกเล็กน้อยชิมรสชาติชาชั้นดี
สำหรับจ้าวซูเซียวแล้วการชงชาถือเป็อีกหนึ่งสิ่งที่นางชอบทำ ใบชาชนิดนี้นางนำมาจากเฉียนเหลียงยามได้กลิ่นและได้ััทำให้นึกถึงบ้านเกิดยิ่งนัก
“กราบทูลองค์หญิงมีเทียบเชิญจากในวังมาถึงเพคะ” จ้าวซูเซียวหันไปหาจินอี้ฟางใบหน้างดงามเย้ายวนสงบนิ่ง หลายวันมานี้มีเทียบเชิญจากจวนขุนนางหลายเทียบส่งมาให้นางร่วมไปงานเลี้ยงภายในจวนของเหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์ แต่จ้าวซูเซียวปฏิเสธไปแทบทั้งหมดด้วยเหตุผลว่าสุขภาพไม่แข็งแรงยังปรับตัวกับสภาพอากาศที่เย็นกว่าเฉียนเหลียงของแคว้นโจวไม่ได้ นางรู้ดีเหล่าฮูหยิน้าผูกไมตรีกับนางไว้บ้างอาจเป็เพราะฮ่องเต้มีรับสั่งชัดเจนถึงการอภิเษกของนางกับชินอ๋อง นางไร้อำนาจในฐานะองค์หญิงจากเฉียนเหลียงแต่ฐานะใหม่ที่กำลังได้รับเป็ถึงชินหวางเฟยอย่างไรย่อมไม่ไร้อำนาจเพียงนั้น จ้าวซูเซียวถอนหายใจนางยังไม่อยากกระโจนเข้าสู่วังวงอำนาจในตอนนี้ไว้รอให้นางก้าวเท้าเข้าสู่ราชวงศ์โอวหยางเต็มตัวเื่เช่นนี้คงไม่อาจหลีกพ้น แม้นางจะปฏิเสธเทียบเชิญจากเหล่าฮูหยินของขุนนางได้แต่สำหรับเทียบเชิญที่มาจากวังหลวงนั้นต่างกัน
“เทียบเชิญจากใคร”
“ตำหนักจงชุยกงเพคะ” จ้าวซูเซียวพยักหน้าเบาๆนางมองเทียบเชิญที่ทำจากไม้เนื้อดีพร้อมผูกโบว์สีชมพูอ่อนดูงดงามอ่อนช้อย เมื่อเปิดออกจึงรับรู้ว่าเป็เทียบเชิญให้นางเดินทางไปรวมทำบุญที่วัดของฉินกุ้ยเฟย
“ส่งเทียบตอบรับเทียบเชิญของฉินกุ้ยเฟย” จินอี้ฟางยอบตัวลงรับคำสั่ง แต่สีหน้าหัวหน้านางกำนัลวัยกลางคนยังมีแววกังวลชัดเจน
“เป็เทียบเชิญจากฉินหุ้ยเฟยจะเกิดเื่อะไรอีกหรือไม่เพคะองค์หญิง” จ้าวซูเซียวเองก็จนใจกับคำถามนี้ นางไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกับฉินกุ้ยเฟยมาก่อน ฐานะของนางก็ไม่ได้สร้างความสั่นคลอนอะไรต่อฉินกุ้ยเฟยโดยตรงเหตุใดพระสนมคนโปรดของโอวหยางอู่ตี้จะคิดเล่นงานนางกัน
“ถึงอย่างไรก็ไม่อาจปฎิเสธเทียบเชิญฉินกุ้ยเฟยได้ อี้ฟางเ้าไปสืบดูเื่ราวของตระกูลฉินกับตำหนักชินอ๋อง”
“เพคะ” จินอี้ฟางยอบกายแล้วถอยออกไป จ้าวซูเซียวยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง นางไม่ได้มีปัญหากับฉินกุ้ยเฟยโดยตรงเช่นนั้นอาจเป็เื่ตำแหน่งชินหวางเฟยที่นางกำลังจะได้
จ้าวซูเซียวแต่งกายด้วยชุดสีขาวมีลายดอกมู่ตานสีชมพูอ่อนแทรกอยู่ดูงดงามราวเทพธิดาเดินออกมาหน้าตำหนักมู่ตาน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเมื่อหน้าตำหนักมีเกี้ยวงดงามหลังหนึ่งจอดไว้อยู่พร้อมนางกำนัลสามคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง จ้าวซูเซียวก้าวออกไปด้านหน้า เมื่อนางหยุดยืนนางกำนัลคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“ถวายพระพรองค์หญิงิอานเพคะ หม่อมฉันเป็นางกำนัลจากตำหนักจงชุยกงเพคะ” จ้าวซูเซียวพยักหน้าเมื่อเห็นว่าเป็คนจากตำหนักฉินกุ้ยเฟย
“ข้าเองก็กำลังจะไปวัดฝูเก๋อเพื่อไปหาพระสนม”
“กราบทูบองค์หญิง พระสนมให้พวกหม่อมฉันมานำเสด็จองค์หญิงไปวัดฝูเก๋อเพคะ นี่เป็เกี้ยวจากวังหลวงเตรียมพร้อมสำหรับองค์หญิงเพื่อไปรอพระสนมที่ด่านนอกเมืองหานตานเพคะ” จ้าวซูเซียวเหลือบมองเกี้ยวหลังงามนางพยักหน้าเบาๆพร้อมกับเดินขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวพร้อมจินอี้ฟางและเสี่ยวซี ฉินกุ้ยเฟยนำเกี้ยวมารับเช่นนี้นางย่อมไม่อาจปฎิเสธได้
“เ้าไปไม่ได้”
“ข้าเป็องครักษ์ประจำตัวองค์หญิงิอานเหตุใดถึงไปด้วยไม่ได้” เสียงพูดคุยด้านนอกทำให้จ้าวซูเซียวขมวดคิ้วก่อนจะสั่งจินอี้ฟาง
“ด้านนอกมีเื่อะไรกันเ้าออกไปถามที”
“เพคะองค์หญิง” จินอี้ฟางลุกออกจากเกี้ยวซักครู่ใหญ่นางกำนัลวัยกลางคนจึงเปิดม่านเข้ามาร่ายงาน
“นางกำนัลจากตำหนังจงชุยกงไม่อนุญาตให้องครักษ์กังตามเสด็จไปด้วยเพคะ” จ้าวซูเซียวมองออกไปด้านนอกนางให้เสี่ยวซีเลิกม่านออกให้กว้างขึ้นพร้อมกับเอ่ยถามนางกำนัลผู้นั้นโดยตรง
“เหตุใดองครักษ์ของข้าจึงร่วมขบวนด้วยไม่ได้เล่า” นางกำนัลผู้นั้นยอบตัวลงท่าทางนอบน้อมใบหน้าไร้ซึ่งการเย่อหยิ่งหรือก้าวร้าวต่อจ้าวซูเซียว
“กราบทูลองค์หญิง การเสด็จไปวัดฝูเก๋อของพระสนมในครั้งนี้เพื่อขอพรให้เกิดครรภ์ัเพคะ ตามเื่เล่ากล่าวว่าหากจะขอพรให้เกิดครรภ์ที่วัดฝูเก๋อในขบวนเดินทางที่ร่วมขอพรห้ามมีบุรุษอยู่ในขบวนไม่เช่นนั้นคำขอจะไม่สมปราถนา อีกอย่างวัดฝูเก๋อเป็วัดที่มีแต่แม่ชีผู้คนที่ขึ้นไปกราบไว้ส่วนใหญ่เป็สตรีทั้งสิ้น ขบวนเดินทางครั้งนี้ของพระสนมก็ไร้องครักษ์บุรุษแม้แต่คนเดียวเพคะ แต่ในขบวนเดินทางมีองครักษ์หญิงอยู่รอบกายขอองค์หญิงอย่าได้กังวลพระทัยเื่ความปลอดภัยเพคะ”
“ธรรมเนียมอะไรกัน” เสี่ยวซีเผลอหลุดปากออกมาจ้าวซูเซียวจึงหันไปส่งสายตาดุเล็กน้อยจนนางกำนัลตัวเล็กก้มหน้าสำนึกผิด
“เช่นนั้นก็ทำตามที่เ้าว่า อากังครั้งนี้เ้าไม่ต้องตามข้าไปด้วยรออยู่ที่ตำหนักมู่ตานเถอะ” พูดจบจ้าวซูเซียวจึงปิดม่านหันกลับมานั่งในเกี้ยวด้วยท่าทีสง่างาม
เมื่อจินอี้ฟางกลับขึ้นมานั่งข้างกายจ้าวซูเซียวเรียบร้อยไม่นานขบวนเกี้ยวจึงเคลื่อนตัว เสี่ยวซีจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“แปลกจริงเพคะองค์หญิง ไปขอครรภ์ัแต่ห้ามให้มีบุรุษในขบวนเดินทางหม่อมฉันเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก” จ้าวซูเซียวเผยรอยยิ้มบางๆ นางไม่ได้แปลกใจต่อพระเพณีเช่นนี้
“เหล่านี้ล้วนเป็ความเชื่อ แต่ละสถานที่ย่อมมีความเชื่อแตกต่างกัน เื่การตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็หน้าที่ของสตรีหากมีธรรมเนียมไม่ให้บุรุษเข้ามาวุ่นวายจึงไม่แปลก คงคล้ายเื่ราวการรบที่ห้ามไม่ให้สตรียุ่งเพราะจะถือเป็รางร้าย แต่เื่ความเชื่อเหล่านี้ล่วงแล้วแต่เปลี่ยนแปลงได้สถานที่ขอพรหลายที่ก็ไม่ได้ห้ามบุรุษร่วมขบวน กองทัพบางกองทัพยังมีแม่ทัพหญิงผู้เก่งกาจ แต่ในเมื่อพระสนมเชื่อเช่นนั้นก็ไม่ควรขัดพระทัย”
“แต่หากเกิดอะไรขึ้น…”
“หากครั้งนี้พระสนมจะเล่นงานข้าคงวางแผนมาดีแล้ว เราก็รอดูสถานการณ์ต่อไปเถอะ” จ้าวซูเซียวพูดเพียงเท่านั้นจึงหลับตาลงเบาๆ
นางให้จินอี้ฟางไปสื่บเื่ราวตระกูลฉินของฉินกุ้ยเฟย ตระกูลฉินเป็ตระกูลแม่ทัพที่สำคัญตระกูลหนึ่งของแคว้นโจว ก่อนหน้าการประกาศสมรมระหว่างนางกับชินอ๋องทั่วทั้งหานตานเล่าลือกันว่าคุณหนูรองตระกูลฉิน ฉินจื่อเยว่คือว่าที่ชินหวางเฟยอย่างแน่นอน เพราะชินอ๋องผู้เ็าดูจะสนิดสนมกับคุณหนูรองฉินมากที่สุด เล่าลือว่าทั้งสองเป็คู่รักกันด้วยซ้ำ แต่จู่ๆก็มีนางปรากฏตัวและคว้าเอาตำแหน่งฉินหวางเฟยไปเช่นนี้ย่อมสร้างความไม่พอใจให้ตระกูลฉินอย่างแน่นอน ฉินกุ้ยเฟยเองที่เป็พี่สาวแท้ๆของฉินจื่อเยว่ย่อมต้องไม่พอใจนางแทนน้องสาวเป็ธรรมดา เมื่อนึกถึงสายตาไม่เป็มิตรของฉินจื่อเยว่ในงานเลี้ยงรับรองที่มีต่อนางตอนนี้จ้าวซูเซียวเข้าใจดีแล้ว ที่โอวหยางหย่งเล่อไม่พอใจนางอีกส่วนน่าจะมาจากการที่นางมาแย่งตำแหน่งของคนรักตนเป็แน่
ในที่สุดเกี้ยวหลังเล็กก็หยุดลงจ้าวซูเซียวเปิดม่านขึ้นพบว่าเป็จุดพักก่อนออกนอกเมือง นางเอ่ยถามนางกำนัลผู้นำทาง
“ที่นี่คือจุดที่ต้องรอพระสนมหรือ”
“เพคะองค์หญิง พระสนมมีรับสั่งให้พระองค์รอที่จุดนี้ก่อนที่จะเดินทางไปวัดฝูเก๋อเพคะ” จ้าวซูเซียวพยักหน้ารับนางนั่งรออย่างสงบภายในเกี้ยว ราวครึ่งชั่วยามผ่านไปจึงมีเสียงบอกว่าฉินกุ้ยเฟยเสด็จมาถึงแล้ว ร่างบางก้าวลงจากเกี้ยวเพื่อไปทำการคาราวะสตรีผู้สูงศักดิ์กว่า
“ถวายพระพรพระสนมเพคะ” จ้าวซูเซียวยอบกายลงเล็กน้อยเมื่อพบใบหน้างามแย้มยิ้มอ่อนหวานของฉินกุ้ยเฟยที่ก้าวลงจากเกี้ยวมาทักทายตน
“องค์หญิงอย่างได้เกรงใจเลย วันนี้ต้องรบกวนองค์หญิงไปกับข้าแล้ว”
“ิอานยินดียิ่งเพคะที่พระสนมไม่ลืมหม่อมฉัน”
“อ๋อจริงสิ ครั้งนี้นอกจากข้าและองค์หญิงยังมีพระสนมผิง พระสนมหรง พระสนมกังมาด้วย” จ้าวซูเซียวหันไปยอบกายให้พระสนมอีกสามนางที่ยื่นอยู่ด้านหลังฉินกุ้ยเฟย แต่ละนางยอบกายตอบกลับมาใบหน้าของพระสนมทั้งสามแม้จะงดงามแต่ไม่มีนางใดงดงามเทียบเท่าฉินกุ้ยเฟยเลย
“เดิมทีจะให้เ้าย้ายมานั่งเกี้ยวเดียวกับข้า แต่เพราะมีคนเพิ่มเข้ามาด้านในจึงคับแคบนักคงต้องให้องค์หญิงิอานนั่งอีกเกี้ยวจะสุขสบายกว่า”
“ิอานยินดีเพคะพระสนม” ฉินกุ้ยเฟยแย้มยิ้มพอใจที่จ้าวซูเซียวว่าง่าย
“เช่นนั้นเดินทางกันเถอะกว่าจะถึงวัดฝูเก๋อคงเป็ยามเที่ยงแล้ว” ฉินกุ้ยเฟยพูดเพียงเท่านั้นก็หมุนตัวเดินขึ้นเกี้ยวหลังใหญ่ตามด้วยพระสนมอีกสามนาง จ้าวซูเซียวเองก็หมุนตัวเดินกลับมาขึ้นเกี้ยวหลังเล็กของตน
ขบวนเสด็จดำเนินต่อไป วัดฝูเก๋ออยู่นอกเมืองหานตานพอสมควร อยู่บนเขาลูกเล็กลูกหนึ่งเป็หนึ่งในวัดหลวงที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และคนในวังมักชอบมากราบไว้ขอพรเป็ประจำ บรรยากาศทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยต้นไม่ร่มรื่นนอกจากนี้ยังมีศาลาพักเป็ระยะสร้างให้ชาวบ้านที่เดินเท้ามากราบไหว้ได้พักผ่อนเป็่ๆก่อนจะถึงวัด