
รวมถึงเธอที่ยังเผลอจ้องเขาอยู่นาน จนเขาร้องทัก “ปีจ้องผมทำไมครับ”
เมื่อรู้สึกตัวหญิงสาวเก้อเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มแย้มเป็ทางออก และชวนคุย “กำลังคิดอยู่ในใจน่ะสิว่ายชญ์ไปอยู่เมืองนอกมาตั้งหลายปี ไม่เคยได้รับข่าวคราวเลย...ไม่รู้ยัง...”
ปีวราหยุดไว้แค่นั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังชวนเขาย้อนไปยังเื่บางเื่ซึ่งอาจยังเป็าแรกเรื้อในใจอีกฝ่ายอยู่และเหมือนว่าเขาเองก็เข้าใจในสิ่งที่เธอค้างไว้ จึงตอบออกไปด้วยความเรียบเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งที่ล่วงมานาน
“อย่ารื้อฟื้นมันเลยครับ เื่มันผ่านไปแล้ว”
เขานิ่งอั้นไปชั่วขณะสีหน้าแปรเป็ขรึมเล็กน้อยแต่ก็ปรับให้เป็ปกติในไม่กี่นาที...เธอจับความรู้สึกได้ จึงรีบกลบเกลื่อนถอนความทรงจำไม่ดีต่อกันออกทิ้งไป และซักถามถึงเื่อื่น
“ถ้าอย่างนั้น ยชญ์เล่าให้ปีฟังหน่อยสิ ว่าไปอยู่ที่โน่นเป็ยังไงบ้างแล้วกลับมาั้แ่เมื่อไหร่กัน”
ชายหนุ่มจึงบอกกล่าวถึง่เวลาสองปีอย่างรวบรัดมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน...เขาไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหารตามคำสั่งของครอบครัว เมื่อไม่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ เที่ยวหนักกว่าเรียนไม่เป็โล้เป็พาย การเรียนจึงกระท่อนกระแท่น เงินทองที่ทางบ้านส่งให้ก็หนักไปทางสำเริงสำราญ สุดท้ายผลของมันก็คือ ‘จบเห่’
แต่เขาบอกกับเธอในสิ่งตรงกันข้ามว่า“พอผมจบปุ๊บ ที่บ้านก็เรียกตัวกลับทันทีไม่ปล่อยโอกาสให้ผมใช้เวลาระหว่างนี้มีชีวิตส่วนตัวบ้าง”เขาแสร้งถอนหายใจเบาๆ “ตอนนี้ผมก็เลยต้องเข้าไปช่วยพ่อกับแม่ดูแลบริษัท”
ชายหนุ่มฟุ้งถึงอาชีพทางบ้านแค่ไม่กี่ประโยคเพราะรู้ว่าความจริงส่วนนั้น มันกำลังจะกลายเป็อดีตและเกรงว่าผู้ที่รับฟังจะจับพิรุธได้...เขาจึงเปลี่ยนเป็ฝ่ายตั้งคำถามกับเธอในประโยคเดียวกันบ้าง
ปีวรา ‘นิ่ง’ คล้ายถูกจี้ไปยังจุดอ่อนซึ่งตัวเธอไม่เคยปริปากพูดกับใครในเื่ที่เกี่ยวกับทางบ้านสักราย...เพื่อนทุกคนไม่ว่าจะสนิทสนมขนาดไหนเธอก็เว้นระยะเื่ทางบ้านไว้ห่างไม่เคยปรึกษาหรือเล่าเกี่ยวกับความเป็ส่วนตัวให้เข้าหูใคร ดังนั้นเมื่อฝ่ายชายถามเธอจึงตอบสั้นๆแบบขอไปที
“ปีก็อยู่ช่วยงานที่บ้าน...สบายดี”
เธอเปลี่ยนเื่กลับมาซักถามเขาต่อ...เขาจึงเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเองในทางบวกว่า“พ่อผมรู้จักกับครอบครัวเ้าบ่าวทางฝั่งนั้นเขาเป็บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่รู้จักคนกว้างขวางเต็มไปหมด...พ่อผมสนิทสนมกับคนในหลายคน เมื่อลูกชายเ้าของบริษัทจะแต่งงานทั้งทีถ้าไม่มางาน ก็ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน”
“แล้วท่านไม่ได้มาด้วยตัวเองหรือคะ”
คำถามแสนจะธรรมดาแต่ทำให้ผู้ถูกถามชะงักฉับพลัน พูดแก้เก้อด้วยความไว “พอดีท่านไม่ค่อยสบายครับ ผมก็เลยมาแทน”
เมื่อเธอเผลอเขาจึงลอบถอนหายใจเล็กน้อย...ในเมื่อความจริง การแต่งงานอันยิ่งใหญ่เอิกเกริกในค่ำคืนนี้ผู้เป็บิดาของเขา มิได้รู้จักมักจี่อย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใดอาศัยว่าข่าวการแต่งงานที่แพร่สะพัดทางสื่อสิ่งพิมพ์เป็ที่กล่าวถึงในวงสังคมเขาจึงนำข้อมูลที่พอรู้ สวมรอยในการมาร่วมงานแต่งก็เท่านั้น
เื่ที่พ่อป่วยจึงเป็สิ่งที่โกหกทั้งเพ!
เหตุผลที่เขาทำเช่นนี้มีอยู่ประการเดียว...คือเขา้าหาหนทางกลับมาใกล้ชิดปีวราโดยมีจุดประสงค์บางอย่างเกี่ยวกับตัวเธอ ดังนั้นเมื่อทราบความคืบหน้าจากเหมือนแพรว่าปีวราจะมาร่วมงานแต่งในคืนนี้ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเธอทางโทรศัพท์นัดพบกับเธอก่อนเข้าไปในงาน
เพื่อ้ากลับมาสานสัมพันธ์ที่ถูกสะบั้นอย่างไม่ใยดีด้วยวิธีการเอาคืน!
..............................................
การกลับมาพบกันอีกครั้งเป็ความดีใจของปีวรา ในทำนองเดียวคือเคยรู้จักชิดเชื้อ ไม่ได้คิดเป็อื่นมากกว่านั้น...แต่สำหรับยชญ์มันเป็ความดีใจเช่นกัน แต่ในแง่ที่จะได้แนบชิดอิงแอบ มอบ ‘ความสุขสม’ บางอย่างให้กับเธอ
ดังนั้นเมื่อทั้งสองเดินผ่านโถงกลางขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่จัดงานเลี้ยงตามกลุ่มบุคคลทั้งหลายที่ทยอยมาร่วมความยินดีกับเ้าของงาน ยชญ์ถือโอกาสโอบรอบเอวเธอถึงเนื้อถึงตัวเธอ แสดงความคุ้นเคย เพื่อโอกาสอันเหมาะเจาะกับแผนการในหัว
แล้วมันก็เข้าทาง เป็ไปอย่างราบรื่นเมื่อถึงโค้งประตูซึ่งจัดซุ้มดอกไม้ด้านหน้าคู่บ่าวสาวกับญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย กำลังยืนต้อนรับแขก
เ้าบ่าวสวมชุดทักซิโดสีดำเสื้อเชิ้ตตัวในสีขาว ผูกเนกไทสีดำมีลายเดินเส้นพอเหมาะคอเสื้อที่ยาวลงมาเป็รูปตัววี ทำให้่ไหล่เด่นขึ้น เมื่อผนวกกับความสูงสมส่วนเข้ากับสรีระนับได้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นนับเป็เ้าบ่าวที่น่าจัดอันดับต้นๆเื่ของความหล่อเหลาเอาการ...ส่วนพราวฝันผู้เป็เ้าสาวสวมชุดสีขาว โชว์ผิวขาวละเอียดเหนือเกาะอก ซึ่งประดับลายลูกไม้ฉลุเป็แผงบางส่วนก็ปักเลื่อมพราวเป็ประกายวาวไปทั้งชุด
หากดูผิวเผิน...คนทั้งคู่ช่างดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก
ปีวราตรงเข้าไปทำความเคารพผู้าุโไม่เห็นเหมือนแพรผู้เป็เพื่อนยืนอยู่บริเวณนั้น จึงทักทายกับน้องสาวของเพื่อนซึ่งยืนยิ้มหวานฉ่ำประกายตาบ่งถึงความสุข
“ยินดีด้วยนะคะน้องพราว ขอให้มีความสุขมากๆ”
ผู้เป็เ้าสาวรู้จักเธอเพียงผิวเผินจึงเอ่ยขอบคุณพอเป็พิธี พร้อมยิ้มพรายให้อีกครั้งก่อนจะหันไปกล่าวสวัสดีกับแขกผู้มาใหม่ ซึ่งเป็คุณหญิงคุณนาย
หญิงสาวจึงเลี่ยงจากบริเวณนั้นเหลียวไปทางโต๊ะด้านหน้า ยชญ์ไปยืนลงชื่อของแขกพร้อมกับรับของชำร่วยเขาปรายตามาทางเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะควักกล่องขนาดจิ๋วห่อกระดาษสีบรอนซ์ทองผูกริบบิ้นยื่นให้กับสาวสวยตรงหน้า
เธอจึงนึกได้ว่ากล่องนั้นน่าจะเป็ของขวัญจากบิดาชายหนุ่ม...เธอจึงเปิดกระเป๋าสะพายซึ่งคล้องไว้ที่ไหล่หยิบกล่องขนาดใกล้เคียงกับของเขา ยื่นให้สาวสวยตรงหน้าเช่นกัน โดยหารู้ไม่ว่าในกล่องของขวัญจากมือยชญ์เป็เพียงกล่องเปล่าซึ่งชายหนุ่มอุปโลกน์ขึ้นมาก็เท่านั้น มิได้บรรจุของมีราคาค่างวดแต่อย่างใด
เธอไม่รู้สักนิดเลย ว่ากล่องของขวัญที่ยชญ์เตรียมมาก็เป็แค่ฉากหน้าที่เขาอำพรางตนไว้
ทั้งคู่เสียเวลาอยู่หน้างานไม่นานจึงเข้าไปด้านใน...ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ซึ่งจุคนได้หลายพันบัดนี้ทั้งห้องเต็มไปด้วยแเื่จำนวนมาก และผู้คนในนั้นจำนวนหนึ่งเป็สื่อมวลชนที่มารอทำข่าวการแต่งงานครั้งใหญ่เต็มไปหมด
ปีวรามองเห็นเหมือนแพรอยู่ไม่ไกลนัก...เธอกำลังยืนคุยอยู่กับใครบางคนเยื้องไปทางหน้าเวทีตรงกลางเมื่อเพื่อนสนิทมองเห็นเธอ ก็รีบผละจากจุดโน้นตรงเข้ามาหา
ทว่าชายหนุ่มผู้ยืนสนทนากับเหมือนแพรนั่นต่างหากที่กำลังเป็เป้าสายตาของปีวรา...เมื่อเขาหมุนตัวหันมามองตาม
เขาคือคนเดียวกับผู้ชายที่เธอพบหน้าสองครั้งเมื่อชั่วโมงก่อน!
ความคุ้นตากระจ่างขึ้นมาแต่ก็เป็เพียงแสงสว่างรำไร...จนกระทั่งเหมือนแพรเดินมาถึง “นึกว่าปีหายตัวไปอยู่ซะที่ไหนแพรโทร.หาตั้งหลายรอบ แต่ก็ต่อสายไม่ติดเลย”
ปีวราจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองปิดเครื่องเอาไว้เอ่ยขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ “ตายจริง! ลืมสนิทเลยว่าปิดเครื่องไว้”
“ไม่เป็ไรตอนแรกปีเองก็ติดต่อเราไม่ได้เหมือนกัน ต้องขอโทษด้วยนะ”เหมือนแพรเองก็รู้สึกผิด ด้วยก่อนหน้านี้โทรศัพท์ของเธอนั้นตกกระแทกพื้นจึงติดต่อกันไม่ได้ กว่าจะได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ จึงเสียเวลาโทร.นัดกันพอดู
“ถือว่าหายกัน” ปีวรายิ้มหลังจากได้ข้อสรุป
สองสาวทักทายกันอีกไม่กี่คำ ปีวราเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้มางานตามลำพัง มียชญ์ยืนรั้งท้าย จึงหันไปแนะนำเพื่อนชาย “นี่แพร...ไม่รู้ยชญ์ยังจำแพรได้ไหม”
เหมือนแพรยิ้มทักทายกำลังจะเอ่ยทัก แต่ฝ่ายชายก็รีบดักคอขึ้นเสียก่อน “จำได้สิครับ...แพรนี่ล่ะที่เป็คนบอกว่าปีจะมางานแต่งคืนนี้แล้วผมก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของปีมาจากแพร”
เหมือนแพรจึงชวนยชญ์คุยไม่กี่คำตามมารยาทเพราะไม่ถึงกับสนิทสนมกันเท่าไหร่นัก...การติดต่อมาถามถึงเบอร์โทรศัพท์ของปีวราในวันก่อนยังแอบทำให้เหมือนแพรนึกฉงนใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยจึงให้เบอร์และส่งข่าวการมากรุงเทพฯของปีวราโดยไม่ปิดบัง
“วันนี้แพรดูซูบไปหน่อยนะ”
ปีวราทักเพื่อนอย่างที่รู้สึกแต่คำพูดของเธอกลับทำให้อีกฝ่ายหน้าเจื่อน ประกายตามีความเหนื่อยล้า อ่อนแรงแฝงตัวยิ้มที่คล้ายเบิกบานจึงหุบเม้มไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ผู้ถูกทักก็ตอบแบบอ้อมแอ้มไปว่า“พอดีแพรไม่ค่อยสบายเหมือนจะเวียนหัวหน่อยๆน่ะ...ต้องขอโทษด้วยนะ คืนนี้อาจจะดูแลปีได้ไม่เต็มที่แต่ยังไงซะ ก็ขอบคุณมาก ที่อุตส่าห์สละเวลาขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เราสองคนเป็เพื่อนกันนะ”
คำตอบของปีวราทำให้เหมือนแพรอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบอย่างรู้สึกขอบคุณก่อนที่จะหันไปยังชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อนรัก “ขอบคุณนะคะคุณยชญ์”
“ยินดีครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ เหมือนแพรจึงก้มหัวรับความหวังดีนั้นและเอ่ยขอตัวอีกครั้ง เมื่อมีหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งดูแลความเรียบร้อยของงานมาตามตัว
“ถ้ายังไงเดี๋ยวแพรขอตัวก่อนนะปีกับคุณยชญ์ตามสบายนะคะ”
“อ้าวแพร! เดี๋ยวสิ”ปีวรายังอยากชวนคุยต่อ ใจนึกอยากถามถึงผู้ชายที่เพิ่งยืนคุยกับเหมือนแพรเมื่อครู่หมาดๆแต่แล้วคำถามนั้นก็ถูกเก็บไว้ข้างในตามเดิม
เหมือนแพรผละออกไปจากที่ตรงนั้นแล้วยชญ์จึงเข้ามายืนขนาบข้างตามเดิม “ปีจะรับเครื่องดื่มอะไรดี เดี๋ยวผมจะเรียกบริกรให้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา ขณะที่ ‘ปากว่ามือถึง’ ด้วยการถือวิสาสะเข้ามาโอบรอบเอวเธอราวกับเป็คนรักกัน...แต่เธอก็มิได้ขัดขืนเพียงแค่ปรายตามองด้วยท่าทางอึดอัด หวังให้เขารับรู้แต่ดูเหมือนว่ายชญ์จะทำเป็มองเมินไปทางอื่น คล้ายกับว่าการกระทำแบบถึงเนื้อถึงตัวเป็สิ่งที่ตัวเขาไม่ได้เจตนา
แต่ปีวราไม่ใช่คนโง่...เธอรู้ว่านี่เป็นิสัยข้อหนึ่งของพวกคนเ้าชู้
จึงแอบนึกในใจเหมือนกันว่ายชญ์กำลังจะมาไม้ไหน ถึงได้ประพฤติตัวว่าสนิทสนมเช่นนี้ทั้งที่เื่ความสัมพันธ์ฉันท์คนรักระหว่างเธอกับเขา มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเธอก็คิดว่ามันไม่มีวันเป็ไปได้
เพราะอะไรน่ะหรือ...หัวใจเธอมีคำตอบมาั้แ่ยังอายุสิบสองแล้ว!
“ปีขอคอกเทลก็พอค่ะ”
เมื่อเอ่ยปากบอกรายการเครื่องดื่มที่้ากับชายหนุ่มข้างตัว...เธอจึงเหลียวกลับไปมองยังจุดเดิมที่ชายหนุ่มผู้นั้นยืนอยู่แต่ก็ไม่พบร่างเขาคนนั้นแล้ว
ครั้นหมุนตัวกลับมาอีกครั้งอีกฝั่งหนึ่งข้างเวที ไกลออกไปพอสมควร กลับปรากฏสายตาคมคายคู่นั้นกำลังจับจ้องมาทางเธอ