จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 34 ระเบิด! ระเบิด! และระเบิด!

                หลายวันต่อมาไป๋หยุนเฟยทุ่มเทฝึกปรืออย่างหนักเท่าที่มันจะทำได้ในระหว่างที่‘ปิดประตูฝึกตน’

                มันเข้าสมาธิศึกษาวิธีการควบคุมจุดชีพจร‘พื้นฐาน’ทั้งหลายเกือบตลอดเวลาและยามค่ำคืนก็ไม่ปล่อยเวลาโดยสูญเปล่าเช่นกัน แทนที่จะนอนหลับมันกลับทุ่มเทเวลาเพิ่มพูนพลังวิญญาณเนื่องเพราะไป๋หยุนเฟยใช้เวลาช่วงกลางวันศึกษาจุดชีพจรอยู่ตลอดเวลาจึงไม่มีเวลาที่จะเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้กระนั้นมันกลับมีวิธีการเฉพาะที่จะเพิ่มพูนพลังวิญญาณโดยไม่ยากเย็น!

                วิธีการนี้ก็คือการใช้กระบวนการอัพเกรดไอเทมยามนี้มันพักอยู่ในหมู่บ้านใกล้กับบ้านของหลี่เฉิงเฟิงจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอันตรายเมื่อมันหมดสติไปดังนั้นมันจึงใช้กระบวนการอัพเกรดเพื่อสูบพลังวิญญาณออกจากร่างจนหมดสิ้นทุกคืนวันต่อมาเมื่อตื่นขึ้นพลังวิญญาณก็เพิ่มพูนขึ้นแล้ว --- ช่างสะดวกสบายนัก

                กระนั้นกลับมีปัญหาอยู่บ้างนั่นคือเพียงไม่กี่วันสิ่งของมากมายที่เก็บไว้ในแหวนช่องมิติกลับถูกใช้ไปแทบหมดสิ้นสิ่งของทั่วไปเกือบทั้งหมดก่อนจะอัพเกรดถึงระดับ +10ล้วนถูกทำลายกลับกลายเป็นเศษผงโลหะกองพะเนินราวกับอยู่มานับปีไม่ถ้วนแล้ว

                ต่อมาไป๋หยุนเฟยไม่มีทางเลือกได้แต่เปลี่ยนวิธีการก่อนเข้านอนมันจะฝึกฝนเคล็ดควบคุมร่างกายหรือไม่ก็เคล็ดวิญญาณเพื่อใช้พลังวิญญาณส่วนใหญ่ออกไปจากนั้นค่อยใช้กระบวนการอัพเกรดสูบพลังวิญญาณที่เหลือให้หมดสิ้นด้วยเหตุนี้ทุกค่ำคืนมันจะ‘กระโดดโลดเต้น’ราวคลุ้มคลั่งก่อนจะเข้านอน ชาวบ้านที่ไม่ทราบเป็นความนัยคาดว่าเป็นเพราะมันมีพลังส่วนเกินมากไปแม้กระทั่งท่านป้าผู้หนึ่งยังหวังดีจะแนะนำสตรีแก่มันหวังว่าจะช่วยได้...

                ถึงกระนั้นผลลัพธ์ของ‘การฝึกฝนอันหนักหน่วง’ก็คือ เมื่อผ่านไปเจ็ดวันไป๋หยุนเฟยสามารถควบคุมจุดชีพจรหลายจุดบนแขนทั้งสองข้างได้พอที่จะใช้พลังหมัดเก้าทบได้โดยไม่ต้องทรมานจากผลข้างเคียงมากนักในที่สุดมันก็บรรลุเป้าหมายแรกได้ขั้นต่อไปคือฝึกฝนจุดชีพจรบนขาทั้งสองข้างจากนั้นจึงเริ่มฝึกท่าเท้าเหยียบคลื่น

                พลังวิญญาณของไป๋หยุนเฟยเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอราววันละยี่สิบหน่วยยามนี้ผ่านไปสิบสองวันนับจากวันที่บรรลุด่านวีรชนวิญญาณห้าวันแรกที่ใช้ไปกับการเดินทางจากเมืองลั่วซีมาที่หมู่บ้านมันเพียงใช้เคล็ดฝึกปรือวิญญาณเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณหลังจากผ่านไปอีกเจ็ดวัน ยามนี้พลังวิญญาณของมันมีราวหนึ่งพันห้าร้อยแต้ม ไป๋หยุนเฟยคาดว่าขอบเขตของระดับกลางด่านวีรชนวิญญาณสมควรอยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยแต้มหรืออีกนัยหนึ่งก็คืออีกไม่กี่วันไป๋หยุนเฟยจะบรรลุระดับกลางด่านวีรชนวิญญาณแล้ว 

                สำหรับสิ่งของทั้งหลายแม้ว่าโอกาสอัพเกรดสำเร็จจะมีเพียงน้อยนิดแต่หลังการอัพเกรดมากมายหลายครั้งมันก็ได้รับสิ่งของที่ผ่านการอัพเกรดระดับ +10ถึงสิบกว่าชิ้นเช่น ดาบ กระบี่และพลอง 

                อาจบางทีเพราะได้แรงบันดาลใจจากไป๋หยุนเฟยหลี่เฉิงเฟิงจึงฝึกปรืออย่างเอาเป็นเอาตายเช่นกันมันถึงกับมีเวลาให้กับหลิงเอ๋อร์ที่รักน้อยลงกระนั้นหลิงเอ๋อร์ก็สมเป็นยอดภรรยาถึงกับไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียวนางกระทั่งยังมีทีท่าปลาบปลื้มยามที่มองดูสีหน้าเบิกบานของสามียามที่ฝึกฝีมือร่วมกับไป๋หยุนเฟย

                ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะมาถึงหมู่บ้านไม่นานหลี่เฉิงเฟิงก็บรรลุด่านปัจเจกวิญญาณได้แล้วยามนี้มันฝึกปรือเคล็ดควบคุมกระดูกโลหิตและวิชาระลอกคลื่นที่เพิ่งได้รับมาทั้งยังเพิ่มพูนพลังวิญญาณด้วยการฝึกปรือถึงอย่างนั้นเพียงผ่านไปสองวันแรกมันกลับทะลวงผ่านระดับกลางด่านปัจเจกวิญญาณได้แล้วพลังของมันนับว่าเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยยังประหลาดใจหากหลี่เฉิงเฟิงมีทางลัดในการเพิ่มพูนพลังวิญญาณเช่นกระบวนการอัพเกรดเล่า...

                ยามบ่ายวันนี้ไป๋หยุนเฟยเข้าไปยังป่าในภูเขาหลังหมู่บ้านเพียงผู้เดียวเลือกสถานที่อันสันโดษนั่งขัดสมาธิ --- ยามนี้มันต้องการทำสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง--- อัพเกรดสิ่งของ --- อัพเกรดสิ่งของระดับ +10!

                ตลอดมาไป๋หยุนเฟยตัดสินใจให้ระดับ+10 เป็นขีดจำกัดสูงสุดที่จะอัพเกรด แต่ยามนี้มันมีสิ่งของ +10 ไม่น้อยจึงตัดสินใจอัพเกรดไปสู่ระดับที่สูงกว่าเพื่อที่จะศึกษาข้อมูลของกระบวนการอัพเกรดเพิ่มเติมอย่างไรเสียนี่ก็เป็นเพียงสิ่งของทั่วไปต่อให้ระเบิดสลายไปมันก็ไม่นำพา

                หลังจากสูดลมหายใจแผ่วเบาไป๋หยุนเฟยจึงพลิกข้อมือมีดสั้นก็ปรากฏอยู่ในมือ

                “เริ่มจากมีดสั้น+9 นี่เถอะ... อัพเกรด”

                “อัพเกรดสำเร็จ”

                “ระดับไอเทม: ธรรมดา”

              “ระดับการอัพเกรด:+10”

                “……”

                ข้อมูลที่ปรากฏในความคิดสร้างความยินดีแก่ไป๋หยุนเฟยยิ่ง“นับว่าโชคดีนัก อัพเกรดคราแรกก็สำเร็จแล้ว เช่นนั้นอัพเกรดต่อไปเถอะ...”

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

              “ไอเทมถูกทำลาย”

                ได้เห็นมีดสั้นในมือกลับกลายเป็นเศษผงโลหะไป๋หยุนเฟยก็ผิดหวังอยู่บ้าง

                “โธ่เอ๋ย!อย่างที่คาด นับว่าสำเร็จไม่ง่ายจริงๆ...”

                มันจึงหยิบมีดสั้น+10 อีกเล่มออกมา

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

              “ไอเทมถูกทำลาย”

                มันหยิบมีดสั้น+10 ออกมาอีกเล่ม

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

                อีกเล่ม...

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

                “……”

                ……

                “ทุ่มเทให้หมดสิ้นเถอะ!ครานี้ข้าต้องทำให้สำเร็จ ลองอัพเกรดเข็มเงินวิญญาณน้ำแข็งนี้เถอะ!”

                “อัพเกรด!”

                “……”

                ……

                ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปปรากฏผงโลหะกองใหญ่อยู่เบื้องหน้าไป๋หยุนเฟย มันกัดฟันกรอดขณะมองดูดาบยาวสามเชียะในมือด้วยสีหน้าขุ่นแค้น

                            “ระดับไอเทม: ธรรมดา”

                       “ระดับการอัพเกรด: +11”

                       “พลังโจมตี: 31”

                       “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 56”

                       “ผลเพิ่มเติมสำหรับ +10: เมื่อจู่โจมมีโอกาส 3%ที่จะกระแทกศัตรูถอยหลัง”

                       สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 30 แต้ม

                ดาบใหญ่เล่มนี้จะเป็นสิ่งใดหากไม่ใช่ดาบที่มันใช้ต่อสู้กับหัวหน้าหอจงรอยบิ่นยังคงอยู่บนคมดาบอีกทั้งตัวดาบยังปรากฏรูที่ถูกหนามธารน้ำแข็งทะลวงผ่าน

                หลังจากจับจ้องดาบใหญ่อยู่เนิ่นนานในที่สุดไป๋หยุนเฟยอดไม่ได้ต้องยืนขึ้นอย่างขุ่นแค้นมันโยนดาบลงพื้นอย่างดุดันและตะโกนด่าทอ “มารดาเจ้าเถอะ! ข้าทำอันใดผิด?! สิ่งของธรรมดาระดับ+10 ทั้งห้าชิ้นและกระทั่งเข็มเงินวิญญาณน้ำแข็งทั้งสองเล่มล้วนถูกทำลาย!นั่นเป็นวัตถุวิญญาณ! นั่นเป็นถึงวัตถุวิญญาณเชียวนะ บัดซบ!ทั้งสองเล่มล้วนถูกทำลาย! แต่ที่อัพเกรดสำเร็จกลับมีเพียงดาบผุพังเล่มหนึ่ง?!”

                “บัดซบ!บัดซบ!”

                ยิ่งครุ่นคิดไป๋หยุนเฟยก็ยิ่งพลุ่งพล่านดาลเดือดมันยกดาบขึ้นและคำรามเสียงต่ำ “อัพเกรด!”

                “อัพเกรดล้มเหลว”

              “ไอเทมถูกทำลาย”

                ดาบเล่มใหญ่กลับกลายเป็นผงโลหะล่องลอยลงสู่พื้นทิ้งไว้เพียงมือที่ว่างเปล่า

                สีหน้าไป๋หยุนเฟยแข็งค้างไปชั่วครู่จากนั้นกลายเป็นบิดเบี้ยวปั้นยากดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยสายเลือด มันสะบัดข้อมือหนามธารน้ำแข็งก็ปรากฏในมือ

                “ข้าข้า...”

                เนื่องเพราะมันบีบหนามธารน้ำแข็งเอาไว้แน่นมือจึงขาวซีดปรากฏเส้นเลือดดำปูดขึ้น ทั้งร่างมันสั่นระริกไม่หยุด

                สีหน้าไป๋หยุนเฟยแปรเปลี่ยนกลับกลายหลังจากพลุ่งพล่านราวชั่วน้ำเดือดในที่สุดก็ระงับสติอารมณ์ลงได้มันทรุดนั่งลงกับพื้นอีกคราอย่างหดหู่เก็บหนามธารน้ำแข็งเอาไว้แล้วมองไปยังกองเศษผงโลหะตรงหน้าอย่างซึมเซา

                ผ่านไปเนิ่นนานราวกับนึกบางอย่างออก ไป๋หยุนเฟยพลิกข้อมือก็ปรากฏของสิ่งหนึ่งในมือ ---สิ่งนี้มีเหลี่ยมมุม สีแดงน่าหลงใหลและเย็นเฉียบ ---จะเป็นสิ่งใดหากไม่ใช่ก้อนอิฐเล่า!

                ไป๋หยุนเฟยมีความรู้สึกอันพิเศษพิสดารต่อก้อนอิฐทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะมันอัพเกรดก้อนอิฐเป็นระดับ +10 โดยไม่ตั้งใจจากนั้นจึงจู่โจมหมาป่าวิบัติได้โดยกะทันหันและฆ่ามันเพื่อเอาชีวิตรอดดังนั้นแล้วจึงเก็บก้อนอิฐไว้ในแหวนช่องมิตอมาตลอดแม้จะไม่ใช่อิฐก้อนนั้นแต่ก็นับเป็นสิ่งที่

                “ฮ่า...”ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเย้ยหยันตนเอง สั่นศีรษะเล็กน้อยแล้วคิดในใจ “อัพเกรด...”

                “อัพเกรดสำเร็จ”

                “เอ่อ...”สีหน้าไป๋หยุนเฟยแข็งทื่อ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับความสำเร็จครานี้มากนักมันคิดในใจอีกคราด้วยท่าทีท้อแท้ “อัพเกรด” 

               “อัพเกรดสำเร็จ”

                “ข้า...อัพเกรดอีกครา!” สีหน้าไป๋หยุนเฟยแปรเปลี่ยนไป มันคำรามราวคลุ้มคลั่ง

                “อัพเกรดสำเร็จ”

                “…… … …”

                “……”

                หลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ทำเช่นเดียวกับเมื่อครู่ มันยืนขึ้นอย่างขุ่นแค้นขว้างก้อนอิฐลงพื้นอย่างดุดัน กระทืบเท้าตะโกนด่าทอ

                “มารดาเจ้าเถอะ!เจ้าล้อข้าเล่นหรือไร?!?!?!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน