แสงสุดท้ายทอดยาวผ่านชายคาเรือนศิษย์ใหม่ ราวแพรทองบางเบาที่ถูกปล่อยให้ไหลพาดผ่านระเบียงไม้และพื้นหินเรียบ เสียงผู้คนในเรือนสายศึกค่อย ๆ ซาลงทีละส่วน หลังผ่านการฝึก่เช้าอันหนักหน่วงกับการพัก่บ่ายอันแสนสั้น ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรีบเตรียมตัวสำหรับการฝึกยามค่ำ บ้างฝึกโคจรลมปราณ บ้างเร่งเคี้ยวเม็ดยา บ้างแอบนั่งนวดขาที่เมื่อยล้าด้วยสีหน้าขมขื่น
ภายในห้องพักเล็กของตน
อี้ซินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากสมาธิ
ไอน้ำสมุนไพรในถังไม้เบื้องหน้าเจือจางลงแล้ว
น้ำสีเขียวทองที่เดิมร้อนจัด บัดนี้กลับคล้ำขุ่นไปหลายส่วน ประหนึ่งมันได้ดึงเอาสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกของเขาออกมาจริงดังคำบอกของฝ่ายโอสถ
อี้ซินผุดลุกขึ้นจากถังอย่างช้า ๆ
หยดน้ำไหลตามแผ่นหลังและหัวไหล่ลงสู่พื้นไม้เป็สาย
ร่างกายของเขาเวลานี้ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง
มิใช่ว่าเบาสบายจนไร้น้ำหนัก
หากเป็ความรู้สึกแน่นกระชับ ประหนึ่งกล้ามเนื้อทุกมัดถูกขัดเกลาใหม่อีกครา รอยช้ำในที่เดิมยังหน่วงอยู่ลึก ๆ กลับเบาบางลงเกินครึ่ง าแภายนอกซึ่งยังเหลือรอยแดงก็แห้งเร็วกว่าเดิมอย่างชัดเจน
เขายกมือขึ้นกำเบา ๆ
กล้ามเนื้อปลายแขนเกร็งรับกันอย่างเป็ธรรมชาติ
ลมปราณในร่างหมุนเวียนลื่นไหลกว่าก่อนลงถัง
เห็นได้ชัดว่าผงชำระกระดูกมิใช่สิ่งธรรมดา
และยิ่งชัดขึ้นอีกว่าคำเตือนของมู่หรงเยว่มิได้เกินจริงแม้แต่น้อย
หากเขาเททั้งห่อลงไปในคราวเดียว ด้วยสภาพร่างกายและชีพจรที่ยังไม่เสถียรเช่นนี้ เกรงว่าผลจะมิใช่การชำระกระดูก หากเป็การแผดเผาเส้นเอ็นเสียมากกว่า
อี้ซินหยิบผ้าแห้งขึ้นซับกายช้า ๆ ดวงตานิ่งลึก
คำพูดของมู่หรงเยว่่กลางวันยังดังชัดในหัว
“หลังยามโหย่ว หากเ้ายังรู้สึกลมปราณฝืดหรือปวดลึกขึ้น จงมาที่หอฝ่ายโอสถ”
เขามิใช่คนที่ชอบพึ่งผู้อื่น
ยิ่งไม่ใช่คนที่จะเชื่อใจผู้ใดง่าย ๆ
ทว่าโลกยุทธ์มีหลักอยู่ข้อหนึ่ง
ผู้ใดรู้ยามใดควรแข็ง
ผู้ใดรู้ยามใดควรถาม
ผู้นั้นย่อมตายยากกว่าคนหัวแข็งโดยไร้ปัญญา
อี้ซินไม่คิดยัดเม็ดยาบำรุงลมปราณเข้าปากโดยอาศัยการคาดเดาของตนเอง หากทำพลาดแม้เพียงน้อย ผลเสียย่อมไม่คุ้ม
เขาสวมเสื้อในใหม่ ชุดครามของศิษย์ใหม่ให้เรียบร้อย แล้วเก็บเม็ดยา ขวดหยก และถุงผงส่วนที่เหลือเข้าชายเสื้อ จากนั้นจึงผลักประตูห้องออก
ค่ำลงแล้ว
ลมยามสนธยาพัดผ่านระเบียง เกิดเสียงแ่เบาระหว่างใบสนกับกระเื้ัคา แสงจันทร์แรกค่ำค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือยอดหอทางทิศตะวันออก เงาของสำนักเมฆาครามพลันเปลี่ยนไปจากยามกลางวัน จากเรือนฝึกอันครึกครื้น กลายเป็โลกสงบลึกที่ซ่อนความเยียบเย็นและความลับเอาไว้ในทุกเงามืด
หอฝ่ายโอสถตั้งอยู่ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสำนัก
ระหว่างทางผ่านระเบียงหินทอดยาวและสวนสมุนไพรขนาดย่อมหลายแห่ง กลิ่นหอมของรากไม้ ใบแห้ง ดอกยา และน้ำต้มโอสถลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ ไม่ฉุนแรงจนแสบจมูก หากนุ่มลึก ชวนให้จิตใจสงบลงอย่างประหลาด
อี้ซินเดินไปอย่างเงียบงัน
ฝีเท้ามั่นคงไม่เร่งไม่ช้า
ระหว่างทางมีศิษย์ฝ่ายโอสถบางคนเดินสวนมา เมื่อพบเขาในชุดศิษย์ใหม่สายศึก ต่างก็ลอบมองอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากทัก เห็นได้ชัดว่าฝ่ายโอสถกับฝ่ายสายศึกหาได้มีบรรยากาศเหมือนพวกพ้องสายเดียวกันนัก คล้ายคนละโลกที่บังเอิญตั้งอยู่ในสำนักเดียวกันเสียมากกว่า
เมื่อพ้นแนวสวนสมุนไพรชั้นนอก
หอฝ่ายโอสถหลักก็ปรากฏแก่สายตา
ตัวหอเป็อาคารสามชั้นสร้างด้วยไม้เข้มสลับหินอ่อน หลังคาโค้งยกชายขึ้นงดงามสมฐานะ หน้าต่างแต่ละบานเปิดแง้มไว้บางส่วน เผยให้เห็นแสงตะเกียงนวลสีทองส่องลอดออกมาเป็สาย กลิ่นยาเข้มข้นกว่าด้านนอกหลายส่วน แต่แปลกที่มิได้ทำให้รู้สึกหนักอึ้ง กลับชวนให้คิดถึงป่าลึกหลังฝนแรกเสียมากกว่า
ใต้ชายคาชั้นหนึ่ง มีโคมไฟหกใบแขวนเรียงกัน
แสงส้มอ่อนสะท้อนป้ายไม้ที่สลักคำว่า “หอเมฆาโอสถ” อย่างประณีต
อี้ซินหยุดยืนตรงหน้าบันไดหินชั่วครู่
ลึกในใจเขาหาได้สงบสนิท
เพราะเขารู้ดีว่าการมาพบมู่หรงเยว่ในยามค่ำเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้คนมองเขาแปลกไปอีกส่วนหนึ่ง
แต่นั่นหาใช่สิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญอยู่ที่นางมองเห็นอะไรในร่างเขา
และเขาจะเปิดให้เห็นได้มากเพียงใด โดยยังไม่ทำให้ตนตกอยู่ในมือผู้ใด
อี้ซินก้าวขึ้นบันไดหินไปจนถึงหน้าหอ
ยังไม่ทันจะเอ่ยถาม ศิษย์ฝ่ายโอสถผู้หนึ่งซึ่งกำลังจัดสมุนไพรอยู่ข้างประตูก็เงยหน้าขึ้นมองเสียก่อน
เขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างผอม สูงโปร่ง ท่าทางสะอาดสะอ้าน พอเห็นอี้ซิน ดวงตาก็ฉายความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“ท่านคือศิษย์ใหม่ชื่ออี้ซินกระมัง”
อี้ซินพยักหน้า “ใช่”
อีกฝ่ายวางสมุนไพรในมือลง แล้วประสานมือเล็กน้อย
“ศิษย์พี่มู่สั่งไว้แล้ว หากท่านมา ให้ขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองห้องด้านตะวันออก”
อี้ซินได้ยินดังนั้น ดวงตาจึงไหววูบหนึ่ง
นาง...สั่งไว้แล้วจริง ๆ
ราวกับมั่นใจว่าเขาจะมา
“ขอบใจ”
ศิษย์ฝ่ายโอสถผู้นั้นรีบหลีกทางให้ทันที แต่ก่อนอี้ซินจะก้าวผ่าน เขากลับอดกระซิบเตือนเบา ๆ มิได้
“ศิษย์พี่มู่ไม่ชอบให้ผู้ใดเสียเวลา หากท่านจะเข้าไป ขอจงพูดตรงและอย่าอ้อมค้อม”
อี้ซินเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบเรียบ
“ข้าก็ไม่ชอบอ้อมค้อมเช่นกัน”
ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มบางอย่างขำ ๆ ออกมา
ทางขึ้นชั้นสองของหอฝ่ายโอสถปูด้วยไม้หอมสีเข้ม
ยามก้าวเดิน เสียงฝีเท้าเบาจนแทบมิได้ยิน ตามผนังมีชั้นวางขวดหยก กล่องไม้ และม้วนตำราวางเป็ระเบียบ กลิ่นหอมสะอาดของเครื่องยาแทรกอยู่ทุกอณูอากาศ กระทั่งจิตใจที่ผ่านการฆ่าฟันและวางแผนตลอดวัน ยังพลอยสงบลงได้โดยไม่รู้ตัว
อี้ซินเดินไปตามทางระเบียงจนถึงด้านตะวันออก
ตรงนั้นมีฉากไม้แกะลายกลีบบัวตั้งอยู่ข้างบานประตูเลื่อนแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง แสงตะเกียงสีอ่อนส่องลอดออกมาจากภายใน เสียงน้ำเดือดเบา ๆ ดังสม่ำเสมอราวสายฝนโปรย
เขาหยุดยืนหน้าประตู
ยกมือขึ้นเคาะเบา ๆ สองครั้ง
“เข้ามา”
เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านใน
อ่อนนุ่ม
ใสสะอาด
ฟังดูเหมือนไม่ได้ออกคำสั่ง แต่กลับทำให้ผู้ฟังไม่อาจเมินเฉยได้
อี้ซินเลื่อนประตูเข้าไปช้า ๆ
ห้องด้านในกว้างกว่าที่เขาคิด โต๊ะไม้ยาวตั้งเรียงไปตามแนวหน้าต่าง ข้างฝามีชั้นวางสมุนไพรหายากหลายชั้น ขวดหยกนับสิบวางเรียงสะท้อนแสงตะเกียงเป็ประกายบาง ๆ ตรงกลางห้องมีฉากไหมสีอ่อนกั้นเป็ส่วนพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง ข้างหน้าฉากนั้นตั้งเตาเล็กซึ่งกำลังต้มน้ำยาอยู่ กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นลอยคลุ้ง
และริมหน้าต่างเปิดครึ่งบานซึ่งรับแสงจันทร์เต็มที่
มู่หรงเยว่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น
ยามกลางวัน นางงามดุจบุปผาแรกผลิ
ยามกลางคืนใต้แสงตะเกียงกับจันทร์กระจ่าง ความงามนั้นกลับยิ่งลึกล้ำไปอีกขั้น
เส้นผมดำสนิทของนางถูกปล่อยลงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งรวบไว้หลวม ๆ ด้วยปิ่นหยกสีขาว
ใบหน้าซึ่งเดิมก็ขาวละเอียดอยู่แล้ว กลับยิ่งนวลกระจ่างใต้แสงนวลนั้นราวกับทำจากหยกอุ่น
ดวงตาคู่งามใสมีประกายจันทร์จับอยู่ในนั้น ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในแอ่งน้ำใสลึกอันเงียบสงบ
ลำคอระหงกับลาดไหล่เรียวบางโผล่พ้นคอเสื้อสีเขียวอ่อนนิดหนึ่ง งามละมุนจนแม้แสงเงาเองยังดูเกรงใจ
ปลายนิ้วเรียวขาวของนางกำลังจับช้อนไม้คนเตาโอสถอย่างแ่เบา ทุกการเคลื่อนไหวเป็ธรรมชาติจนไม่ต่างจากภาพวาดบนผืนแพรที่มีชีวิตขึ้นมาเอง
หากกล่าวว่าลั่วฉิงอวี้งามเย็นสูงส่งดุจจันทร์เหนือยอดเมฆ
เช่นนั้นมู่หรงเยว่ยามนี้ก็คืองามละมุนดุจแสงจันทร์ที่ไหลลงสู่น้ำยาในกระถางเงิน
นุ่มนวลนัก
สงบนัก
แต่ก็ชวนให้ผู้คนลืมระวังใจตนอย่างน่ากลัวนัก
นางหันมาเมื่อได้ยินเสียงประตูปิด
ชั่วขณะนั้น แสงจากตะเกียงส่องต้องแพขนตายาว ก่อให้เกิดเงาอ่อนบางบนพวงแก้มขาวผ่อง ริมฝีปากบางระเรื่อขยับนิดหนึ่งคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม
“เ้ามาแล้ว”
อี้ซินประสานมือ “ข้าตามคำของเ้า”
มู่หรงเยว่พยักหน้าเบา ๆ “นั่ง”
นางชี้ไปยังเก้าอี้ไม้เตี้ยข้างโต๊ะเตาโอสถ
อี้ซินมิได้ลังเล เขาเดินเข้าไปนั่งอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงระวังทุกอย่างในห้องนี้อย่างเงียบ ๆ ทั้งตำแหน่งหน้าต่าง ทางออก และสิ่งของรอบด้าน
มู่หรงเยว่คล้ายมองเห็นความระแวดระวังนั้น แต่มิได้เอ่ยทัก เพียงตักน้ำยาจากหม้อเล็กลงถ้วยหยกใบหนึ่ง แล้วเดินมาวางตรงหน้าเขา
“ดื่มก่อน”
อี้ซินมองถ้วยยา
กลิ่นหอมเย็นลอยขึ้นแตะจมูก
ไม่เหม็นขมจัดอย่างยาทั่วไป
กลับละมุนลึก ราวกลิ่นดอกไม้บางชนิดที่บานตอนค่ำ
เขาเงยหน้ามองนาง “ยาอะไร”
มู่หรงเยว่มองเขาตรง ๆ
“ยาคลายเส้นลมปราณและระงับไฟในโลหิต”
อี้ซินยังไม่ยกถ้วย
มู่หรงเยว่จึงกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“หากข้าคิดทำร้ายเ้า ข้าไม่จำต้องเสียยาดีเช่นนี้”
“เ้าแน่ใจหรือว่านี่คือยาดี” อี้ซินถาม
มู่หรงเยว่หลุบตาลงมองถ้วยยาเพียงครู่ ก่อนเงยขึ้นอีกครั้ง ดวงตานางฉายแววบางอย่างคล้ายขันแต่ก็ไม่ชัด
“เ้าสงสัยมากกว่าคนทั่วไป”
“คนที่ไม่ระวัง มักอยู่ได้ไม่นาน”
“คำนี้ข้าเห็นด้วย”
นางตอบเพียงเท่านั้น จากนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ
อี้ซินเห็นนางมิได้เร่งรัด จึงยกถ้วยขึ้นดื่มหนึ่งอึก
น้ำยาลื่นลงคออุ่นนุ่ม ไม่ขมจัด กลับมีรสเย็นปลายลิ้นนิดหนึ่ง พอลงถึงท้อง ความเย็นนั้นค่อย ๆ แผ่ออกสู่ชีพจรอย่างแ่เบา ทำให้ความร้อนแฝงลึกจากการฝึกเมื่อบ่ายคลายลงจริง
ของสิ่งนี้...ใช้ได้
อี้ซินจึงดื่มจนหมดถ้วยแล้ววางลง
มู่หรงเยว่รับถ้วยกลับไปวางข้างเตา ก่อนเอ่ยขึ้น
“ถอดเสื้อคลุมออก”
อี้ซินนิ่งไปเล็กน้อย
มู่หรงเยว่สบตาเขาอย่างสงบ สีหน้านางไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับคำเมื่อครู่เป็เพียงถ้อยคำธรรมดาที่แพทย์พึงกล่าว
“ข้าต้องดูแผล” นางอธิบาย “หากเ้ากลัวเสียเปรียบ จะนั่งห่างกว่านี้อีกก้าวก็ได้”
อี้ซินฟังแล้วจึงถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกช้า ๆ เผยให้เห็นเสื้อในรัดกาย
มู่หรงเยว่กล่าวอีก
“เสื้อในด้วย”
อี้ซินจ้องนางครู่หนึ่ง
นางเองก็มองกลับตรง ๆ เช่นเดิม
ใสสะอาด
ไม่หลบ
ไม่เขิน
ไม่มีแม้แต่น้อยของการเกี้ยวพาราสี
มีเพียงความตั้งใจของผู้ตรวจอาการ
อี้ซินจึงถอดเสื้อในออกในที่สุด
ทันทีที่แผ่นอกและหัวไหล่เปลือยเผยออก แววตาของมู่หรงเยว่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเป็ครั้งแรกั้แ่พบกัน
ร่างของอี้ซินไม่ได้เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อใหญ่โตแบบนักรบคชสาร
หากเป็ความแน่นกระชับของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ผ่านการหลอมกดมาจริง
ที่สำคัญยิ่งกว่า คือาแมากมายบนร่างนั้น
รอยอสูรกัด
รอยคมมีด
รอยกระแทกช้ำ
รอยเก่าใหม่สลับกันยุ่งเหยิง
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้า หาได้เติบโตมาอย่างราบรื่นไม่
แต่นี่คือร่างของผู้ที่ผ่านการดิ้นรนและโลหิตมานับครั้งมิถ้วน
มู่หรงเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ
ก้าวเข้ามาใกล้
ยามนางยืนตรงหน้าในระยะเพียง่แขน กลิ่นหอมอ่อนสะอาดจากตัวนางยิ่งชัดขึ้น ราวกลีบหลานยามหลังฝนปนกับกลิ่นยาสดใหม่ จนแม้จิตใจของอี้ซินที่แข็งเย็นมาแต่เดิม ยังต้องระวังตนเองยิ่งกว่าเดิมหนึ่งส่วน
มู่หรงเยว่ยื่นมือขึ้นช้า ๆ
“ข้าจะจับชีพจร”
อี้ซินยื่นมือขวาออกไป
ปลายนิ้วของนางแตะลงที่ข้อมือเขาอย่างเบายิ่ง
เย็นนิด ๆ
นุ่มยิ่ง
แต่กลับมั่นคงละเอียดประหนึ่งเข็มเงินสามเล่มกดลงพร้อมกัน
มู่หรงเยว่หลับตาลงช้า ๆ
ทันใดนั้น ห้องทั้งห้องก็เงียบลงเหลือเพียงเสียงน้ำยาเดือดเบา ๆ กับลมหายใจของทั้งสอง
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ
คิ้วของนางก็ขมวดน้อย ๆ
จากนั้นนิ้วอีกข้างจึงยกขึ้นแตะตรงชีพจรบริเวณข้อพับแขนเขา
เลื่อนไปยังไหล่
แล้วแตะลงบนชายโครงด้านขวาเบา ๆ
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วนางแตะลง
อี้ซินกลับรู้สึกราวกับลมปราณจางสายหนึ่งไหลเข้าไปตรวจสอบเส้นเอ็นภายในอย่างเงียบงัน
“เ้าผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของชีพจรมา” นางเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเบาลงกว่าเดิม “ไม่ใช่การาเ็ธรรมดา...แต่เหมือนทั้งร่างถูกสร้างใหม่”
ดวงตาของอี้ซินนิ่งสนิท
“เ้าดูออก?”
“ข้าจับได้เพียงเค้าลาง” มู่หรงเยว่ลืมตา สบตาเขาตรง ๆ “เส้นเอ็นและจุดลมปราณของเ้ามีร่องรอยการแตกแล้วประสานใหม่ ทั้งยังมีบางส่วนซึ่งข้าหาไม่พบในตำราโอสถทั่วไป”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“เื่นี้เกี่ยวกับโพลงมรณะหรือไม่”
คำถามนั้นพุ่งตรงจนแม้อี้ซินเองยังแววตากระเพื่อมวูบ
“เ้ารู้เื่โพลงมรณะ?”
มู่หรงเยว่ปล่อยข้อมือเขาช้า ๆ
“ข้าไม่รู้รายละเอียด” นางตอบ “แต่ข้าได้กลิ่นอายมรณะเก่าจากแผลบางส่วนในร่างเ้า และกลิ่นนั้น...ไม่เหมือนผู้ใดที่ข้าเคยรักษา”
อี้ซินไม่ตอบในทันที
แสงตะเกียงวูบไหว
เงาของทั้งสองทอดยาวไปบนพื้นไม้
ในห้องที่หอมด้วยกลิ่นยาและความสงบนี้
คำถามหนึ่งกลับหนักหน่วงพอ ๆ กับดาบคม
มู่หรงเยว่ไม่ได้เร่ง
นางเพียงมองเขาเงียบ ๆ
ดวงตาใสนั้นแม้สงบ แต่มิใช่ไร้ความคม
อี้ซินจึงเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ข้าตกลงไปในสถานที่หนึ่ง” เขากล่าวช้า ๆ “เมื่อกลับขึ้นมา ชีพจรของข้าจึงไม่เหมือนเดิม”
“ได้สิ่งใดติดตัวกลับมาหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้อี้ซินหรี่ตา
มู่หรงเยว่เห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อทันที
“ข้าไม่ได้ถามเพื่อแย่งของเ้า” น้ำเสียงนางยังนุ่ม แต่จริงจังกว่าเดิม “ข้าถามเพราะในร่างเ้า มีสิ่งหนึ่งกำลังหลับอยู่”
ห้องทั้งห้องพลันเงียบวาบ
อี้ซินรู้สึกเหมือนมีเข็มเย็นเล่มหนึ่งแทงลงกลางสันหลัง
“สิ่งใด” เขาถามกลับช้า ๆ
มู่หรงเยว่ส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้ามองไม่เห็นชัด” นางตอบ “ข้ารู้เพียงว่ามันมิใช่ลมปราณของเ้า แต่ก็อยู่ร่วมกับชีพจรของเ้าแล้ว มันกลืนสิ่งปั่นป่วนออกจากยาและแก่นพลังให้เ้าได้ส่วนที่บริสุทธิ์กว่า”
คราวนี้อี้ซินตาแข็งขึ้นจริง
เพราะนางพูดถูก...แทบทุกคำ
มู่หรงเยว่เห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาเขาจึงเบนสายตาออกเล็กน้อย
“เ้ามิต้องตอบข้าก็ได้” นางว่า “ข้ามิได้ถามเพราะอยากรู้ความลับของเ้า หากแต่เพราะถ้าสิ่งนั้นควบคุมไม่ได้ เ้าอาจตายก่อนจะเข้าใจมัน”
อี้ซินนิ่ง
ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“เหตุใดเ้าจึงช่วยข้า”
มู่หรงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย
นางยืนอยู่ใต้แสงตะเกียงครึ่งหนึ่ง ใต้แสงจันทร์ครึ่งหนึ่ง งามละมุนราวบุปผากลางคืนที่เพิ่งรับน้ำค้าง ั์ตาใสคู่นั้นไหวเบา ๆ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับนิ่งดังเดิม
“เพราะเ้าป่วย” นางตอบ
“แค่นั้น?”
“ในหอฝ่ายโอสถ” นางกล่าว “คนเจ็บก็มีเหตุผลเท่านี้พอแล้ว”
อี้ซินมองนางอยู่พักหนึ่ง
คำตอบนี้ฟังดูธรรมดา
แต่เมื่อหลุดออกจากปากนาง กลับทำให้ผู้ฟังเถียงไม่ลงอย่างประหลาด
มู่หรงเยว่เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบเข็มเงินสามเล่มกับขวดหยกเล็กอีกใบขึ้นมา
“นั่งนิ่ง” นางกล่าว “ข้าจะเปิดจุดลมปราณให้เ้าสามแห่ง แล้วค่อยให้เ้าลองกินเม็ดยาบำรุงลมปราณครึ่งเม็ด”
อี้ซินนั่งลงตามเดิม
มู่หรงเยว่ยืนข้างเขา
ปลายนิ้วเรียวคีบเข็มเงินอย่างมั่นคง
ยามนางก้มลงใกล้ เส้นผมบางส่วนพลิ้วลงข้างแก้ม กลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ จากตัวนางยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน จนแม้แต่อี้ซินเองยังต้องกดจิตให้สงบ ไม่เช่นนั้นลมหายใจอาจเสียจังหวะโดยใช่เหตุ
ปลายเข็มเงินแตะลงที่จุดใต้กระดูกไหปลาร้าเขาก่อน
เจ็บวาบเพียงน้อย
แต่ลมปราณกลับพลันไหลคล่องขึ้นเสี้ยวหนึ่ง
เข็มที่สองลงที่หลังไหล่
เข็มที่สามลงตรงชายโครง
ทุกจุดแม่นยำยิ่ง
ทุกจุดกดลงพอดิบพอดีจนไม่มากไม่น้อยเกินไป
“เ้าคุ้นกับความเจ็บดี” มู่หรงเยว่เอ่ยเบา ๆ ขณะมองปฏิกิริยาเขา “คนทั่วไปเมื่อข้าลงเข็ม มักขยับ”
อี้ซินตอบเรียบ “ข้าเจ็บมากกว่านี้มานัก”
มู่หรงเยว่เงียบไปชั่วขณะ
จากนั้นจึงใช้เล็บบาง ๆ ตัดเม็ดยาบำรุงลมปราณออกครึ่งหนึ่ง วางลงบนจานหยกเล็ก แล้วยื่นให้เขา
“กิน”
อี้ซินรับมาโดยไม่ถามซ้ำ
โยนเข้าปากแล้วกลืนลงทันที
เม็ดยาเพิ่งลงคอ ความอุ่นสายหนึ่งก็พลันกระจายออกจากท้องน้อยสู่ชีพจรทั่วร่างอย่างรวดเร็ว หากเป็ตอนกลางวันโดยไม่มีการลงเข็มและชำระร่างก่อน พลังนี้คงรุนแรงเกินไปจริง ๆ ทว่าตอนนี้เส้นชีพจรที่ถูกเปิดไว้กลับรับมันได้อย่างพอเหมาะ
อี้ซินหลับตา
เร่งโคจรลมปราณทันที
มู่หรงเยว่ถอยออกไปครึ่งก้าว ยืนนิ่งมองอยู่เงียบ ๆ
ผ่านไปสิบลมหายใจ
ยี่สิบลมหายใจ
สามสิบลมหายใจ
ลมปราณในร่างอี้ซินพลันไหลเร็วขึ้นอีก่หนึ่ง จุดตันเถียนร้อนวาบ ก่อนความหนาแน่นของปราณจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสียงเต้นลึกในอกดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าเพราะมีเข็มเงินสามเล่มคอยระบายแรงส่วนเกินไว้ กระแสปราณจึงไม่ปั่นป่วนเช่นก่อน
มู่หรงเยว่เห็นดังนั้น แววตานางยิ่งลึกขึ้น
“น่ากลัวจริง...” นางพึมพำเบามาก ราวกล่าวกับตนเอง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป อี้ซินจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ลมปราณในร่างแ่ากว่าเดิมอีกส่วนหนึ่ง
กระทั่งาแลึกบางแห่งยังรู้สึกว่าคลายออก
มู่หรงเยว่จึงก้าวเข้ามาถอนเข็มทีละเล่มอย่างชำนาญ
“คืนนี้พอเพียงเท่านี้” นางกล่าว “ห้ามฝืนกินอีกครึ่งเม็ดที่เหลือ”
“หากข้าฝืนเล่า”
นางเงยหน้ามองเขา
ดวงตาใสนั้นนิ่งเย็นขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะปล่อยให้เ้าปวดจนคลานมาขอข้าช่วยเอง”
อี้ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นบาง ๆ อย่างหายาก
มู่หรงเยว่เห็นดังนั้นก็ชะงักอยู่ชั่ววินาที
เพราะั้แ่พบกันมา นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นเขายิ้มจริง แม้จะเพียงน้อยนิด ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำให้ใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มซึ่งเดิมแฝงความดุเย็นอยู่แล้ว ดูอ่อนลงชั่วขณะหนึ่งอย่างประหลาด
นางเบนสายตาไปทางอื่นอย่างแ่เบา
“เ้าควรกลับได้แล้ว”
อี้ซินลุกขึ้นสวมเสื้อช้า ๆ แล้วประสานมือ
“ข้าค้างน้ำใจเ้าอีกครั้ง”
มู่หรงเยว่ส่ายหน้า
“เ้าค้างเพียงค่ารักษา”
“ค่ารักษาเท่าใด”
ประโยคนี้ทำให้นางเงยหน้ากลับมามองอีกครั้ง รอยยิ้มบางคล้ายเงาจันทร์ผุดขึ้นบนริมฝีปากของนางอย่างยากจะละสายตา งามละมุน งามประหลาด งามจนแม้เพียงรอยยิ้มเดียวก็ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
“เมื่อข้าคิดออกแล้ว ค่อยทวง”
อี้ซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้”
เขาหมุนตัวไปทางประตู
ทว่าก่อนจะก้าวพ้นห้อง มู่หรงเยว่กลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“อี้ซิน”
เขาหยุดแล้วหันกลับ
มู่หรงเยว่ยืนอยู่ข้างเตายาเช่นเดิม แสงตะเกียงกับจันทร์อาบร่างนางไว้คนละครึ่ง งามดุจภาพฝันที่ถูกวาดไว้กลางคืนสงัด
“ต่อไปนี้” นางกล่าวช้า ๆ “อย่าปล่อยให้ผู้ใดจับชีพจรเ้าตามใจ”
อี้ซินแววตาลึกขึ้น “รวมถึงเ้า?”
มู่หรงเยว่ชะงักเล็กน้อย
ก่อนตอบเบา ๆ
“รวมถึงข้าด้วย”
ห้องทั้งห้องตกสู่ความเงียบอีกครั้ง
อี้ซินจ้องนางอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนประสานมือเล็กน้อยแล้วจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ประตูไม้เลื่อนปิดลงแ่เบา
มู่หรงเยว่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ปลายนิ้วยังอุ่นอยู่จากการจับชีพจรของเขา
ในดวงตาใสนั้นสะท้อนทั้งความครุ่นคิดและเงาบางอย่างที่แม้แต่นางเองก็ยังไม่อยากยอมรับว่ามันคือสิ่งใด
ส่วนอี้ซิน เมื่อก้าวพ้นหอฝ่ายโอสถกลับออกสู่ลมค่ำ เขาก็ยกมือแตะอกเสื้อช้า ๆ
ไม่ใช่เพราะขวดยา
ไม่ใช่เพราะเม็ดยาอีกครึ่ง
แต่เพราะคำเตือนสุดท้ายของนาง
หญิงสาวผู้นี้...งามยิ่งนัก
อ่อนโยนยิ่งนัก
ทว่าสายตาก็เฉียบลึกยิ่งนักเช่นกัน
ยิ่งงาม
ยิ่งควรระวัง
ยิ่งอ่อนโยน
ยิ่งมิอาจประมาท
อี้ซินเงยหน้ามองจันทร์เสี้ยวเหนือยอดหอ
ลมหายใจนิ่งและยาวกว่าเดิม
คืนนี้...เขามิได้เสียเวลาเปล่า