ขบวนรถที่ประกอบด้วยรถกอล์ฟหลายสิบคันขี่ตามประกบรถรางของวินเทอร์ ได้ขับแล่นผ่านกลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่มแรกๆ ที่กำลังเดินทางไกลไปอย่างหน้าตาเฉย
พวกเขาได้แต่มองรถรางของวินเทอร์ด้วยความงุนงง พลางคิดในใจว่า 'มันอีหยังกันวะ? สามารถนั่งรถรางกับขี่รถกอล์ฟได้ด้วยเหรอ?'
ถึงในใจจะอยากทำตามพวกวินเทอร์มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าทำมันอยู่ดี ลึกๆ แล้วพวกเขายังรู้สึกกลัวโดนครูทำโทษ
พวกเขาไม่ใช่คนแบบวินเทอร์นะ! ที่จะกล้าทำอะไรโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
"พวกเราจะไปไหนกันคะ?" ซัมเมอร์ที่กำลังนั่งซบไหล่วินเทอร์อยู่ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"พวกเธออยากไปไหนกันก่อนละ?" วินเทอร์ได้หยิบโทรโข่งขึ้นมาพูดถามกับสาวๆ บนรถ
พวกเธอได้ยินคำถาม จึงพากันตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า "ไดโนเสาร์!!!"
เมื่อกำหนดจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวจากห้องเก้าที่เป็นคนขับรถรางของพวกวินเทอร์ ก็ได้พูดผ่านวิทยุส่งไปยังหน่วยองครักษ์จากห้องเก้าที่ขับรถกอล์ฟคุ้มกัน
เด็กสาวที่กำลังขับรถให้พวกวินเทอร์อยู่นั้นมีชื่อว่า น้อยหน่า และยังเป็นหัวโจกของห้องเก้าอีกด้วย ฐานะทางบ้านก็เรียกได้ว่าดีไม่น้อย พ่อของเธอเป็นถึงสส. และยังได้เปิดค่ายมวยชื่อดังอีก ทำให้น้อยหน่าได้เรียนวิชามวยไทยจากพวกพี่ๆ ในค่ายมาไม่น้อย
อีกทั้งเธอยังเป็นเด็กสาวที่น่ารักที่สามารถอยู่ระดับ SR ตามการจัดอันดับของวินเทอร์ได้อย่างไม่มีข้อกังขา แต่ด้วยความที่ว่าเธอเป็นเด็กที่แก่นแก้ว อารมณ์ร้อน และยังมีนิสัยที่ห้าวด่องๆ อายุไม่เกี่ยวใส่เดี่ยวได้หมด ด้วยลูกเตะที่รุนแรงจนเตะก้านกล้วยทีเดียวหัก หมัดที่หนักจนต่อลูกมะพร้าวอ่อนแตกกระจุยในหมัดเดียว ทำให้เด็กห้องเก้าไม่มีใครกล้าหือกับเธอ จนได้กลายเป็นเจ้ใหญ่ประจำห้องเก้าไปโดยปริยาย
รถรางของวินเทอร์ได้มาถึงสวนไดโนเสาร์เป็นที่เรียบร้อย กลุ่มสาวๆ เดินลงจากรถแล้วรีบวิ่งไปถ่ายรูปคู่กับไดโนเสาร์และสิ่งต่างๆ ในสวนแห่งนี้กันอย่างยกใหญ่
ขณะที่วินเทอร์กำลังเดินเล่นชมสวนกับภรรยาตัวน้อยของเขาอยู่นั่น น้อยหน่าได้เดินตรงเข้ามาเขาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูขวยเขินตะกุกตะกักว่า "ขะ..ขอบคุณนะ!"
"เรื่องอะไรเหรอ?" วินเทอร์ยิ้ม ถามด้วยความสงสัย เขาจำไม่ได้ว่าเคยไปช่วยอะไรสาวน้อยคนนี้ตอนไหน
"เรื่องข้าวฟ่างน่ะ ขอบคุณนะที่ช่วยปกป้องเธอจากนังแพศยาพวกนั้น!" น้อยหน่าพูดไปพลางหักนิ้วกัดฟันกรอดๆ
วินเทอร์หัวเราะเบาๆ จ้องมองน้อยหน่าด้วยความสงสัย "เรื่องเล็กน้อย เธอกับข้าวมีความสัมพันธ์กันยังไง?"
"พวกเราเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน และไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบมีแต่คนมาแกล้งข้าวฟ่าง เพราะแบบนี้ฉันเลยไปเรียนมวยไทย จะได้เอาไว้ปกป้องเธอ ถ้าเกิดว่านายแกล้งเธอ ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่! คอยดูเหอะ!" น้อยหน่าพูดจบก็ได้เดินจากไปด้วยท่าทีที่ดูฟึดฟัด
พวกของวินเทอร์ได้พากันเที่ยวเล่นตามจุดต่างๆ จนถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน แน่นอนว่าเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหนองจระเข้แม่น้ำไนล์ ทางค่ายได้เตรียมอาหารเอาไว้ให้แล้วเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องไปซื้อ
หลังจากที่ได้รับประทานอาหารกันเสร็จสิ้น พวกเขาก็พากันไปชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม
วินเทอร์และซัมเมอร์ได้เลือกที่นั่งประมาณกลางๆ ที่เหมาะกับสายตา แสงไฟจากโรงละครค่อยๆ ดับลง แต่แสงจากบนเวทีกลับสว่างอย่างเห็นได้ชัด
เสียงทำนองดนตรีพื้นบ้านดังขึ้นมา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการแสดงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในระหว่างที่วินเทอร์รับชมการแสดงอยู่นั้น ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาพูดจ้อไม่หยุดส่งเสียงดังรบกวนคนบริเวณรอบๆ ไม่น้อย แถมเนื้อหาที่ชายวัยกลางคนคนนี้พูด ยังเป็นการสปอยล์เกี่ยวกับการแสดงตรงหน้าด้วย ซึ่งมันทำให้คนที่ได้ยินเสียความรู้สึกและหมดอรรถรสในการรับชมการแสดงไปในทันที
วินเทอร์ที่เห็นว่าภรรยาตัวน้อยของเขาเริ่มที่จะไม่สนุกกับการรับชมละครเพราะเสียงที่น่ารำคาญของชายวัยกลางคนด้านหน้า วินเทอร์จึงยกขาขึ้นออกแรงถีบไปที่เบาะอย่างแรงดัง ปัง! จนทำให้เบาะพับลงไปด้านหน้า ส่วนร่างของชายวัยกลางคนก็ได้ลงไปนอนกองกับพื้น
ชายวัยกลางคนเตรียมลุกขึ้นมาเพื่อที่จะต่อว่าวินเทอร์ แต่ว่าเขาถูกเมฆานำปืนมาชี้กดหน้าผากเอาไว้ก่อน
เหล็กที่เย็นเฉียบจากปลายกระบอกปืน ทำให้ชายวัยกลางคนถึงกับสติหลุด ถึงแม้ว่าภายในโรงละครจะมืด แต่แสงเล็กน้อยจากหน้าเวทีก็เพียงพอจะให้ชายวัยกลางคนทราบว่าวัตถุที่จ่อหน้าผากเขาอยู่คือสิ่งใด
เขาไม่กล้าคิดว่ามันเป็นปืนปลอมแม้แต่น้อย ถ้าเกิดว่ามันเป็นปืนจริงขึ้นมา รับรองว่าได้นอนซี้แหงแก๋อยู่ตรงนี้แน่ๆ
"หุบปากของแก และไสหัวออกไปซะ" วินเทอร์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกแฝงไปด้วยจิตสังหาร
ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนี้จึงรีบหนีไปแบบล้มลุกคลุกคลาน เขาได้แต่ถามตัวเองในใจว่าทำไมตอนเกิดมาแม่ถึงไม่ให้ขามาสักสิบข้าง
หลังจากที่ชายวัยกลางคนจากไป ความสงบสุขก็ได้คืนให้กลับเหล่าปวงชนที่ดูอยู่บริเวณรอบๆ ในตอนนี้พวกเขารู้สึกสบายหูขึ้นเยอะ ที่ไม่มีคนมาพูดหงิงๆ ข้างหูแล้ว
...
"การแสดงสนุกมากเลย~" เวลานี้ แพรวาจอมแก่นดูกระดี๊กระด๊าไม่น้อย
กลุ่มสาวๆ ห้องสี่ ต่างพากันเดินยิ้มแป้นหน้าบานออกมาจากโรงละครกันทุกคน การแสดงที่พวกเธอพึ่งจะได้รับชมไปนั้น นับว่ายิ่งใหญ่อลังการไม่น้อย จังหวะแสงสีเสียงลงตัวสุดๆ
"แล้วคืนนี้พวกเราจะแสดงเรื่องอะไรกันดีละ?" เปียโนได้ถามขึ้นมา
เมื่อทุกคนได้ยินคำถามของเปียโน ก็ได้พากันยิ้มเจื่อนๆ แน่นอนว่าพวกเธอนั้นลืมเรื่องนี้กันไปสนิทเลย
ทำให้ตอนนี้พวกเธอยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดบทละครที่จะใช้แสดงในกิจกรรมคืนนี้ จนไม่มีอารมณ์จะไปเที่ยวเล่นกันอีกเลย
ระหว่างที่พวกเธอกำลังรวมกลุ่มกันคิดบทละครอยู่นั้น ก็ได้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงเขามาหาพวกเธอ
ในกลุ่มนี้มีผู้ชายอยู่ราวๆ สิบกว่าคน นำมาโดยชายวัยกลางคนที่ถูกวินเทอร์ไล่ออกจากโรงละครไป
"ไอ้เด็กเวรคนนั้นแหละ" ชายวัยกลางคนชี้มาที่วินเทอร์
กลุ่มชายวัยกลางคนนับสิบจึงเดินตรงมาหาวินเทอร์ทันที แต่ว่าพวกเขาถูกกลุ่มเด็กจากห้องเก้าที่โผล่มาจากไหนไม่ทราบเข้ามาขวางเอาไว้ก่อน
"ไอ้เฒ่า พวกมึงคิดว่าเฟี้ยวมากเหรอวะ?" ไอ้หนุ่มผู้โชคดีที่เคยถูกวินเทอร์สั่งให้ไปตามเพื่อน ตอนนี้ได้นำกลุ่มห้องเก้ามาเผชิญหน้ากับกลุ่มของชายวัยกลางคน
ไอ้หนุ่มผู้โชคดีคนนี้มีชื่อว่า ต้น และยังเป็นรองหัวหน้าของห้องเก้า
"หลบไปไอ้หนู ไม่ใช่เรื่องของพวกมึง" ชายวัยกลางคนเอื้อมมือไปผลักต้นออก
ต้นที่กำลังถูกชายวัยกลางคนเอื้อมมือมาผลัก ต้นจึงได้เอียงไหล่หลบพร้อมฟันศอกเข้าไปที่กระพุ้งแก้มชายวัยกลางคนทันที
หลังจากนั้นต้นก็ได้ยกมือขึ้นตบกระบาลของชายวัยกลางคนจนเสียง เพี๊ยะ! ดังลั่นๆ ไปทีหนึ่ง "รู้ว่าเก๋า แต่เบาๆ หน่อยโก๋ รุ่นยงรุ่นใหญ่อะไร รุ่นใหม่เขาจะเดินโว้ย!"
"โว้ววววววว!"
เสียงโห่ร้องปลุกกำลังใจของเด็กห้องเก้าดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง จนทำให้กลุ่มชายวัยกลางคนขวัญเสียไม่น้อย
"ได้เวลาถอนหงอกไอ้แก่แล้ว!!!!" ต้นตะโกนเสียงดังขึ้นมา พร้อมยกกำปั้นต่อยหน้าชายวัยกลางคนเข้าไปอีกหมัด
เมื่อประธานต้นเปิดงาน มีหรือที่เด็กห้องเก้าจะไม่ตาม? กลุ่มเด็กนักเรียนห้องเก้าที่มีจำนวนมากกว่าสี่สิบชีวิต ได้เข้าไปรุมกระทืบกลุ่มชายวัยกลาง จนพวกเขาไม่สามารถแม้แต่ที่จะได้ตอบโต้ฝูงลิงป่าคลั่งจากห้องเก้านี่ได้เลย
สุดท้ายก็ทำได้แค่เพียงลงไปนอนเป็นกระสอบทรายบนพื้นปูนให้เด็กนักเรียนห้องเก้ากระทืบเล่น
ความชุลมุนวุ่นวายนี้มันใหญ่โตจนเจ้าหน้าที่จากทางสวนวรนุชต้องรีบเข้ามาห้ามเอาไว้ แต่มีหรือที่เจ้าหน้าที่จะสามารถหยุดสถานการณ์ตรงหน้าได้?
"บ้านหนองจระเข้โว้ย!"
เสียงตะโกนร้องก้องปลุกกำลังใจดังมาจากไหนไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เลยคือเด็กห้องเก้าและสิบจากทุกระดับชั้นที่ได้รับข่าวว่ามีเรื่องประลองยุทธ์กับทางสวนวรนุช พวกเขาจึงรีบพากันเดินทางมาสมทบทันที
เมื่อมาถึงแล้วพวกเขาก็ได้เข้าไปร่วมสัประยุทธ์กับเจ้าหน้าที่จากทางสวนวรนุชกันอย่างเมามัน
เจ้าหน้าที่จากทางสวนวรนุชที่มีจำนวนไม่ถึงร้อยคน จะไปสู้กับเหล่าเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่มีกันร้อยกว่าคนได้ไง ต่อให้พวกเขามีกระบองเป็นอาวุธ แต่ใช่ว่าฝูงลิงป่าคลั่นพวกนี้จะโง่จนไม่รู้วิธีหาอาวุธมาตอบโต้
ส่วนทางด้านวินเทอร์ตัวต้นเรื่อง เวลานี้ เขานั่งกินป๊อปคอร์นดูเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับบรรดาหลานสาว
วิธีเดียวที่จะหยุดเหตุการณ์บ้าระห่ำนี่ลงได้นั้น คงมีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุการณ์เท่านั้น
ผ่านไปได้สักพักเสียง หวอ~ จากรถตำรวจและรถพยาบาลก็ได้บึ่งตรงมาจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบลงจากรถและเข้ามาระงับเหตุการณ์ทันทีที่มาถึง แต่น่าเสียดายที่พวกเขามาช้าเกินไป กลุ่มชายวัยกลางคนที่มาหาเรื่องวินเทอร์ ตอนนี้สภาพเข้าอนาถปางตาย
เจ้าหน้าที่จากทางสวนวรนุชก็มีสภาพสะบักสะบอมไม่ต่างกัน กลุ่มเด็กห้องเก้าห้องสิบทุกระดับชั้น วงแตกกระจัดกระจายไปทั่วค่าย และมีบางส่วนที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้
เหตุการณ์อลม่านวายป่วงนี้ได้ปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์ บรรดานักท่องเที่ยวที่ได้รับชมต่างพูดคุยและคิดเห็นไปทางเดียวกันว่า เหตุการณ์ประลองยุทธ์เมื่อสักครู่ยังสนุกกว่าการแสดงศิลปวัฒนธรรมในโรงละครอีก ไม่น่าเสียเงินค่าบัตรไปดูเลย...