สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_32_การต่อสู้ระหว่างเสือสาวทั้งสอง

    หลังจากการปะทะ แสงสีทองและปราณทั้งเก้าสีได้มลายหายไปท่ามกลางอากาศ


    ทุกสิ่งกลับสู่ความว่างเปล่า


    โลกที่อับแสงได้ปรากฏแสงอาทิตย์ขึ้นมาอีกครา


    อย่างไรก็ตาม ทั้งซวนหยวนชิงเทียนและหยู่เหวินเซิ่งซินที่ถืออาวุธอยู่ในมือต่างก็ไม่อาจปิดซ่อนความตื่นตระหนกไว้ได้ พวกนางต่างจ้องมองกันไปมาอย่างระมัดระวัง


    ราวกับเสือเพศเมียกำลังจ้องกันเขม็งเตรียมขย้ำอีกฝ่าย


    ทางด้านซวนหยวนชิงเทียน เวลานี้ผิวของนางเริ่มซีดเผือด ส่วนทางด้านหยู่เหวินเซิ่งซินกลับยังคงปกติดี


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางค่อนข้างเหนือกว่าในการต่อสู้ครั้งนี้


    เพราะถึงอย่างไรระดับพลังของนางก็ยังอยู่สูงกว่า


    “อา..?”


    “คิดไม่ถึงว่ายัยหนูเยี่ยงเจ้าจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง”


    “แต่ตอนนี้เจ้าแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว”


    “หึ เอาล่ะ...มาดูกันสิว่าข้าจะทำจะสั่งสอนเจ้าเช่นไร”


    หยู่เหวินเซิ่งซินพุ่งเข้าหาซวนหยวนชิงเทียน พร้อมกับกระจกที่กลับมาอยู่ในมือ


    “เฮอะ!”


    “สมองของเจ้ามีแค่นี้งั้นรึ?”


    “มาสิ ดูกันว่าข้าจะทุบตีเจ้าเช่นไร!”


    ซวนหยวนชิงเทียนเองก็กระชับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนขึ้นในมือพร้อมกับพุ่งทะยานออกไปเช่นกัน


    ทั้งสองล้วนเป็นอิสตรีดุร้ายทั้งคู่ จึงหาได้หวั่นเกรงต่อกันไม่


    ‘เคร้ง เคร้ง เคร้ง’


    ประกายไฟและเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาไม่ได้ใช้พลังปราณแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่าเวลานี้พวกนางกำลังปะทะด้วยพละกำลังล้วน ๆ


    ช่องว่างความแข็งแกร่งของทั้งสองนั้นไม่ห่างกันมากนัก ทั้งคู่ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง อีกทั้งพวกนางยังใช้พลังปราณไปมากแล้ว


    ทั้งสองต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร แต่ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่มีใครทำอะไรใครได้


    อีกทั้งเสียงทะเลาะกันยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน


    “ยัยเด็กไร้ยางอาย มาจับกระต่ายน้อยของข้าทำไม?”


    “ทำไม โกรธหรืออย่างไร”


    “...”


    “ฮึ่ม เจ้ามันไร้ยางอายเกินไปแล้ว!”


    “แล้วใครสนเรื่องกระต่ายน้อยของเจ้า”


    “หากเจ้าไม่จับหน้าอกข้าก่อน แล้วเหตุใดข้าจึงจะไปจับกระต่ายน้อยของเจ้า?”


    “เฮอะ! กระต่ายน้อยของข้าดีกว่าเจ้ามากมายนัก ทั้งอวบทั้งอิ่ม”


    “...”


    “เจ้า!!”


    “คอยดูเถิดว่าข้าจะฉีกปากเหม็น ๆ ของเจ้าเช่นไร!”


    “เข้ามาสิ! ผู้ใดกลัวเจ้า ?”


    ............


    ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์ อารามเสวียนหวง


    หลินเฟิงกำลังฝึกฝนอยู่ในห้องลับ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน และกลิ่นอายอันน่าเกรงขามอีกจุดหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง


    “เกิดอะไรขึ้น?”


    “นางถึงขั้นต้องนำกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนออกมาใช้เลยหรือนี่?”


    “คิดจะถล่มที่นี่หรือยังไง?”


    หลินเฟิงขมวดคิ้วพร้อมกับพึมพำออกมา


    เขาปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปจนครอบคลุมทั้งนิกายเทพกระบี่


    จากนั้นเขาก็พบกับฉากการต่อสู้ของทั้งสองจนทำให้ถึงกับต้องสูดหายใจเข้าลึก


    “โฮ่ มีคนบุกรุกเข้ามาในนิกายเทพกระบี่? ซ้ำยังปะทะกับซวนหยวนชิงเทียนอีก?”


    หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


    เขาจ้องมองไปยังผู้บุกรุกที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวอย่างระมัดระวัง


    “หืม ? สตรีอย่างนั้นหรือ ?”


    “ค่ายกลที่นี่ไม่ได้อ่อนแอ แถมเมื่อผสานกับแผนผังดาราโจวเทียนแล้วพลังของมันก็ทวีคูณยิ่งกว่าเดิม”


    “ซ้ำอนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตูก็ไม่อ่อนแอเช่นกัน”


    “การที่นางฝ่าค่ายกลทั้งสองมาได้ ดูท่าว่าความแข็งแกร่งคงไม่ใช่เล่น ๆ”


    “หนำซ้ำตอนนี้ถึงนางจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมา แต่ลำพังกระบวนท่าและพละกำลังในการต่อสู้ก็สามารถฟัดเหวี่ยงกับซวนหยวนชิงเทียนได้แล้ว”


    “กระจกในมือนางก็ยังแข็งแกร่งพอ ๆ กับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน”


    “น่าสนใจ”


    “เจ้านิกายผู้นี้อยากจะรู้นักว่าเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่...”


    จากนั้นหลินเฟิงก็เริ่มเปิดใช้วิชาลับสวรรค์


    ชื่อ : หยู่เหวินเซิ่งซิน


    อายุ : 16


    ขอบเขต : เซียนแท้จริงขั้นต้น


    พรสวรรค์ : แทรกแซงกฎแห่งกาลเวลา ควบคุมพลังแห่งมิติ


    กายา : มหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ


    ความภักดี : 0


    .......................


    “ควบคุมพลังมิติ”


    “มหาปราชญ์กลับชาติมาเกิด”


    “ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ!!”


    หลังจากเห็นข้อมูลนี้แล้ว หลินเฟิงถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง


    บ้าไปแล้ว!


    อะไรกันเนี่ย!


    มหาปราชญ์ตัวตนเช่นนี้คือผู้อยู่เหนือสวรรค์ทั้งเก้า ปกครองสิ่งชีวิตนับไม่ถ้วน กระทั่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจส่วนหนึ่งของโลก


    ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว แม้แต่การเคลื่อนขุนเขาหรือทำให้มหาสมุทรเหือดแห้งย่อมไม่ใช่ปัญหา


    เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจก็สามารถคร่าชีวิตผู้คนให้มลายหายกลายเป็นความว่างเปล่าได้ไม่ยากเย็น


    เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงคือตัวตนระดับมหาปราชญ์ได้รู้แจ้งถึงกฎแห่งสวรรค์และโลกอย่างถ่องแท้แล้ว


    หลินเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่านิกายเทพกระบี่จะมีมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิดที่เป็นหญิงสาวมาเยือนเช่นนี้


    ยิ่งกว่านั้นนางยังกลับชาติมาเกิดพร้อมกับร่างจิตวิญญาณหยินหายนะอีกด้วย!


    หลังจากที่ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะถูกปลุกให้ตื่น ไม่เพียงแต่จะสามารถดูดซับพลังปราณรอบตัวโดยอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถดูดซับพลังจากสัตว์วิญญาณ สัตว์ร้ายหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อโจมตีศัตรูในช่วงวิกฤตอีกด้วย


    กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พลังปราณของนางจะไม่มีวันหมด เว้นเสียแต่โลกทั้งใบจะไม่เหลือปราณวิญญาณให้ดูดซับแล้ว


    และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือสตรีผู้นี้ยังสามารถควบคุมพลังแห่งเวลาและมิติได้อีก


    จะเกินไปแล้ว!


    นี่มันสัตว์ประหลาดขนานแท้!


    ฉับพลัน ดวงตาของหลินเฟิงเหลือบมองไปเป็นค่าวาสนา เขาจึงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


    120,000!


    “สะ...แสนสองหมื่น!” หลินเฟิงถึงกับทำอะไรไม่ถูก


    เย่เสวียน บุตรแห่งโชคชะตาที่มีอาวุโสปรมาจารย์คอยช่วยเหลือตามพล็อตนิยายกำลังภายในก็ยังมีค่าวาสนาแค่ 20,000 เองนะ


    ทว่าหยู่เหวินเซิ่งซินที่เขาเห็นกลับมีค่าวาสนาเยอะกว่าเย่เสวียนตั้งหกเท่า!!


    นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!


    พรสวรรค์แบบนี้ วาสนาแบบนี้ แถมยังมีกายาประเภทนี้อีก เกรงว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นเทพเจ้าแน่ ๆ


    เมื่อจ้องมองอย่างละเอียด หลินเฟิงก็พบกับกลุ่มก้อนพลังเก้าสีที่อยู่เหนือศีรษะของนาง พูดได้ว่ามันหนาแน่นจนจะจับกันกลายเป็นของเหลวอยู่แล้ว


    “หากข้าคิดถูก แผนผังดาราโจวเทียนและปราณมังกรทองผสานกันคงจะทำให้วาสนาของนิกายเทพกระบี่เพิ่มพูนสูงขึ้น จนทำให้ดึงดูดบุตรแห่งโชคชะตาระดับนี้มาได้”


    หลินเฟิง พึมพำอยู่ในใจ


    ..........................


    อีกด้านหนึ่ง


    ซวนหยวนชิงเทียน รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของนางซีดขาว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากเล็กน้อย


    'ยัยชุดเขียวนี่เป็นใครมาจากไหน เหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?' นางแอบรำพึงอยู่ในใจ


    ในช่วงที่ปะทะกันนั้น ซวนหยวนชิงเทียนได้งัดทุกวิชาออกมาเพื่อต่อกรจนหมดแล้ว แถมยังใช้ไม้ตายก้นหีบออกมาไม่เหลือ


    แต่อีกฝ่ายกลับรับมือได้อย่างใจเย็น


    นางรู้สึกคิดผิดเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังรู้สึกว่าตนช่างไร้กำลัง


    ทันใดนั้นการโจมตีราวกับสายฟ้าฟาดก็พุ่งทะยานเข้ามา


    สีหน้าของซวนหยวนชิงเทียนเปลี่ยนไปในทันที นางรีบหลบอย่างรวดเร็วพร้อมกับเริ่มตอบโต้กลับ


    แต่การโจมตีของอีกฝ่ายเหมือนกับหนอนไชกระดูก ไม่ว่าจะหลบไปทางไหนก็ไม่พ้นเสียที


    และในที่สุดก็มีพลังสายหนึ่งที่กำลังพุ่งทะยานเข้าสู่หัวใจของซวนหยวนชิงเทียน


    “ใครกันที่บังอาจ!!”


    “ไม่เพียงไม่เห็นหัวนิกายเทพกระบี่ อีกทั้งยังทำร้ายผู้อาวุโสของข้า!!”


    ทันใดนั้นเสียงอันสง่างามและน่าเกรงขามพลันดังขึ้นจากยอดเขาสูงตระหง่าน


    เพียงคลื่นเสียงกลับทำให้ท้องฟ้าขุ่นมัว สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่


    เวลาเดียวกัน แรงกดดันอันมหาศาลก็โถมลงมาราวกับห่าฝน


    ทั่วบริเวณถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้


    แม้แต่การโจมตีของหยู่เหวินเซิ่งซินก็ยังถูกสลายไปเพียงเพราะแค่คลื่นเสียงนี้

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน