หลังจากการปะทะ แสงสีทองและปราณทั้งเก้าสีได้มลายหายไปท่ามกลางอากาศ
ทุกสิ่งกลับสู่ความว่างเปล่า
โลกที่อับแสงได้ปรากฏแสงอาทิตย์ขึ้นมาอีกครา
อย่างไรก็ตาม ทั้งซวนหยวนชิงเทียนและหยู่เหวินเซิ่งซินที่ถืออาวุธอยู่ในมือต่างก็ไม่อาจปิดซ่อนความตื่นตระหนกไว้ได้ พวกนางต่างจ้องมองกันไปมาอย่างระมัดระวัง
ราวกับเสือเพศเมียกำลังจ้องกันเขม็งเตรียมขย้ำอีกฝ่าย
ทางด้านซวนหยวนชิงเทียน เวลานี้ผิวของนางเริ่มซีดเผือด ส่วนทางด้านหยู่เหวินเซิ่งซินกลับยังคงปกติดี
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางค่อนข้างเหนือกว่าในการต่อสู้ครั้งนี้
เพราะถึงอย่างไรระดับพลังของนางก็ยังอยู่สูงกว่า
“อา..?”
“คิดไม่ถึงว่ายัยหนูเยี่ยงเจ้าจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง”
“แต่ตอนนี้เจ้าแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว”
“หึ เอาล่ะ...มาดูกันสิว่าข้าจะทำจะสั่งสอนเจ้าเช่นไร”
หยู่เหวินเซิ่งซินพุ่งเข้าหาซวนหยวนชิงเทียน พร้อมกับกระจกที่กลับมาอยู่ในมือ
“เฮอะ!”
“สมองของเจ้ามีแค่นี้งั้นรึ?”
“มาสิ ดูกันว่าข้าจะทุบตีเจ้าเช่นไร!”
ซวนหยวนชิงเทียนเองก็กระชับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนขึ้นในมือพร้อมกับพุ่งทะยานออกไปเช่นกัน
ทั้งสองล้วนเป็นอิสตรีดุร้ายทั้งคู่ จึงหาได้หวั่นเกรงต่อกันไม่
‘เคร้ง เคร้ง เคร้ง’
ประกายไฟและเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาไม่ได้ใช้พลังปราณแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่าเวลานี้พวกนางกำลังปะทะด้วยพละกำลังล้วน ๆ
ช่องว่างความแข็งแกร่งของทั้งสองนั้นไม่ห่างกันมากนัก ทั้งคู่ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง อีกทั้งพวกนางยังใช้พลังปราณไปมากแล้ว
ทั้งสองต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร แต่ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่มีใครทำอะไรใครได้
อีกทั้งเสียงทะเลาะกันยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
“ยัยเด็กไร้ยางอาย มาจับกระต่ายน้อยของข้าทำไม?”
“ทำไม โกรธหรืออย่างไร”
“...”
“ฮึ่ม เจ้ามันไร้ยางอายเกินไปแล้ว!”
“แล้วใครสนเรื่องกระต่ายน้อยของเจ้า”
“หากเจ้าไม่จับหน้าอกข้าก่อน แล้วเหตุใดข้าจึงจะไปจับกระต่ายน้อยของเจ้า?”
“เฮอะ! กระต่ายน้อยของข้าดีกว่าเจ้ามากมายนัก ทั้งอวบทั้งอิ่ม”
“...”
“เจ้า!!”
“คอยดูเถิดว่าข้าจะฉีกปากเหม็น ๆ ของเจ้าเช่นไร!”
“เข้ามาสิ! ผู้ใดกลัวเจ้า ?”
............
ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์ อารามเสวียนหวง
หลินเฟิงกำลังฝึกฝนอยู่ในห้องลับ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน และกลิ่นอายอันน่าเกรงขามอีกจุดหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นางถึงขั้นต้องนำกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนออกมาใช้เลยหรือนี่?”
“คิดจะถล่มที่นี่หรือยังไง?”
หลินเฟิงขมวดคิ้วพร้อมกับพึมพำออกมา
เขาปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปจนครอบคลุมทั้งนิกายเทพกระบี่
จากนั้นเขาก็พบกับฉากการต่อสู้ของทั้งสองจนทำให้ถึงกับต้องสูดหายใจเข้าลึก
“โฮ่ มีคนบุกรุกเข้ามาในนิกายเทพกระบี่? ซ้ำยังปะทะกับซวนหยวนชิงเทียนอีก?”
หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาจ้องมองไปยังผู้บุกรุกที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวอย่างระมัดระวัง
“หืม ? สตรีอย่างนั้นหรือ ?”
“ค่ายกลที่นี่ไม่ได้อ่อนแอ แถมเมื่อผสานกับแผนผังดาราโจวเทียนแล้วพลังของมันก็ทวีคูณยิ่งกว่าเดิม”
“ซ้ำอนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตูก็ไม่อ่อนแอเช่นกัน”
“การที่นางฝ่าค่ายกลทั้งสองมาได้ ดูท่าว่าความแข็งแกร่งคงไม่ใช่เล่น ๆ”
“หนำซ้ำตอนนี้ถึงนางจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมา แต่ลำพังกระบวนท่าและพละกำลังในการต่อสู้ก็สามารถฟัดเหวี่ยงกับซวนหยวนชิงเทียนได้แล้ว”
“กระจกในมือนางก็ยังแข็งแกร่งพอ ๆ กับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน”
“น่าสนใจ”
“เจ้านิกายผู้นี้อยากจะรู้นักว่าเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่...”
จากนั้นหลินเฟิงก็เริ่มเปิดใช้วิชาลับสวรรค์
ชื่อ : หยู่เหวินเซิ่งซิน
อายุ : 16
ขอบเขต : เซียนแท้จริงขั้นต้น
พรสวรรค์ : แทรกแซงกฎแห่งกาลเวลา ควบคุมพลังแห่งมิติ
กายา : มหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ
ความภักดี : 0
.......................
“ควบคุมพลังมิติ”
“มหาปราชญ์กลับชาติมาเกิด”
“ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ!!”
หลังจากเห็นข้อมูลนี้แล้ว หลินเฟิงถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
บ้าไปแล้ว!
อะไรกันเนี่ย!
มหาปราชญ์ตัวตนเช่นนี้คือผู้อยู่เหนือสวรรค์ทั้งเก้า ปกครองสิ่งชีวิตนับไม่ถ้วน กระทั่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจส่วนหนึ่งของโลก
ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว แม้แต่การเคลื่อนขุนเขาหรือทำให้มหาสมุทรเหือดแห้งย่อมไม่ใช่ปัญหา
เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจก็สามารถคร่าชีวิตผู้คนให้มลายหายกลายเป็นความว่างเปล่าได้ไม่ยากเย็น
เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงคือตัวตนระดับมหาปราชญ์ได้รู้แจ้งถึงกฎแห่งสวรรค์และโลกอย่างถ่องแท้แล้ว
หลินเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่านิกายเทพกระบี่จะมีมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิดที่เป็นหญิงสาวมาเยือนเช่นนี้
ยิ่งกว่านั้นนางยังกลับชาติมาเกิดพร้อมกับร่างจิตวิญญาณหยินหายนะอีกด้วย!
หลังจากที่ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะถูกปลุกให้ตื่น ไม่เพียงแต่จะสามารถดูดซับพลังปราณรอบตัวโดยอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถดูดซับพลังจากสัตว์วิญญาณ สัตว์ร้ายหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อโจมตีศัตรูในช่วงวิกฤตอีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พลังปราณของนางจะไม่มีวันหมด เว้นเสียแต่โลกทั้งใบจะไม่เหลือปราณวิญญาณให้ดูดซับแล้ว
และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือสตรีผู้นี้ยังสามารถควบคุมพลังแห่งเวลาและมิติได้อีก
จะเกินไปแล้ว!
นี่มันสัตว์ประหลาดขนานแท้!
ฉับพลัน ดวงตาของหลินเฟิงเหลือบมองไปเป็นค่าวาสนา เขาจึงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
120,000!
“สะ...แสนสองหมื่น!” หลินเฟิงถึงกับทำอะไรไม่ถูก
เย่เสวียน บุตรแห่งโชคชะตาที่มีอาวุโสปรมาจารย์คอยช่วยเหลือตามพล็อตนิยายกำลังภายในก็ยังมีค่าวาสนาแค่ 20,000 เองนะ
ทว่าหยู่เหวินเซิ่งซินที่เขาเห็นกลับมีค่าวาสนาเยอะกว่าเย่เสวียนตั้งหกเท่า!!
นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!
พรสวรรค์แบบนี้ วาสนาแบบนี้ แถมยังมีกายาประเภทนี้อีก เกรงว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นเทพเจ้าแน่ ๆ
เมื่อจ้องมองอย่างละเอียด หลินเฟิงก็พบกับกลุ่มก้อนพลังเก้าสีที่อยู่เหนือศีรษะของนาง พูดได้ว่ามันหนาแน่นจนจะจับกันกลายเป็นของเหลวอยู่แล้ว
“หากข้าคิดถูก แผนผังดาราโจวเทียนและปราณมังกรทองผสานกันคงจะทำให้วาสนาของนิกายเทพกระบี่เพิ่มพูนสูงขึ้น จนทำให้ดึงดูดบุตรแห่งโชคชะตาระดับนี้มาได้”
หลินเฟิง พึมพำอยู่ในใจ
..........................
อีกด้านหนึ่ง
ซวนหยวนชิงเทียน รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของนางซีดขาว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากเล็กน้อย
'ยัยชุดเขียวนี่เป็นใครมาจากไหน เหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?' นางแอบรำพึงอยู่ในใจ
ในช่วงที่ปะทะกันนั้น ซวนหยวนชิงเทียนได้งัดทุกวิชาออกมาเพื่อต่อกรจนหมดแล้ว แถมยังใช้ไม้ตายก้นหีบออกมาไม่เหลือ
แต่อีกฝ่ายกลับรับมือได้อย่างใจเย็น
นางรู้สึกคิดผิดเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังรู้สึกว่าตนช่างไร้กำลัง
ทันใดนั้นการโจมตีราวกับสายฟ้าฟาดก็พุ่งทะยานเข้ามา
สีหน้าของซวนหยวนชิงเทียนเปลี่ยนไปในทันที นางรีบหลบอย่างรวดเร็วพร้อมกับเริ่มตอบโต้กลับ
แต่การโจมตีของอีกฝ่ายเหมือนกับหนอนไชกระดูก ไม่ว่าจะหลบไปทางไหนก็ไม่พ้นเสียที
และในที่สุดก็มีพลังสายหนึ่งที่กำลังพุ่งทะยานเข้าสู่หัวใจของซวนหยวนชิงเทียน
“ใครกันที่บังอาจ!!”
“ไม่เพียงไม่เห็นหัวนิกายเทพกระบี่ อีกทั้งยังทำร้ายผู้อาวุโสของข้า!!”
ทันใดนั้นเสียงอันสง่างามและน่าเกรงขามพลันดังขึ้นจากยอดเขาสูงตระหง่าน
เพียงคลื่นเสียงกลับทำให้ท้องฟ้าขุ่นมัว สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่
เวลาเดียวกัน แรงกดดันอันมหาศาลก็โถมลงมาราวกับห่าฝน
ทั่วบริเวณถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
แม้แต่การโจมตีของหยู่เหวินเซิ่งซินก็ยังถูกสลายไปเพียงเพราะแค่คลื่นเสียงนี้