ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัวอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
หลงซิงเฉินไม่รู้ว่าตนร่วงลงมานานเพียงใด หนึ่งชั่วอึดใจหรือหนึ่งร้อยลมหายใจ เขาไม่อาจแยกแยะได้แล้ว
ร่างของเขาปะทะอะไรแข็ง ๆ หลายครั้ง เสียงกระดูกเสียดสีกันดังลั่น ความเ็ปแทบทำให้สติแตกกระเจิง
ในห้วงมืดนั้น เขาเห็นภาพปู่เฒ่าหลงเยวี่ยซานผุดขึ้นมาในใจ
ชายชราที่มีหลังค่อมเล็กน้อย มือหยาบกร้านจากงานหนัก ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ดวงตาอบอุ่นเสมอ
เขานึกถึงคืนวันหนาวเหน็บที่ปู่นำเสื้อตัวเดียวที่อุ่นที่สุดมาคลุมให้ตน
นึกถึงวันฝนตกที่ปู่เดินตากฝนขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพื่อนำมารักษาไข้ให้เขา
นึกถึงถ้อยคำที่ปู่พูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ อยู่เสมอ
“ซิงเอ๋อร์ คนเราเกิดมาย่อมไม่เหมือนกัน บางคนเริ่มต้นสูง บางคนเริ่มต้นต่ำ แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ วันข้างหน้าย่อมยังเปลี่ยนได้”
มุมปากของหลงซิงเฉินขยับช้า ๆ เป็รอยยิ้มขมขื่น
เปลี่ยนได้จริงหรือ?
หากเปลี่ยนได้ เหตุใดเขาจึงถูกเหยียบย่ำถึงเพียงนี้
หากเปลี่ยนได้ เหตุใดทุกครั้งที่เขาพยายาม ฟ้ากลับหัวเราะเยาะเขาเสมอ..
ความมืดหนาทึบห่อหุ้มสติของเขา
กระทั่งในที่สุด
ตูม!
ร่างของเขากระแทกลงบนพื้นหินอย่างแรง เสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
ความเ็ปแสนสาหัสทำให้เืพุ่งออกจากปาก เขารู้สึกว่าซี่โครงอย่างน้อยสองสามซี่คงหักไปแล้ว แขนซ้ายแทบไร้ความรู้สึก ขาซ้ายชาด้าน จิตสำนึกพร่าเลือนอยู่ตรงขอบแห่งความดับสูญ
แต่…
เขายังไม่ตาย
หลงซิงเฉินฝืนเปิดตาขึ้นช้า ๆ
สิ่งแรกที่รับรู้คือความเย็น
เย็นไม่ใช่เพราะลมหนาวจากภายนอก แต่เป็ความเย็นประหลาดคล้ายพื้นถ้ำลึกที่ไม่เคยรับแสงอาทิตย์มานานนับหมื่นปี
สิ่งต่อมาที่เขาเห็น คือแสง
ไม่ใช่แสงอาทิตย์ ไม่ใช่ไฟคบเพลิง
แต่เป็แสงสีเงินนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ ราวกับดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนถูกกวาดมารวมกันไว้ในผืนฟ้าเล็ก ๆ กลางผนังหิน
หลงซิงเฉินชะงักงันไปชั่วขณะ
เขาค่อย ๆ ประคองกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บแล่นลึกไปถึงไขกระดูกจนใบหน้าซีดขาว แต่สภาพที่ปรากฏตรงหน้า กลับทำให้เขาลืมความเจ็บไปครู่หนึ่ง
นี่ไม่ใช่ก้นเหวที่เต็มไปด้วยซากศพหรืออสูรน่ากลัว
เบื้องหน้าเขาคือถ้ำมหึมาที่กว้างจนมองปลายไม่เห็น ผนังโดยรอบเต็มไปด้วยรอยสลักโบราณ ประกายแสงสีเงินฝังอยู่ตามเพดานคล้ายดวงดาวจริง ๆ จนหากไม่รู้ว่าตนอยู่ใต้ดิน คงคิดว่ากำลังนั่งอยู่ใต้ท้องฟ้ายามราตรี
และใจกลางถ้ำ มีแท่นหินสีดำตั้งอยู่
แท่นนั้นสูงประมาณอกผู้ใหญ่ พื้นผิวขรุขระคล้ายผ่านกาลเวลามาแสนนาน แต่ตรงกลางกลับมีลวดลายประหลาดเรืองแสงจาง ๆ เป็วงซ้อนกันหลายชั้น เหมือนค่ายกลบางอย่าง
เหนือแท่นหิน มีวัตถุชิ้นหนึ่งลอยนิ่งอยู่ในอากาศ
เป็หยกชิ้นหนึ่ง..!!
หยกนั้นมีสีครามปนเงิน รูปร่างไม่เป็ระเบียบคล้ายเศษดาวตก ทว่าเปล่งแสงนุ่มลึกอย่างประหลาด ราวกับภายในมีมหาสมุทรแห่งดวงดาวหมุนวนอยู่ตลอดเวลา
เพียงมองมัน หลงซิงเฉินก็รู้สึกว่าลมหายใจของตนชะงักไป
หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ทั้งถ้ำเงียบสนิท
ไม่มีเสียงหยดน้ำ ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงสิ่งมีชีวิตใด ๆ
มีเพียงความเงียบลึกล้ำที่ทำให้ทุกอย่างดูไม่จริง
หลงซิงเฉินกัดฟัน ใช้แขนขวาค้ำพื้นแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาเดินกะเผลกไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ทีละก้าว
ยิ่งเข้าใกล้แท่นหิน เขายิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากหยกชิ้นนั้น
มันไม่ใช่แรงกดดันแบบจอมยุทธ์ปล่อยพลังข่มขวัญ
แต่เป็ความรู้สึกคล้ายกำลังเข้าใกล้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอื้อมถึง
เมื่ออยู่ห่างจากแท่นหินเพียงสิบก้าว หลงซิงเฉินก็ต้องหยุด
ไม่ใช่เพราะไม่กล้า
แต่เป็เพราะจู่ ๆ ในหัวของเขาพลันดังอื้อขึ้น ราวกับมีสายฟ้านับพันฟาดลงในจิติญญาพร้อมกัน..
ภาพประหลาดแล่นวาบเข้ามาในความคิด
เขาเห็นฟากฟ้าที่แตกออก
เห็นดวงดาวดับสูญ
เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่กลางห้วงจักรวาล มือหนึ่งถือดาบั์ มือหนึ่งแบกท้องฟ้าที่แตกร้าวไว้เหนือบ่า
เขาเห็นเทพ มาร อสูร และเผ่าพันธุ์ประหลาดมากมายล้มตายเป็ทิวแถว
เห็นเืสีทองและเืสีดำไหลหลากท่วมดวงดาวทั้งหลาย
และท่ามกลางภาพทั้งหมดนั้น มีแาสีเงินสายหนึ่งพุ่งทะลุจักรวาล ร่วงลงสู่ความมืดอันไม่มีที่สิ้นสุด
หลงซิงเฉินผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว หายใจหอบถี่ หยาดเหงื่อเย็นเยียบซึมออกเต็มหน้าผาก
ภาพเ่าั้หายไปเร็วพอ ๆ กับที่มา
แต่ความสั่นะเืในจิตใจยังคงอยู่
นี่มัน… อะไรกันแน่?
เขาไม่ทันได้คิดต่อ
เพราะหยกสีครามบนแท่นหินพลันสั่นไหวเบา ๆ
แสงสีเงินโดยรอบถ้ำพลันสว่างขึ้นพร้อมกัน ราวกับดวงดาวนับหมื่นดวงตื่นจากนิทรา
เสียงหนึ่งดังขึ้น
เก่าแก่ หนักแน่น ลึกล้ำ
เหมือนไม่ได้ดังออกจากภายนอก แต่อยู่ในหัวของเขาโดยตรง
“ผู้ถูกเลือกแห่งดารา…”
หลงซิงเฉินแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว
เสียงนั้นยังคงดังต่อ
“ผู้สืบสายเื… ในที่สุดเ้าก็มาถึง”
สายเื?
ผู้ถูกเลือก?
หลงซิงเฉินไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เขาเกิดมาในหมู่บ้านกันดาร ถูกเรียกว่าสวะมาตลอดชีวิต จะมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับคำเหล่านี้ได้อย่างไร
เขาถอยครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่แสงสีเงินจากหยกกลับแผ่ขยายออกมาอย่างรวดเร็ว
ลำแสงนับสิบสายพันรอบร่างของเขาในพริบตา
ความเย็นะเืผสานกับความร้อนแผดเผาแล่นทะลวงเข้าไปในกระดูก ทุกเส้นเอ็นในร่างสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง
อ๊ากกกกก.!!
หลงซิงเฉินคำรามออกมาด้วยความเ็ป เขาพยายามดิ้นแต่ไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
แสงเ่าั้เหมือนกำลังตรวจสอบเขา
ตรวจสอบทุกส่วนของร่างกาย ทุกชีพจร ทุกหยดเื ทุกเสี้ยวิญญา
ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้เขาหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ทันใดนั้น เสียงโบราณก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ชีพจรพิการ… แต่กายยังไม่ตาย”
“จิตใจถูกเหยียบย่ำ… แต่ไม่แตกสลาย”
“ดวงชะตาต่ำต้อย… แต่ประกายดารายังไม่ดับ”
ถ้อยคำนั้นดังก้องในหัวทีละประโยค
จากนั้นหยกสีครามก็ปล่อยแสงสว่างจ้าออกมาจนทั่วถ้ำกลายเป็สีเงินขาวไปหมด
หลงซิงเฉินยกแขนขึ้นบังตาอย่างยากลำบาก..
แล้วเขาก็เห็น
หยกดาราชิ้นนั้นเคลื่อนตัวช้า ๆ ลงจากอากาศ
ลอยตรงมาหาเขา
หัวใจของหลงซิงเฉินเต้นแรงอย่างรุนแรง สัญชาตญาณกรีดร้องให้ถอยหนี แต่ร่างของเขากลับถูกแรงบางอย่างตรึงไว้กับที่
หยกนั้นลอยมาหยุดตรงหน้าอกเขา
เสียงโบราณดังครั้งสุดท้าย
“รับสืบเจตจำนงแห่งดารา… แล้วพลิกชะตาของเ้าเอง”
สิ้นเสียง
หยกดาราพุ่งเข้าใส่หน้าอกของหลงซิงเฉินอย่างฉับพลัน!
“อ้ากกก—!”
เสียงร้องของเขาดังสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ
แสงสีเงินะเิออกจากร่างราวกับพายุพลัง ดวงดาวนับหมื่นบนเพดานถ้ำส่องสว่างตอบรับ รอยสลักทั้งหมดบนผนังเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน ราวกับค่ายกลโบราณที่หลับใหลมาหลายหมื่นหลายแสนปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในวินาทีเดียว
ความเ็ปครั้งนี้ต่างจากทุกสิ่งที่ผ่านมา
มันไม่ใช่เพียงการฉีกทึ้งเนื้อหนัง
แต่เป็การแทรกซึมเข้าไปในเส้นเื กระดูก ไขสันหลัง และลึกถึงจิติญญา
หลงซิงเฉินรู้สึกราวกับในร่างของตนมีพลังป่าเถื่อนบางอย่างพยายามบดขยี้ทุกสิ่งเก่าให้แหลกละเอียด แล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนที่
ชีพจรที่เคยอุดตันราวหินตาย
กำลังสั่น
กำลังปริ
กำลังถูกฉีกออกทีละเส้น
เขาเห็นภาพร่างกายภายในของตนอย่างเลือนราง ประหนึ่งดวงตาภายในถูกเปิดขึ้น
เส้นชีพจรอันแห้งเหือดที่ไม่เคยรับปราณได้แม้เศษเสี้ยว กำลังถูกแสงสีเงินไหลผ่าน
มันเผาทำลายสิ่งสกปรก ตัดผ่านจุดตีบตัน และทุบทำลายกำแพงที่ขวางกั้นมาทั้งชีวิตอย่างหยาบกร้าน
ทุกครั้งที่มันทะลวงผ่านจุดหนึ่ง ความเ็ปจะรุนแรงจนเขาแทบอยากตายไปให้พ้น
แต่ลึกลงไปในใจ ความปวดร้าวเช่นนี้กลับทำให้เขาเกิดความปีติชนิดหนึ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพราะเป็ครั้งแรกในชีวิต
เขาััได้ถึงบางสิ่งที่เรียกว่า…
ความเป็ไปได้
“ไม่… ข้าจะไม่ตาย…”
หลงซิงเฉินกัดฟันแน่นจนเืซึมออกจากเหงือก
“ในเมื่อฟ้าส่งสิ่งนี้มาให้ข้า… ข้าจะไม่ตายอยู่ที่นี่เด็ดขาด!”
ถ้อยคำดังก้องในใจ
ราวกับได้ยินเสียงของตนตอบกลับจากส่วนลึกของจิติญญา
พลังจากหยกดาราโหมกระหน่ำยิ่งขึ้น
บนเพดานถ้ำ สายฟ้าสีเงินนับไม่ถ้วนเริ่มก่อตัวขึ้นจากแสงดารา เสียงฟ้าคำรามแทรกอยู่ในถ้ำใต้ดินจนผนังหินทั้งสี่ด้านสั่นะเื
พื้นถ้ำแตกร้าวเป็ทาง
แท่นหินสีดำสั่นสะท้านรุนแรง
และตรงกลางลำแสงสีเงินที่ห่อหุ้มร่างของหลงซิงเฉินอยู่นั้น เงาร่างของเขาค่อย ๆ ยืดตรงขึ้นทีละน้อย แม้ใบหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป แต่ดวงตากลับค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ
ในดวงตาคู่นั้น ประกายสีเงินวาบผ่านราวกับมีดวงดาวกำเนิดขึ้นเป็ครั้งแรก
รอบถ้ำเงียบไปชั่ววูบ
จากนั้น…
เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของแท่นหิน
แกรก… แกรก…
เหมือนกลไกที่ถูกปิดผนึกมาแสนนานกำลังเริ่มขยับ
หลงซิงเฉินที่กำลังอยู่ท่ามกลางพลังดาราไม่อาจหันไปมองได้เต็มตา แต่เขารับรู้ได้ชัดว่าบางสิ่งกำลังจะตื่น
บางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นหินนี้
บางสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ทว่าในเวลานั้น สติของเขากลับเริ่มพร่าเลือนอีกครั้งเพราะพลังจากหยกดารารุนแรงเกินไป ร่างกายที่เพิ่งบอบช้ำจากการตกเหวยังมิทันฟื้น ก็ต้องรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ชนิดที่คนธรรมดามิอาจทานทนได้
ก่อนที่สติจะดับวูบ เขาได้ยินเสียงโบราณประโยคสุดท้ายดังขึ้นในห้วงจิต
“ผู้สืบดารา… หากเ้ารอด… เส้นทางของเ้าจะมิใช่เพียงโลกเบื้องบน”
โลกเบื้องบน?
คำพูดนั้นมีความหมายเช่นใดกันแน่
หลงซิงเฉินไม่มีโอกาสคิดต่อ
เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง
ร่างกายหมดเรี่ยวแรง
และสติของเขาก็ดับวูบไปในมหาพายุแห่งแสงดารา
ท่ามกลางถ้ำโบราณใต้โพลงมรณะ
เด็กหนุ่มผู้ถูกคนทั้งหมู่บ้านเรียกว่า “สวะ”
กำลังถูกสร้างใหม่
จากกายาที่พิการ
สู่บางสิ่งที่แม้แต่ฟ้ายังไม่อาจมองข้าม..
และบนโลกเบื้องบนที่หมู่บ้านหลงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ดวงดาวบางดวงบนฟากฟ้ากลับพลันสั่นไหวเล็กน้อย
ราวกับรับรู้ว่า
ผู้หนึ่งซึ่งควรสูญหายไปในเถ้าธุลี
ได้เริ่มก้าวขึ้นสู่เส้นทางที่วันหนึ่งอาจทำให้ทั้งโลกหล้าต้องสั่นะเื..!!