“ผู้อาวุโสไป๋เหม่ยทำไมท่านมาถึงเร็วขนาดนี้” หลู่ตงยิ้มเล็กน้อย
“เป็นเจ้าที่มาช้า นี่คือหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่ของตระกูลเจ้าใช่หรือไม่ลูกชายของหลู่จงนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ” ชายที่ชื่อไป๋เหม่ยกล่าวพร้อมกับมองมายังหลู่เส่าโหย่วและหลู่เส่าหู่
“ศิษย์ขอคารวะผู้อาวุโสไป๋เหม่ย”ทันใดนั้นเอง หลู่หวู๋ซวงก็ก้าวไปอยู่ด้านหน้าไป๋เหม่ยและโค้งคำนับทันที
“หวู๋ซวงหลายเดือนที่ผ่านมาเจ้าได้แอบขี้เกียจหรือไม่ เมื่อกลับไปคราวนี้เจ้าก็จะมีโอกาสกลายเป็นศิษย์สายตรงแล้วเจ้าต้องพยายามเข้า ข้าคาดหวังในตัวเจ้าอยู่” ไป๋เหม่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ศิษย์ไม่กล้าขี้เกียจ” หลู่หวู๋ซวงกล่าวตอบ
“เส่าโหย่ว เส่าหู่ พวกเจ้ารีบคารวะผู้อาวุโสไป๋เหม่ยสิท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสไป๋เหม่ยจากนิกายอวิ๋นหยาง เป็นผู้รับผิดชอบในการรับพวกเจ้ากลับไปยังนิกายในคราวนี้”หลู่ตงรีบกล่าวทันที
“คารวะผู้อาวุโสไป๋เหม่ย”หลู่เส่าโหย่วรีบโค้งคำนับทันที ที่แท้คนผู้นี้ก็เป็นผู้อาวุโสของนิกายอวิ๋นหยาง ถึงว่าแต่ละนั้นมีออร่าที่ไม่ธรรมดาเลย
หลู่เส่าหู่ก็รีบโค้งคำนับเช่นกันสมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลหลู่ต่างก็ไม่กล้าหยิ่งผยอง รีบโค้งคำนับในทันที หากอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสของนิกายอวิ๋นหยางพวกเขาก็ไม่กล้ายั่วยุใดๆ
“เจ้าคือหลู่เส่าโหย่วใช่หรือไม่ผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุ ไม่เลวเลย พรสวรรค์ระดับนี้แย่กว่าเจ้าหนูนั่นนิดเดียวเท่านั้นข้าเอาใจช่วยเจ้าอยู่”
“ข้าน้อยจะพยายามทำให้ดีที่สุด”หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆ ด้วยท่าทางที่ไม่ได้ดูถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป
เห็นท่าทางของหลู่เส่าโหย่วเช่นนั้นผู้อาวุโสไป๋เหม่ยก็แอบพยักหน้าในใจ
เมื่อได้ยินผู้อาวุโสไป๋เหม่ยกล่าวชื่นชมหลู่เส่าโหย่วสีหน้าของหลู่เส่าหู่กับจ้าวฮุ่ยก็มืดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไร
“ผู้อาวุโสไป๋เหม่ย ตระกูลอื่นมาถึงแล้วหรือยัง?” หลู่ตงถามขึ้น
“มาได้บางส่วนแล้ว แต่จากตระกูลใหญ่ทั้งห้ามีเพียงตระกูลหลู่ของเจ้าเท่านั้นที่มาถึง”
หลู่เส่าโหย่วสังเกตบริเวณโดยรอบของจัตุรัสที่ในเวลานี้มีคนของห้าตระกูลใหญ่กำลังรักษาความสงบอยู่ผู้คนจำนวนมากขนาดนี้ และยังมีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ด้วยไม่น้อย หากมีการจลาจลเกิดขึ้นอาจเป็นปัญหาขึ้นมาได้ดังนั้นตระกูลใหญ่ทั้งห้าจึงไม่กล้าประมาท
เหล่าผู้ที่ดูแลรักษาความสงบต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังระดับสาวกขั้นหนึ่งหลู่เส่าโหย่วยังเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ของตระกูลใหญ่ทั้งห้ารวมอยู่ภายในนั้นด้วยอีกหลายคนนี่ก็ถือเป็นการแสดงพลังอำนาจของเหล่าตระกูลใหญ่อีกรูปแบบหนึ่ง
“เส่าโหย่ว เส่าหู่พวกเจ้าเข้าไปเถอะ จงจำไว้ว่าห้ามประมาทเลินเล่อ” หลู่ตงกล่าวกับทั้งสอง ที่ด้านหน้ามีทางเข้าแคบๆอยู่แห่งหนึ่ง นั่นคือทางที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไปได้
หลู่เส่าโหย่วพยักหน้าและเข้าไปในทางเข้าเล็กๆนั่น จากนั้นเขาก็มาถึงตรงจัตุรัส หลู่เส่าโหย่วกวาดตามองโดยรอบ จัตุรัสแห่งนี้ถูกล้อมรอบเป็นวงกลมมีที่นั่งนับพันที่ในเวลานี้มีผู้คนจับจองกันไปมากกว่าครึ่ง เมื่อสังเกตดูดีๆหลู่เส่าโหย่วก็สามารถเดาได้อย่างไม่ยากว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของเมืองชิงอวิ๋น
ส่วนที่นั่งที่เหลือ น่าจะเป็นที่นั่งที่เหลือไว้ให้กับตระกูลใหญ่ทั้งห้าและบนแท่นหินทางด้านหลังของเขาก็มีเก้าอี้ของบุคคลสำคัญจำนวนสิบกว่าตัวที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรากว่าเก้าอี้อื่นๆอย่างเห็นได้ชัด นั่นคงเป็นที่นั่งของเหล่าผู้ตัดสิน
ระหว่างทางที่มานั้นหลู่หวู๋ซวงได้บอกกับหลู่เส่าโหย่วเอาไว้แล้วว่าผู้ตัดสินในครั้งนี้คือผู้อาวุโสกับผู้ดูแลจากนิกายอวิ๋นหยางและยังมีสมาชิกของตระกูลใหญ่ทั้งห้าด้วย
ในเวลานี้ บนจัตุรัสมีชายหนุ่มกับหญิงสาวจำนวนสามสิบคนกำลังยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้ทุกคนต่างก็นั่งลงบนเก้าอี้หินที่ถูกจัดไว้เพื่อรอเวลาที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่ปรากฏตัว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ลืมตาและเหลือบมองมายังพวกเขาทั้งคู่
หลู่เส่าโหย่วลอบสังเกตออร่าของบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่มีพลังบ่มเพาะระดับนักรบขั้นหนึ่งมีส่วนน้อยที่มีพลังบ่มเพาะระดับสาวกขั้นแปดขั้นเก้าและพวกที่มีพลังบ่มเพาะระดับนักรบทั้งหมดต่างก็อายุประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบปีพวกเขาเป็นลูกหลานของเหล่าตระกูลเล็ก
ในตอนนั้นเอง ที่ปากทางเข้าก็ได้มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามาทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้
หลู่เส่าโหย่วเดินไปหาที่นั่งตรงหัวมุมด้านหน้านั่งก่อนโดยที่ไม่ได้สนใจหลู่เส่าหู่
“มาแล้วหรือ?” หลู่เส่าโหย่วเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตานางมีรูปร่างที่สง่างามภายใต้ชุดกระโปรงยางที่สวมใส่นางผู้นั้นก็คือกูตู๋ปิงหลันจากเทียนเป่าเหมินนั่นเอง
“เส่าโหย่ว เจ้ามาเร็วจริงๆ”กูตู๋ปิงหลันยิ้มเบาๆ และเดินตรงมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของหลู่เส่าโหย่ว กลิ่นหอมของนางอบอวลไปในอากาศและลอยมาแตะที่จมูกของเขา
“คุณหนูกูตู๋ ท่านมาได้อย่างไรเชิญนั่งตรงนี้” เมื่อเห็นกูตู๋ปิงหลัน หลู่เส่าหู่ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันทีจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางประจบสอพลอ
“นายน้อยหลู่ไม่ต้องสุภาพมากนักหรอกข้าขอนั่งข้างเส่าโหย่วก็พอ พวกเราจะได้พูดคุยกัน” กูตู๋ปิงหลันยิ้มให้หลู่เส่าหู่อย่างเฉยเมยและตอบกลับอย่างสุภาพจากนั้นก็นั่งลงบนที่ว่างที่อยู่ข้างๆ หลู่เส่าโหย่ว
หลู่เส่าหู่จ้องเขม็งไปยังหลู่เส่าโหย่วเขาสงสัยว่าหลู่เส่าโหย่วรู้จักกับกูตู๋ปิงหลันได้อย่างไร ใบหน้าของหลู่เส่าหู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา
“แม่นางปิงหลัน ชุยอวี่ล่ะ?” หลู่เส่าโหย่วเอ่ยถามเบาๆสาวใช้ชุยอวี่กับกูตู๋ปิงหลันนั้นซ้ายขวาแยกไม่ออกเสมอ ทว่าน่าแปลกที่วันนี้เขาไม่เห็นนาง
“นางอยู่ที่ด้านหน้า อยู่ตรงนั้นไง” กูตู๋ปิงหลันยิ้มเล็กน้อยแล้วมองไปยังที่นั่งด้านหน้าเมื่อหลู่เส่าโหย่วมองตามไป เขาก็เห็นว่าตรงที่นั่งด้านหน้าสุดนั้นมีสาวใช้ชุยอวี่กับหวู่จื่อซืออยู่ที่นั่นทั้งคู่
ทว่าในขณะนั้นเองก็ได้มีร่างร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจของหลู่เส่าโหย่วไปตรงด้านหน้าทางเข้ามีชายหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้ากำลังจ้องมองมายังมุมที่เขากำลังนั่งอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มผู้นั้นก็มีบุคคลที่หลู่เส่าโหย่วรู้จัก ดูเหมือนนั่นจะเป็นกลุ่มคนของตระกูลฉิน
“นั่นคือฉินเทียนห่าวแห่งตระกูลฉิน เขาเป็นถึงผู้ฝึกวิญญาณปกติแล้วแม้แต่ประตูใหญ่ของตระกูลฉินเขาก็ยังไม่ก้าวเท้าออกมา” กูตู๋ปิงหลันกล่าวกับหลู่เส่าโหย่วที่อยู่ข้างๆ
หลู่เส่าโหย่วมองไปที่ฉินเทียนห่าวเขาเป็นคนผิวขาวและมีรูปร่างผอมบาง ทว่ากลับมีดวงตาที่ลึกซึ้ง เป็นบุคคลที่ไม่สมควรจะไปยั่วยุในขณะนั้น มีคนในตระกูลฉินได้พูดอะไรบางอย่างที่ข้างหูของฉินเทียนห่าว จากนั้นเขากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามาที่ทางเข้าเมื่อดูออร่าของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่มาพร้อมกันกับฉินเทียนห่าวนั้นนับว่าไม่เลวเลย
“คุณหนูกูตู๋ ได้ยินมาว่าท่านเข้าร่วมการแข่งขันด้วยเดิมที่ข้านั้นไม่เชื่อ แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง” ฉินเทียนห่าวเดินเข้ามาหากูตู๋ปิงหลันและกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อย
“ข่าวกรองของนายน้อยฉินช่างครอบคลุมยิ่งนัก”กูตู๋ปิงหลันพยักหน้าเบาๆ และกล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อเทียบกับหลู่เส่าหู่แล้ว ท่าทางของนางที่มีต่อฉินเทียนห่าวนั้นดีกว่าไม่น้อย
“คุณหนูกูตู๋ล้อข้าเล่นแล้ว”ฉินเทียนห่าวยกยิ้ม จากนั้นก็เหลือบมองหลู่เส่าโหย่วด้วยท่าทีที่รักษาท่าทางอันเหมาะสมของตัวเองเอาไว้จากนั้นเขาก็นั่งลงที่บริเวณนั้นพร้อมกับชายหนุ่มตระกูลฉินที่อยู่ด้านหลัง
ที่ปากทางเข้า ได้มีร่างสองร่างของหนึ่งชายและหนึ่งหญิงปรากฏขึ้นอีกครั้งสายตาของหลู่เส่าโหย่วจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ดูอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีนางมีใบหน้างามประณีต สวมใส่ชุดสีแดงอ่อนรัดตัวเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของหญิงสาววัยเยาว์ที่สง่างาม มีดวงตากลมโตและผมสีดำ ท่าทางดูกล้าหาญและมีความงดงามเต็มสิบส่วน