After apocalypse saga บทที่ 1 ตอนที่ 3
การเดินทางมาจากมิดโวลโน่มาหมู่บ้านกรีนเรสท์นั้น ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางยาวนานถึง 10 วันเต็ม ่เวลาที่ยากลำบากที่สุดคงเป็่เดินลงจากูเาไฟั์นี่ แต่จากคำบอกเล่าของเหล่าคนหมู่บ้านกรีนเรสท์นั่นบอกว่า ขาขึ้นเขานั่นยากลำบากกว่ามากนัก หมู่บ้านกรีนเรสท์นั้นมีความแตกต่างทางด้านโครงสร้างและผังเมืองเล็กน้อย แต่โดยรวม ๆ แล้วไม่ต่างกันมาก ทั้งนี้อาจเกี่ยวกับความรู้ของเหล่าวิศวกรรมที่ก่อสร้างและการผังเมือง น่าจะมีองค์ความรู้คล้ายกัน แต่ความแตกต่างสำคัญของกรีนเรสท์ที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างมิดโวลโน่ คงเป็เื่ของกำแพงเมือง
เมื่อมานึกถึงข้อมูลของกรีนเรสท์ที่ต้องปะทะกับเหล่าสัตว์ป่าอยู่บ่อยครั้ง การมีกำแพงไว้ป้องกันนับว่าเป็สิ่งสมควร ตลอด 3 ปีนี้มีการาเ็และพิการ แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต คงต้องยกประโยชน์ให้น้ำพุแห่งความเยาวัยที่มิดโวลโน่ส่งมาแลกเปลี่ยนจริง ๆ ที่ทำให้ไม่มีคนล้มตายจากการได้รับาเ็
ส่วนเส้นทางจากไวท์แซนด์มาที่กรีนเรสท์นั้นใช้เวลาเดินทาง 14 วัน ทั้งนี้ที่ล่าช้ากว่ากันนั้นไม่ใช่เพราะระยะทาง แต่เพราะบาง่ของเส้นทาง ต้องตัดผ่านป่าใหญ่ซึ่งนับว่ายังคงมีอันตรายอยู่ คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าที่ทั้ง 2 หมู่บ้านจะสามารถสร้างเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัยมากกว่านี้ แต่เมื่อทันทีที่หน่วย 3 ของมิดโวลโน่มาถึง คนจากหมู่บ้านไวท์แซนด์ได้มาถึงกรีนเรสท์อยู่ก่อนแล้ว การประชุมจะยังไม่เริ่มทันที มันจะเริ่มหลังจากที่กรีนเรสท์เลี้ยงต้อนรับเหล่าแขกต่างหมู่บ้านแล้ว ซึ่งมันจะเริ่มในวันรุ่งขึ้น
ถึงงานเลี้ยงตอนรับนี้อาหารหลายอย่างจะเป็เพียงอาหารพื้น ๆ ไม่ได้หรูหราแต่อย่างใด แต่มันก็ทำให้แขกหลายคนต้องออกมาชื่นชม โดยเฉพาะไวน์ที่ทางกรีนเรสซื้อมาจากมิดโวลโน่ ถึงในตอนนี้จะมีจำนวนการผลิตที่น้อย แต่พวกเราก็ยังคงเร่งพัฒนาภาคเกษตรต่อไป ในที่สุดการประชุมหารือระหว่างตัวแทนหมู่บ้านครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้น โดยมีสมาชิกใหม่เป็ไวท์แซนด์ จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นพบว่า ทางไวท์แซน์มีทรัพยากรณ์สำคัญที่แหล่งอื่นไม่มีเช่นกัน โดยเฉพาะเกลือทะเล หินปูน ตลอดจนความสามารถในการสำรวจทางทะเล ใน่ตลอด 3 ปีมานี้ทางไวท์แซนด์ได้ออกทะเลสำรวจไป 3 ครั้ง จนในครั้งที่ 3 พวกเขาก็พบกับแผ่นดินใหม่ ซึ่งมันอยู่ขึ้นไปทางเหนือ เมื่อผมได้ยินก็ทราบโดยทันทีว่าแผ่นดินนั้นคือทวีปอัลฟ่า ซึ่งเป็ไปตามคำบอกเล่าของเทวฑูต โดยทางกรีนเรสและไวท์แซนด์ ตัดสินใจสร้างถนนไปมาระหว่างกัน โครงการนี้อาจต้องใช้เวลาหลายปี แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้บอกเื่ชุมชนที่คาดว่าเหลืออีก 1 พอมาถึงตรงนี้แล้วผมก็เสนอทางไวท์แซนด์กับกรีนเรสไปว่า ทางด้านทิศตะวันตกของูเาไฟซึ่งหมายถึงที่ราบสูงของเมืองมิดโวลโน่นั้น น่าจะมีผู้อาศัยอยู่อีก ทั้งสองหมู่บ้านจึงอาสาสำรวจให้
ปี A.A. 313
นับจากวันนั้นเวลาก็ผ่านเลยมาอีก 10 ปี ผมนั้นไม่ได้รู้สึกถึงความแก่ชราเลย เช่นเดียวกับอเล็ก พี่นาวีและอาจัน ส่วนคนอื่น ๆ นั้นอายุจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็ไปตามอายุที่ควรจะเป็ ทางนักวิทยาศาสตร์ของหมู่บ้านจึงคิดว่า รังสีที่พวกผม 4 คนได้รับนั้นส่งผลต่อการชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์ ส่วนประชากรของมิดโวลโน่เองก็ เพิ่มขึ้นมาจาก 13 ปีก่อน ตอนนี้พวกเรามีประชากรมากถึง 1700 คน โดยเฉลี่ยหญิงสาวในหมู่บ้านให้กำเนิดทายาท 5 คน โดยปาากรใหม่ที่เพิ่มมาจากการเกิดนั้นคิดเป็สัดส่วน ชายต่อหญิง 5:7 อะไรหลายอย่างในมิดโวลโน่เริ่มลงตัว ทั้งปศุสัตว์ การค้าแลกเปลี่ยน ผังเมือง การขนส่ง ตลอดจนตัวบ้านเรือนอาคารจากไม้ก็เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างจากคอนกรีต ทางเมืองกรีนเรสเองก็ค้นพบทามแคปซูนของตนเอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกับชาวหมู่บ้านมิดโวลโน่ ในที่สุดพวกเขาก็ได้ทราบความจริง และข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปยังไวท์แซนด์ ทำให้การสำรวจ ชุมชนแห่งสุดท้ายเร่งเล้ามากขึ้น
จนในที่สุด พวกเราก็พบหมู่บ้านแห่งสุดท้าย แต่ว่าเราพบพวกเขาช้าเกินไป ประชากรของพวกเขานั้นเหลือเพียง 213 คน เป็เพศชาย 90 หญิง 120 และเด็กเล็ก 3 มันน่าเศร้ามาก ที่จุดที่พวกเขาถูกส่งตัวไปนั้น มันเป็ป่าดงดิบและมีสัตว์ร้ายหลายชนิด การเอาชีวิครอดของพวกเขาประสบความล้มเหลว จากข้อมูลที่พวกเราได้รับรายงานมาคือ พวกเขาเกิดแบ่งกลุ่มขึ้นจาก 2 ขั่วอำนาจ ไม่มีความสามัคคีกัน ประกอบกับความทุรกันดานของพื้นที่นั้นยากต่อการดำรงชีวิต และขาดการวางแผนที่ดี จนสุดท้ายก็ถูกพวกสัตว์ป่าโจมตีและสูญเสียในที่สุด ทางกรีนเรสจึงนำพวกเขาอพยพกลับมาโดยให้สิทธิพวกเขาเลือกที่อยู่อาศัยใน 3 หมู่บ้าน ทั้งนี้ทางมิดโวลโน่นั้นได้ พวกเขามาเพิ่ม 100 คน ส่วนที่เหลือขออพยพไปไวท์แซนด์ ที่กรีนเรสไม่ได้รับความสนใจนั้นเพราะพวกชุมชนนั้นกลัวต่อสัตว์ป่า ซึ่งกรีนเรสเองต้องปะทะกับพวกมันเกือบทุกวัน
ไม่นานหลังจากนั้นการประชุมหารือครั้งที่ 3 ก็เริ่มขึ้นโดยจัดขึ้นที่ไวท์แซนด์ ทางมิดโวลโน่นั้นส่งตัวหัวหน้าหมู่บ้านอัลเบิกไปพูดคุย และได้ผลสรุปการประชุมกลับมาคือ หมู่บ้านมิดโวลโน่และไวท์แซนด์จะยกระดับขึ้นเป็เมือง โดยให้มิดโวลโน่เป็เมืองหลัก ไวท์แซนท์เป็เมืองท่า ในอนาคตจะได้ออกสำรวจทวีปอัลฟ่าต่อไป ส่วนกรีนเรสนั้นจะถูกตั้งเป็เหมืองทรัพยากรณ์และค่ายทหาร ใช้เป็เพียงจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองท่าไวท์แซนด์กับเมืองหลวง ในการประชุมครั้งนี้ พวกเราจะสถาปนาอณาจักรของพวกเราขึ้นมาบนเกาะโดดเดี่ยวแห่งนี้ และมีการปกครองระบอบกษัตร โดยทุกหมู่บ้านต่างลงมติให้พี่อัลเบิกเป็ประถมกษัตรแห่งเกาะโดดเดี่ยว มีการจัดสรรทรัพยากรใหม่ ชาวหมู่บ้านกรีนเรสแบ่งกันอพยพเดินทางไปยังไวท์แซนด์และมิดโวลโน่ ทำให้ประชากรมิดโวลโน่เพิ่มขึ้นเป็ 3000 คน โดยเมืองกรีนเรสถูกเปลี่ยนเป็เหมืองและค่ายทหารเต็มรูปแบบ โดยทั้งสองเมืองจะต้องส่งคนหมุนเวียนไปประจำการที่กรีนเรส
ปี A.A. 315
2 ปีต่อมาการสถาปนาก็ถูกจัดขึ้น โดยมีชาวเมืองและแขกสำคัญจากเมืองไวท์แซนด์มาเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาอาณาจักรโดยอาณาจักรของพวกเราได้ชื่อใหม่ว่า นิวมูน ที่ได้ชื่อนี้มาเพราะผมเอง ผมที่ไปสำรวจบนยอดเขาที่สูงที่สุดทางทิศตะวันตกนั้นสามารถมองเห็นภูมิประเทศรอบเกาะได้ เมื่อมาวาดแผนที่เกาะแล้วก็พบว่ามันมีลักษณะเป็เสี่ยวพระจันทร์ โดยมีูเาไฟอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี และมีเมืองไวท์แซนด์เป็เมืองท่าที่อยู่กลางอ่าวเสี่ยวพระจันทร์ เมื่อมีอาณาจักรรูปแบบสังคมก็ถูกพัฒนาขึ้น มีการวางรากฐานสังคมโดยอ้างอิงจากยุคกลางของโลกเก่าพวกเรา เื่ความเชื่อและศาสนานั้นมีความจำเป็เช่นกัน ในตอนแรกนั้นพวกเราคิดจะเอาศาสนาเดิมจากโลกเก่าแต่เพราะหลายคนออกความเห็นว่าควรสร้างศาสนาขึ้นมาใหม่ แต่กระนั้นพวกเราก็เอาตัวตนมนุษย์ต่างดาวมาเป็ที่ยึดเหนี่ยว ถึงผมจะแอบขำอยู่บ้างว่าพระเ้าที่พวกเราจะกราบไหว้ต่อไปในอนาคตนั้นคืุ์ต่างดาว แน่ถ้าต่อไปอีก 100 ปี 1000 ปี พวกเขาก็คงจะไม่ทราบข้อมูลแท้จริงแล้ว โดยพวกผู้ใหญ่จะเริ่มสั่งสอนและปลูกฝั่งเด็กรุ่นใหม่ ที่ต้องสร้างสิ่งงมงายแบบนี้ขึ้นมานั้น ก็เพื่อเป็เครื่องมือในการบริหาร
พวกเราอพยพมายัง eDEN009876 ได้ 15 ปีแล้วก็จริง แต่พวกผมก็ยังนึกถึงดาวบ้านเกิดอยู่ดี ถึงจะไม่มีความทรงจำทั้งหมดแต่ก็พอจะนึกออกบ้างเล็กน้อย การเมืองการปกครองนั้นเป็ไปตามรูปแบบที่วางแผนกันไว้
“โทวมะ นายควรแต่งงานได้แล้วนะ แล้วนี่ก็ไม่ได้ยัดเยียดลูกสาวด้วย นายต้องเลือกแล้วว่าจะแต่งกับใคร พี่มีลูกสาว 12 คน ดูทรงแล้วต่อให้มีลูกอีกก็คงไม่ได้ลูกชาย เ้าเลือกลูกสาวของพี่คนไหนก็ได้ จาก 5 คนแรกเพราะพวกเธออายุ 15 กันแล้ว…” ผมที่กำลังกินมื้อเย็นกับกษัตรของผมอยู่นั้นถึงกับสำลักขึ้นมา
“พี่ผมไม่ได้รังเกียจลูกสาวพี่นะ แต่ว่าผมเห็นพวกเธอมาั้แ่เกิด มันทำให้ผมรักพวกเธอแบบที่ควรไม่ได้ ผมเห็นเธอเหมือนลูกเหมือนหลานไปแล้วนะสิ”
“ยังไงการเพิ่มจำนวนประชากรก็สำคัญนะ แต่อย่าหาว่าพี่เห็นแกตัวเลย หากพี่เลือกได้พี่ก็ยากยกลูกสาวให้กับคนที่ไว้ใจได้ คนอื่น ๆ ไม่ใช่คนไม่ดีนะ แต่พี่ชอบนายที่ตรงไปตรงมา ถ้าจะฝากลูกสาวก็คงต้องเป็นายนั่นละ”
“พี่อัลเบิดผมขอโทษครับ ความจริงใจนี้ผมรับรู้ได้จริง ๆ นะ แต่ว่าผมทำแบบนั้นกับพวกเธอไม่ลงนะสิ ถ้าผมเป็ไอ้อเล็กก็ว่าไปอย่าง จะว่าไปทำไมพี่ไม่ยกให้อเล็กไปละ มันก็ไม่ต่างกับผมมากนะ แค่มันพูดเก่งมากเกินไปหน่อย”
“เื่นั้นพี่คิดไว้อยู่แล้วละ จริง ๆ พี่เลือก นาย อเล็ก นาวี อาจัน ทั้ง 4 คนให้กับลูกสาวพี่แล้วแหละ แค่พี่มาคุยกับนายคนแรก”
"จริงดิพี่…"
“จะโกหกนายทำไม นี่คำพูดของคิงเลยนะ”
“ครับ ๆ แต่ว่าผมขอเลื่อนไปก่อนละกัน ผมรู้สึกไม่ดีกับพวกเธอจริง ๆ นะครับถ้าต้องทำแบบนั้น”
“ก็ได้พี่จะให้เวลานาย แต่พี่มีอีกเื่ที่อยากจะคุยกับนาย”
“เื่อะไรครับ”
“เื่หินกรวดในถ้ำนั่นนะ มันมีมาอีกหรือยัง”
“อ่อเื่นี้ผมกลับไปดูอยู่ตลอด มันไม่มีก้อนใหม่ขึ้นมาเลยครับ พวกนักวิทฯ เองก็คาดว่าพวกมันนาน ๆ จะผุดมาที ถึงจะคำนวนอายุคาร์บอนไม่ได้ แต่พวกเขาคิดว่า อาจจะสัก ร้อยปี หรือ หมื่นปี มันถึงจะผุดมาสัก 1 เม็ด ผมก็ไม่แน่ใจนะพี่ว่าที่พวกผมได้รับรังสีพวกนั้นมามันจะเป็ประโยชน์หรือโทษ ไอ้การที่พวกนั้นบอกผมว่าจะไม่แก่ไม่ตาย ผมยังไม่เชื่อหรอกนะพี่”
“ในอาณาคตพี่ว่าจะให้ถ้ำนั้นเป็เขตหวงห้าม โดยจะให้พวกเราเท่านั้นที่เข้าไปได้”
“เื่นี้ผมเห็นด้วยนะ จะว่าไปตำแหน่งหัวหน้านักบวชนี่ ผมขอได้ปะ”
“ทำไมนายถึงสนใจละ”
“การปั่นหัวคนอื่นแบบนี้ผมชอบนักแหละ แค่คิดว่าถ้าต่อไปคนพวกนี้จะกราบไหว้ในสิ่งที่ผมสมมติขึ้นมาก็ฮาแล้ว”
“เลววะไอ้น้องบ้า ฮ่า ๆ”
แล้วผมกับพี่ชายกษัตรแห่งอาณาจักรเกาะโดดเดี่ยวนามว่านิวมูนก็พากันขำกับสิ่งที่ผมอยากทำ
ปี A.A. ที่ 317
17 ปีหลังที่พวกเราอพยพมายังดาวดวงนี้ และนอกจากงานาาภิเษกเมื่อ 2 ปีก่อน เวลานี้จะเป็งานเฉลิมฉลองสำคัญอีกงาน ซึ่งก็คืองานอภิเษกสมสรของมุงกฏราชกุมารี อัลเดแห่งมิดโวลโน่ กับมาร์ควิสอเล็กแห่งไลท์สตรีม ใช่แล้วละครับอเล็กเพือนสนิทผมเอง เพราะั้แ่มีการสถาปนาระบอบกษัตร พวกผมหลายคนก็ได้ยศและตำแหน่งขุนนางของราชสำนัก จริง ๆ ผมก็มีตำแหน่งนะแถมมีถึง 2 ตำแหน่ง อันแรกคือดยุกแห่งนิวเกต อันที่สองพระสันตะปาปาแห่งศาสนจักรอีเดน คงต้องอธิบายว่าอะไรคือนิวเกต อะไรคือไลน์สตรีม ส่วนอีเดนนี่คงไม่จำเป็ นิวเกตคือพื้นที่บริเวณค่ายบนสันเขาทางตะวันออกที่สามารถเดินทางไปกรีนเรสได้ ซึ่งตอนนี้มันคือเขตปกครองของผม ไลน์สตรีมคือพื้นที่บริเวณทางเข้าถ้ำน้ำพุแห่งความเยาวัยซึ่งตอนนี้เป็เขตปกครองของอเล็ก ส่วนพี่นาวีนั้นมีตำแหน่งมาร์ควิสเช่นกันเขตปกครองของพี่เขาอยู่ทางใต้ของที่ราบซึ่งใกล้กับทะเลสาบกลางูเาไฟมีชื่อว่าเซนต์เลค ส่วนอาจันนั้นเป็คาดินอลของศาสนาอีเดนช่วยงานผมอีกที เอาละเรากลับมาเข้างานอภิเษกสมสรกันดีกว่า
“ในนามแห่งพระเ้าและกษัตรแห่งนิวมูน อัลเด มิดโวลโน่ และ อเล็ก ไลท์สตรีม ข้าขอประกาศอย่างเป็ทางการว่า พวกท่านทั้งสองเป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้อง” นี่ละครับงานการเป็ประธารการแต่งงานแรกของโปปอย่างผม
ศาสนาของผมนั้นนักบวชสามารถแต่งงานได้นะครับ ไม่เช่นนั้นคงแห้งตายกันพอดี แถมคนยิ่งน้อย ๆ อยู่ หลักคำสอนนั้นก็ไม่ได้มุ่งเน้นให้เกิดความเชื่อแบบสุดโต่ง แต่สอนให้ผู้คนมุ่งเน้นทำดีคิดดีไม่เอาเปรียบผู้อื่น แต่ผมไม่ได้สอนว่าถ้าตายไปจะได้ขึ้น์นะ แต่จะบอกพวกเขาว่า เมื่อตายไปแล้วจะได้กลับไปยังดาวบ้านเกิดแทน
แล้วเวลาก็ผ่านไปอีก 10 ปี ตอนนี้เมืองหลวงมิดโวลโน่นั้นเจริญเติบโตอย่างมาก ประชากรเองก็เพิ่มขึ้นจาก 3000 กว่าคนมาเป็ 12000 กว่าคน บางครอบครัวมีลูกมากกว่า 10 คน เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นเขตปกครองต่าง ๆ ก็เริ่มพัฒนาทั้ง นิวเกต เซนต์เลต ไลนท์สตรีม ก็เริ่มจัดสรรประชากรไปอาศัยตามพื้นที่เหล่านี้ ส่วนเื่ไม่แก่เฒ่านั้น ต้องบอกเลยว่าผมเห็นถึงปัญหาที่จะตามมาในอนาคตแล้ว ถ้าเกิดเื่การไม่แก่ไม่ตายเป็เรืองจริงผมจะอธิบายกับคนรุ่นหลัง ๆ ยังไงดี ดังนั้นในงานสำคัญที่โปปอย่างผมจะต้องออกไปเจอผู้คน ผมจะสวมใส่หน้ากากที่ออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องแต่งกาย เพื่อที่ต่อไปมันจะได้กลายเป็ยูนิฟอร์ม เพื่อที่จะได้ไม่มีคนจำหน้าผมได้ จะว่าไปนอกจากดยุกแห่งนิวเกตแล้ว ก็ยังมีดยุกแห่งกรีนเรส ดยุกแห่งไวท์แซนด์อีก ตำแหน่งต่าง ๆ พวกนี้ถึงจะดูเป็เพียงหัวโขนอยู่ก็จริง แต่ต่อไปในอนาคตมันจะเป็สิ่งที่มีอำนาจในการปกครอง หากต่อไปมีประชากรเพิ่มขึ้นและมีการขยายอาณาเขต ก็จะเริ่มมีการแต่งตั้ง เอิร์ล ไวเคานต์ บารอน และลอร์ด
กลับมาคุยอีกเื่ดีกว่า นั้นก็คือเื่ระบบผู้ช่วยที่ถูกติดตั้งให้กับผู้อพยพกลุ่มแรกนั้น มันไม่ส่งต่อไปคนรุ่นหลัง แถมเมื่อคนที่มีระบบเสียชีวิตระบบพวกนี้ก็หายไปด้วยเช่นกัน การที่มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกเช่นนั้นนับว่ามีความจำเป็อย่างมากในการพัฒนาอารยธรรม แต่คนรุ่นใหม่กับไม่ได้ใช้มันช่างน่าเสียดายนัก
ปี A.A. 330…
30 ปีแห่งการอพยพ ปีนี้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอีกครั้งและมันจะเปลี่ยนสาระของโลกนี้ไปตลอดกาล เมื่อเ้าหญิงเดซี่แห่งไลน์สตรีมพบว่า ตนเองสามารถทำให้น้ำกลายเป็น้ำแข็งได้ เพียงแค่เธออยากให้มันเป็ เด็กสาวอายุ 12 ผู้นี้คือลูกของอเล็กกับเ้าหญิงอัลเด เหตุการนี้ทำให้นักวิทและผู้คนมากมายสนใจ จากคำพูดของเธอนั้นบอกว่า ระหว่างที่ทำการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เื่การควบแน่นของน้ำโดยใช้ความเย็นเพื่อสร้างหยดน้ำนั้น เธอเกิดสนใจมันเป็พิเศษและอยากให้มันกลายเป็น้ำแข็ง และทันใดนั้นมันก็กลายเป็ผลึกน้ำแข็งทันที เมื่อเธอลองกับน้ำเดือดที่กำลังถูกต้มอยู่ มันก็กลายเป็น้ำแข็งเช่นกัน จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้คนสนใจเป็พิเศษ จนไม่กี่เดือนถัดมา บุตรชายของท่านมาร์ควิสแห่งเซนต์เลคนามว่า ปกรณ์ ก็สามารถเปลี่ยนน้ำธรรมดากลายเป็น้ำแข็งได้เช่นกัน และยิ่งกว่านั้นเขายังสามารถสร้างเปลวไฟขึ้นมาได้จากความว่างเปล่า
นักวิทฯของอาณาจักร์พบความเชื่อมโยงสำคัญคือทั้งเ้าหญิงเดซี่ และ ปกรณ์ ต่างเป็ลูกของเหล่า ผู้ที่เคยถูกรังสีของน้ำพุแห่งความเยาวัยมาก่อน ทำให้มีการตรวจสอบไปยังบุตรของคาดินอลอาจัน ซึ่งพบว่าข้อสันนิษฐานนักวิทฯเป็ความจริง ลูกของอาจันนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกับทั้งสองคนก่อนหน้า ทำให้ ผม อเล็ก พี่นาวี และ อาจันต้องกลับมาพูดคุยกัน และเมื่อพวกผมทั้ง 4 คนทำการทดลองตามที่พวกนักวิทฯ บอก มันทำให้พวกผมใมาก เพราะว่า พวกผมทั้ง 4 คน สามารถทำได้เช่นเดียวกับพวกเด็ก ๆ
เมื่อการทดลองกับพวกผมเป็จริง ก็เริ่มมีการทดลองกับเหล่าประชาชนที่ดื่มกินน้ำพุแห่งความเยาวัยเช่นกัน แต่สิ่งที่ผลการทดสอบสรุปได้นั้นคือ ในประชากรดั้งเดิมจากเหตุการอพยพที่มีระบบผู้ช่วยนั้น นอกจาก 4 คนที่โดนรังสีโดยตรงแล้ว ก็ไม่พบใครอีกเลยที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้ ถัดมาในกลุ่มประชากรรุ่นที่ 2 ซึ่งไม่นับผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจาก 4 คนที่โดนรังสี พบว่ามีร้อยละ 20 ที่มีความสามารถพิเศษนี้ และในประชากรรุ่นที่ 3 พบว่าร้อยละ 80 มีความสามารถพิเศษนี้เช่นกัน เหล่านักวิทฯเลยสรุปว่า การดื่มน้ำพุแห่งความเยาวัยเป็เวลานาน ๆ มีผลต่อการเกิดการกลายพันธุ์ในมนุษย์รุ่นถัดไป
โปรดติดตามตอนต่อไป…