แปดพรรคที่พื้นที่ทั้งแปดทิศของแคว้นได้มารวมตัวกันที่วังหลวงแล้วเป็ที่เรียบร้อยมีเพียงแค่เทียนเช่อและถังเหมินเท่านั้นที่ส่งรองประมุขมาไม่ใช่ตัวประมุขเอง เทียนเช่อนั้นประมุขได้เสียไปแล้วจึงไม่ใช่เื่แปลกที่จะส่งรองประมุขมาแต่ถังเหมินนั้นต้องเรียกว่าหาตัวประมุขไม่เจอเสียมากกว่า
บนบัลลังก์คือผู้ปกครองของแคว้น องค์จักรพรรดิฟู่หลิงรั่วที่นั่งซ้ายมือของบัลลังก์เรียงลงมาคือที่นั่งของเซี่ยหนิงเฉิง ท่านเทพผู้เป็ประมุขของพรรคเผิงหลายที่ประจำอยู่ทิศอุดร(เหนือ) ของแคว้น และรองประมุขเซียวซูเจี้ยน ทั้งคู่มีผมสีขาวสวมชุดสีขาวและมีผ้าโปร่งเป็ผ้าคลุมไหล่แม้จะมีผมสีขาวแต่ทั้งสองนั้นไม่ได้ดูแก่เลย ดูสวยมากด้วยซ้ำ
ถัดมาคือที่นั่งของซ่งฮวา ท่านหมอเทพผู้เป็ประมุขของพรรคว่านฮวาที่ประจำอยู่ทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้) ของแคว้น ใบหน้าของหมอหนุ่มไม่แสดงอารมณ์ใดๆที่นั่งข้างกันคือเสวี่ยนลู่ รองประมุขที่ดูแล้วคล้ายเด็กเกเรเสียมากกว่า
ที่นั่งถัดมาคือฉางลี่อินรองประมุขของพรรคถังเหมินที่ประจำอยู่ทิศประจิม (ตะวันตก) ของแคว้น หนุ่มหน้าสวยที่มัดผมหางม้าขึ้นสูงผูกด้วยเชือกถักสีน้ำเงินแม้จะมีเขาคนเดียวที่เป็ตัวแทนพรรคแต่เขาก็ไม่ได้ประหม่าแต่อย่างใดในส่วนของประมุข เยว่เฟยหลิง นั้นไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
ที่นั่งสุดท้ายของฝั่งซ้ายมือคือ อวี๋เหมาฉาอสรพิษเหมาฉาผู้เป็ประมุขของพรรคอู่ตู๋ที่ประจำอยู่ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)ของแคว้น ใบหน้าหล่อคมคายเรียบเฉยชุดที่ปกติจะเปลือยอกเปลือยขาวันนี้ก็แต่งมิดชิดพร้อมทั้งสวมเสื้อคลุมของประมุขมาด้วยซึ่งเห็นได้ยากยิ่งข้างๆกันคือม่านหลง รองประมุขของอู่ตู๋ที่นั่งนิ่งไม่สบตากับใคร
ฝั่งขวามือของบัลลังก์ ที่นั่งแรกคือฟู่ิซ่านโอรสเทพผู้เป็ประมุขแห่งพรรคฉางเอี๋ยนที่ประจำอยู่ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)ของแคว้นแม้จะเป็รัชทายาทที่ถอนตัวจากบัลลังก์มาอยู่ฉางเอี๋ยนแต่รัศมีความเป็ผู้นำก็ไม่ได้ลดหย่อนลงเลยข้างๆกันคือฟู่ซีเว่ย รองประมุขหน้ามนคนน่ารักที่ใครๆเห็นก็ต้องเอ็นดู
ที่นั่งถัดมาคือที่นั่งของหลิวชิงฟงแม่ทัพใหญ่ผู้เป็ประมุขของพรรคฉางหวั่นที่ประจำอยู่ทิศบูรพา (ตะวันออก) ของแคว้นเขาสวมชุดเกราะสีดำประดับทองเต็มยศเหมือนเมื่อวานใบหน้านั้นยังคงเ็าเช่นทุกครั้ง ต่างกับคนที่นั่งข้างๆ ลี่ฮุ่ยซิ่ว รองแม่ทัพใหญ่ที่มีสีหน้ายิ้มแย้มราวกับว่าพวกเขาไม่ได้มาด้วยกัน
ถัดมาคือที่นั่งของสวี่ชิงเค่อเหนือหัวผู้เป็ประมุขของพรรคิเอี้ยวที่ประจำอยู่ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)ของแคว้น ผมสีแดงของเขาโดดเด่นกว่าใครแต่มันไม่ได้ดึงดูดคู่หมั้นอย่างฉางลี่อินให้หันไปมองเลยสักนิด รองประมุขเฟิงหลันที่นั่งอยู่ข้างๆก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆแทนเหนือหัวของตนที่ไปทำให้ฉางลี่อินอารมณ์เสีย
และที่นั่งสุดท้ายคือฟานหลิงเหอรองแม่ทัพของพรรคเทียนเช่อที่ประจำอยู่ทิศทักษิณ (ใต้) ของแคว้นใบหน้าหล่อจัดคล้ายมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าจนหลายคนอดสงสัยไม่ได้อย่างที่รู้ว่ารองแม่ทัพคนนี้สูญเสียแม่ทัพของตนไปก็อมทุกข์แต่วันนี้เขากลับมีชีวิตชีวาคล้ายไปเจอเื่ดีๆมา
หลานเยว่เทียนที่มาด้วยนั้นยืนอยู่ด้านหลังอวี๋เหมาฉา เขาสวมชุดใหม่ที่ไม่ได้เปิดเผยเนื้อหนังอย่างเรียบร้อยพร้อมเกล้าผมอย่างดีซ่งฮวาบอกว่าในเมื่อตอนนี้ไม่ใช่แม่ทัพก็ไม่จำเป็ต้องแต่งตัวเช่นเมื่อก่อนหลานเยว่เทียนนั้นก็พอรู้ว่าตัวเองนั้นดูสวยกว่าผู้ชายทั่วๆไปซึ่งเป็มาั้แ่โลกเดิมแล้วยิ่งสวมชุดของอู่ตู๋ ความสวยนี้ก็ยิ่งสะพรั่งมากกว่าเดิมอีก พูดแล้วก็ท้อใจ
จะโดนทักว่าเหมือนผู้หญิงก็ไม่ใช่เื่แปลกแม้จะเปลือยอกโล่งโจ้งก็เถอะ
เหล่าประมุขต่างรายงานเื่ที่เกิดขึ้นตลอดสามปีจนครบถ้วนเมื่อก่อนวันรวมตัวก็น่าเบื่อแบบนี้แม้หลานเยว่เทียนจะชอบงานสังคมหรือตระเวนเที่ยวแต่ไม่ชอบงานเป็ทางการสักเท่าไหร่
หลานเยว่เทียนรู้สึกเย็นวาบแถวต้นคอเขาลูบท้ายทอยนิดๆก่อนจะมองหาสิ่งที่รู้สึกได้ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อความรู้สึกเย็นวาบนั้นส่งมาจากหลิวชิงฟงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เย็นขึ้นแบบแปลกๆ
ขนาดใส่หน้ากากยังโดนจ้องขนาดนี้ ถอดหน้ากากแล้วแม่ทัพหลิวจะไม่เอาดาบที่อยู่ข้างเอวเขามาแทงหลานเยว่เทียนหรอกรึ
“มีอะไรรึขอรับ?” ลี่ฮุ่ยซิ่วที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยถามเมื่อสังเกตได้ว่าแม่ทัพใหญ่ของตนไม่ได้สนใจฟังรายงานแต่อย่างใดสายตานั้นจับจ้องไปยังผู้ที่ยืนอยู่เื้ัอสรพิษเหมาฉา คุณชายผู้นั้นสวมชุดสีม่วงและสวมหน้ากากครึ่งหน้าเช่นเมื่อวานภายใต้หน้ากากนั้นจะต้องงดงามมากเป็แน่ รองแม่ทัพหนุ่มคิดแม้แต่ยืนอยู่เฉยๆยังดึงดูดผู้คนให้จ้องมอง รวมถึงแม่ทัพใหญ่ข้างตัวเขาด้วย
“เขาเหมือนคนผู้หนึ่ง” แม่ทัพหลิวยังคงจับจ้องไปที่ชายผู้นั้นที่แม้แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จักชื่อแต่อสรพิษเหมาฉาค่อนข้างเป็ห่วงคนผู้นี้อยู่มากทีเดียวก่อนเข้ามาในท้องพระโรงท่านหมอเทพซ่งฮวายังช่วยจัดแจงเสื้อผ้าให้อีกฝ่ายเสียด้วย
“ใครหรือขอรับ”
“ข้าคงคิดไปเอง” แม่ทัพหนุ่มหันกลับมาสนใจการรายงานต่อจนกระทั่งทั้งแปดพรรครายงานจนครบอวี๋เหมาฉาลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปหยุดอยู่กลางท้องพระโรง
“อสรพิษเหมาฉามีเื่อันใดรึ?” องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามพลางมองคนที่คำนับอยู่อวี๋เหมาฉาเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“กระหม่อมอยากทูลขอให้ฝ่าาทรงพระบรมาานุญาตให้คนผู้หนึ่งพิสูจน์ตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
“พิสูจน์รึ?” ทั่วทั้งท้องพระโรงเต็มไปด้วยความสงสัยหลานเยว่เทียนที่สวมหน้ากากอยู่เดินมาหยุดอยู่ข้างอวี๋เหมาฉาพร้อมทั้งประสานมือคำนับและคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์จักรพรรดิ
“กระหม่อมเชื่อว่าคนผู้นี้ไม่มีความผิด จึงอยากขอให้ฝ่าาพระบรมาานุญาตให้คนผู้นี้ได้พิสูจน์ตัวพ่ะย่ะค่ะ” อวี๋เหมาฉากล่าวซ้ำ องค์จักรพรรดิมองบุคคลที่คุกเข่าอยู่ด้วยสายตาแปลกใจคนผู้นี้เป็ใครกันถึงกับทำให้อสรพิษเหมาฉาออกหน้าด้วยตัวเองเช่นนี้
“ค่อยๆคุยกันก่อนเถิด คนผู้นี้เป็ใครรึ” สิ้นคำถามขององค์จักรพรรดิหลานเยว่เทียนจึงถอดหน้ากากออกพร้อมเงยหน้าสบพระเนตรกับองค์จักรพรรดิราชองครักษ์หลายคนกำลังจะบุกเข้ามาจับกุมหลานเยว่เทียนแต่ฟานหลิงเหอและซ่งฮวาต่างเข้าประชิดตัวหลานเยว่เทียนอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“หยุด!” องค์จักรพรรดิตรัสสั่งเสียงเฉียบขาดทำให้ทุกอย่างอยู่ในอาการนิ่งสงบดวงตาเรียวคมมองไปยังสองบุคคลที่พุ่งเข้ามาเมื่อสักครู่ก่อนจะเอนตัวพิงผนักด้านหลัง
“แม้แต่ท่านหมอเทพและรองแม่ทัพยังกระทำการเช่นนี้เห็นทีเราจะไม่ฟังคงไม่ได้”อวี๋เหมาฉานั้นเป็ผู้าุโของพรรคที่อยู่มานานยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิองค์จักรพรรดินั้นอายุยังน้อยและมีความเคารพในตัวประมุขของอู่ตู๋เป็อย่างมากและเขาเองก็ไม่เคยออกหน้าแทนใครและไม่สนชีวิตใครเช่นกันกลับเป็คนเอ่ยปากขอโอกาสด้วยตัวเองเช่นนี้ท่านหมอเทพซ่งฮวาอย่างที่รู้กันทั่วว่าเขาไม่เคยอยู่ข้างฝ่ายใดไม่ว่าจะมิตรหรือศัตรูและถ้ามีคนที่เขาจะอยู่ฝั่งเดียวด้วยคนคนนั้นย่อมต้องไม่ใช่คนผิดอย่างแน่นอนอีกทั้งรองแม่ทัพฟานหลิงเหอแม้จะเป็รองแม่ทัพเขาก็จะไม่ปกป้องคนผิดอย่างเด็ดขาดเช่นกัน
พวกเขาทุกคนล้วนเชื่อว่าหลานเยว่เทียนไม่ใช่ฏ
“แม่ทัพหลาน โปรดบอกสิ่งที่ท่าน้ามาเถิด”
“กระหม่อมมิใช่แม่ทัพอีกแล้วในตอนนี้ ที่กระหม่อมมาในวันนี้เพราะ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้กระหม่อมได้พิสูจน์ตนว่ากระหม่อมนั้นไม่ใช่ฏไม่ได้คิดทรยศต่อแผ่นดินและราชบัลลังก์ ยังยึดมั่นในเกียรติของนักรบและภักดีต่อแผ่นดิน” หลานเยว่เทียนเอ่ยด้วยวาจาฉะฉานและไม่หลบสายตาขององค์จักรพรรดิแต่อย่างใดผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ถอนหายใจเล็กน้อย
“แล้วที่ผ่านมาท่านไปอยู่ที่ไหน ไยไม่มาปรากฏตัวั้แ่ก่อนหน้านี้”
“กระหม่อมได้รับาเ็สาหัสจนไม่อาจขยับไปไหนได้หากปรากฏตัวก็มีแต่จะถูกฆ่า เช่นนั้นแล้วคงหมดโอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัว”
“อสรพิษเหมาฉากับท่านหมอเทพซ่งฮวาก็คิดว่าเขาบริสุทธิ์รึ?”
“อย่างน้อยคงไม่มีฏคนใดที่หนีรอดไปแล้วถึงสองปีบากหน้ากลับมาให้ถูกฆ่าเป็แน่พ่ะย่ะค่ะ”อวี๋เหมาฉาเอ่ยอย่างมีชั้นเชิงโดยมีซ่งฮวาพยักหน้าเห็นด้วยองค์จักรพรรดิมองหลานเยว่เทียนอีกหน
“ท่านมีวิธีที่จะพิสูจน์ตัวเองแล้วรึ”
“กระหม่อมจะค้นหาความจริงว่าผู้ใดที่ใส่ร้ายกระหม่อมและหลอกล่อกระหม่อมไปยังทัพของพวกฏเพื่อจัดฉากนี้ขึ้นมาและหากความจริงปรากฏว่ากระหม่อมถูกใส่ร้ายจริงกระหม่อมก็จะไม่ขอกลับไปรับตำแหน่งแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ”เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อยยังไม่ทันได้พิสูจน์ตนก็คิดว่าจะได้รับมอบตำแหน่งแม่ทัพของพรรคกลับคืนเช่นนั้นรึเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างมองหลานเยว่เทียนด้วยสายตาที่หลากหลายอวี๋เหมาฉากระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกหน
“ฝ่าา ถูกหรือผิดอยู่ที่เวลาพิสูจน์ แต่หากฝ่าาไม่ให้โอกาสหลานเยว่เทียนได้พิสูจน์ตัวฝ่าาก็จะไม่ได้รับรู้ซึ่งความจริงที่ควรจะเป็ไป แม้จะเป็การไม่บังควรแต่หากบัลลังก์ไม่ให้โอกาสผู้บริสุทธิ์และทอดทิ้งให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่ได้ก่อกระหม่อมก็ไม่มีเหตุจำเป็อันใดที่จะต้องรับใช้บัลลังก์อีกต่อไป”
“อวี๋เหมาฉานี่เ้า!!”
“บังอาจ!!”
เสียงเหล่าขุนนางบันดาลโทสะโดยที่องค์จักรพรรดิยังไม่ทันแม้แต่จะเอ่ยปากพูดอะไรซ่งฮวามองคนที่เอ่ยเื่น่ากลัวแบบนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยที่บอกว่าจะช่วยหลานเยว่เทียนหมายถึงทำเช่นนี้อย่างนั้นรึ ไม่ต่างจากการตั้งตนเป็ศัตรูกับแคว้นเลย
“แน่นอนว่ากระหม่อมต้องพาคู่หมั้นของกระหม่อมไปด้วยจริงไหมซ่งฮวา” คราวนี้เป็ท่านหมอเทพที่ทำตัวไม่ถูกเขาไปเป็คู่หมั้นอีกฝ่ายั้แ่เมื่อไหร่กัน!
“ท่านหมอเทพเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นไม่อยู่เช่นนี้ภายภาคหน้าลำบากแน่พ่ะย่ะค่ะ เนอะฮวา” ว่าแล้วก็เดินไปโอบไหล่ซ่งฮวาอย่างไม่สนสายตาใครๆแม้กระทั่งองค์จักรพรรดิยิ้มหวานชวนหมั่นไส้จนหลานเยว่เทียนยังแอบกลอกตา
ถือว่าเขาไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน
“เงียบ!!” องค์จักรพรรดิตรัสอีกหนซึ่งทุกคนก็อยู่ในความสงบอวี๋เหมาฉาดึงซ่งฮวาไปหลบอยู่ด้านหลังแม้จะไม่จำเป็ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่เป็สัญญาณบ่งบอกว่าอวี๋เหมาฉานั้นเดาถูกแล้ว
“อสรพิษเหมาฉาไม่ต้องขู่เราขนาดนั้นก็ได้ในเมื่อกล้ามาขอโอกาสเช่นนี้มีหรือเราจะไม่ให้โอกาส แต่ว่าเราคงจะให้เขาไปไหนมาไหนอย่างอิสระไม่ได้”
“เื่นั้นอย่าได้กังวลพระทัย กระหม่อมยังมีหนทางมาเสนอพ่ะย่ะค่ะ”อวี๋เหมาฉายังคงเล่นละครต่อซ่งฮวาไม่มีอะไรจะห้ามอีกแล้วหลังจากถูกคำว่าคู่หมั้นตีใส่หัวหลานเยว่เทียนยิ้มแห้งๆ เขาไม่เกี่ยวอะไรกับแผนช่วยเหลือของตาเฒ่าเหมาฉานะเื่นี้ไม่รู้ด้วยเลยจริงๆ
“ให้แม่ทัพหลานไปอยู่ในความดูแลของฉางหวั่นดีหรือไม่?”
“อะไรนะ?” เป็เสียงของหลานเยว่เทียนเองที่ถามเดี๋ยวสิ แผนมันไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่เรอะ!
“ฉางหวั่นรึ?” แม้แต่องค์จักรพรรดิยังไม่เข้าใจว่ากันตามจริงย่อมไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมต้องให้หลานเยว่เทียนไปอยู่ในความดูแลของฉางหวั่นทั้งๆที่เขาเคยถูกสังหารจากแม่ทัพใหญ่ของฉางหวั่น
“อันตรายนับล้านอยู่รอบตัวแม่ทัพหลานหากจะมีที่ไหนปลอดภัยย่อมต้องเป็ที่ฉางหวั่นอีกทั้งแม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟงฝีมือนั้นนับว่าไม่มีผู้ใดเทียมย่อมต้องคุ้มครองแม่ทัพหลานได้แน่”
“ไยไม่ให้เขาอยู่ที่เทียนเช่อเล่า?”
“หากมีคนมาขอพิสูจน์ตนเช่นนี้ฝ่าาจะให้เขากลับไปบ้านของเขารึพ่ะย่ะค่ะเช่นนั้นแล้วจะมีอะไรรับประกันว่าเขาพิสูจน์ตนได้อย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ” เหตุผลมันก็ฟังดูดีอยู่หรอกแต่รู้สึกเหมือนกำลังหาว่าเทียนเช่อจะร่วมมือกับหลานเยว่เทียนอย่างนั้นแหละ
“ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล แม่ทัพหลิว มีอะไรขัดข้องหรือไม่”องค์จักรพรรดิหันไปตรัสถามแม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟงที่ประสานมือคำนับ
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” หลิวชิงฟงตอบแทบจะทันทีหลานเยว่เทียนนิ่วหน้า คราวนี้โดนแหกอกแน่
“เช่นนั้นการชุมนุมวันนี้จบเพียงเท่านี้ แม่ทัพหลานจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้วเดินทางไปฉางหวั่นพร้อมแม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟง”
“น้อมรับบัญชา ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” ทุกคนน้อมส่งเสด็จองค์จักรพรรดิออกจากท้องพระโรงทันทีที่ลับสายตาองค์จักรพรรดิหลานเยว่เทียนก็ถูกจู่โจมด้วยฝีมือรองแม่ทัพหนุ่มจนหงายตึงลงบนพื้นฟานหลิงเหอพุ่งเข้ากอดแม่ทัพของตัวเองอย่างดีอกดีใจจนหลานเยว่เทียนอดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะของอีกฝ่าย
“เสี่ยวเหอ เ้าโตขึ้นนะ”
“ส่วนท่านกลับผอมบางลง สวยขึ้นด้วย” เ้าบ้า มีที่ไหนมาทักแม่ทัพของตัวเองว่าสวยขึ้น
“ข้าตีปากเ้าสักทีดีไหมนี่ แล้วโตป่านนี้ยังพุ่งเข้ามากอดข้าอีก”หลานเยว่เทียนบ่นอย่างไม่จริงจังก่อนจะประคองตัวเองลุกขึ้น สวี่ชิงเค่อเดินมาตบไหล่หลานเยว่เทียน
“ตายยากตายเย็นเสียจริง”
“แล้วเ้าเล่า กับพ่อหนุ่มถังเหมินคนนั้นราบรื่นดีหรือไม่”หลานเยว่เทียนมุ่ยปากไปทางฉางลี่อินที่กำลังเดินมา สวี่ชิงเค่อส่ายหน้าอย่างปลงๆ
“ใจแข็งยิ่งว่าอะไรเสียอีก”
“นินทาข้ารึ” ฉางลี่อินเดินมาก่อนจะตวัดสายตาไปมองคู่หมั้นของตนทำให้สวี่ชิงเค่อรีบส่งยิ้มหวานปฏิเสธเป็พัลวันพ่อหนุ่มหน้าสวยคนนี้คงใจแข็งน่าดู
“ยังแข็งแกร่งสมเป็แม่ทัพหลาน” ฉางลี่อินประสานมือคำนับทำให้หลานเยว่เทียนคำนับตอบไม่เลวทีเดียวกับการต้อนรับเช่นนี้
“ศิษย์ข้ายังรอดตายมาได้รึ” ชายผมขาวอ้าแขนกอดหลานเยว่เทียนเต็มรักก่อนที่หลานเยว่เทียนจะหัวเราะเซี่ยหนิงเฉิงคืออาจารย์สอนการต่อสู้ทางน้ำให้กับเทียนเช่อและเป็อาจารย์ที่หลานเยว่เทียนเคารพมากไม่คิดว่าอายุปานนี้แล้วจะยังคงดูหนุ่มแน่นและยังสวยได้ขนาดนี้
“ท่านก็ยังสวยไม่สร่าง อาจารย์”
“ปากดีจริงเ้าศิษย์คนนี้” ทำไมผู้ชายที่นี่ดูสวยไปเสียหมดแบบนี้หนออย่างหลานเยว่เทียนก็นับว่าสวยเอาเื่อยู่นะห ใช้คำว่างามล่มเมืองยังได้เลย
“อีกไม่นานหลานเยว่เทียนคงสวยเทียบเ้าแล้ว หนิงเฉิง”เซียวซูเจี้ยนเอ่ยทักก่อนจะลูบผมหลานเยว่เทียนทำไมผู้ชายตั้งหลายคนต้องมาชมกันเองว่าสวยด้วย มันไม่ควรจะใช่แบบนี้สิ
ว่าแต่หลานเยว่เทียนนี่มิตรสหายเยอะเสียจริง
“แม่ทัพหลิว” อวี๋เหมาฉาหันไปเอ่ยเรียกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลหลิวชิงฟงประสานมือคำนับ
“ท่านจะเดินทางกลับฉางหวั่นในวันพรุ่งนี้เช่นนั้นแล้ววันนี้ให้แม่ทัพหลานได้พบปะพูดคุยกับสหายได้หรือไม่” จริงสิ เขาอยู่ในความดูแลของหลิวชิงฟงแล้วหลังจากนี้จะทำอะไรจำเป็ต้องขออนุญาตจากอีกฝ่ายก่อน
“ย่อมได้”
“เช่นนั้นเราไปหอสุรากันเถอะ มาข้าเลี้ยงเ้าเองศิษย์ข้า” จบคำทุกคนก็เปลี่ยนเป้าหมายไปยังหอสุราทั้งที่ตะวันยังอยู่กลางฟ้าแต่ไม่มีใครคิดห้ามกันแต่อย่างใด หลานเยว่เทียนคิดว่าเป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
รุ่งเช้ามาเยือน คนที่มาส่งหลานเยว่เทียนที่นอกเมืองก็คืออวี๋เหมาฉาซ่งฮวา ฟานหลิงเหอ ส่วนคนอื่นๆได้อวยชัยให้แล้วั้แ่เมื่อวานและกลับพรรคไปแล้วที่นอกเมืองมีม้าศึกสามตัวถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้วหลานเยว่เทียนยังคงสวมชุดของอู่ตู๋เช่นเดิมและดูเหมือนว่าคงจะใส่ไปตลอดเพราะความเคยชิน
“อย่าลืมกินยาที่ข้าเตรียมไว้ให้ครบกำหนดข้าจะไปเยี่ยมเ้าที่ฉางหวั่น” ซ่งฮวาเอ่ยกำชับหนักแน่นเพื่อให้มั่นใจว่าหลานเยว่เทียนจะไม่ลืมหลิวชิงฟงยืนอยู่ด้านหลังก็รอคนอื่นๆร่ำลากันให้เรียบร้อย
“ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องเป็ห่วงขนาดนั้นก็ได้ซ่งฮวา”
“ร่างกายเ้ายังเหมือนเดิมเสียที่ไหนแล้วอย่าได้คิดเสี่ยงออกไปข้างนอกอีก เข้าใจหรือไม่” ดูๆไปซ่งฮวาก็แอบคล้ายแม่อยู่เหมือนกันนะ
“เข้าใจแล้ว”
“พอแล้วซ่งฮวา เ้าเห็นว่าหลานเยว่เทียนเป็เด็กรึรีบออกเดินทางเสียเถอะ หากตะวันขึ้นสูงอากาศจะยิ่งร้อน” อวี๋เหมาฉาเอ่ยห้ามซ่งฮวาที่กำลังย้ำเตือนเื่การดูแลร่างกายเมื่อเห็นว่าถึงเวลาออกเดินทางแล้วซ่งฮวาจึงยอมเลิกบ่น
“ข้าจะไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ รักษาร่างกายด้วยขอรับ”ฟานหลิงเหอเอ่ยก่อนที่หลานเยว่เทียนจะขึ้นขี่ม้าหลิวชิงฟงบังคับม้ามาอยู่ข้างๆหลานเยว่เทียนก่อนที่ซ่งฮวาจะเอ่ยกับแม่ทัพใหญ่
“ฝากท่านดูแลเขาด้วย”แม่ทัพหลิวพยักหน้ารับคำก่อนจะควบม้าออกไปอวี๋เหมาฉาดึงมือหลานเยว่เทียนเอาไว้ชั่วครู่เมื่อเห็นว่าซ่งฮวาเดินห่างออกไปเล็กน้อย
“อย่าเป็คนอื่น จงเป็ตัวเองอย่างที่เป็มา” หลานเยว่เทียนชะงัก อวี๋เหมาฉาเพียงแค่ส่งยิ้มแล้วถอยออกมาคนที่อยู่บนม้ายิ้มน้อยๆ
คิดว่าไม่มีคนรู้ แต่จริงๆรู้มาั้แ่ต้น
“ข้าเป็ตัวเองเสมอ”
“ระวังตัวด้วย” หลานเยว่เทียนควบม้าออกไปจนทันสองคนที่ควบม้าออกมาก่อนซ่งฮวาเอ่ยถามอวี๋เหมาฉาที่ยืนข้างตน
“แบบนี้จะดีแน่รึ”
“อย่างน้อยคนที่แม่ทัพหลิวต้องระวังย่อมไม่ใช่แม่ทัพหลานของเรา”มือหนาทำเนียนโอบไหล่คนที่ตัวเล็กกว่าก่อนจะออกเดินซ่งฮวามัวแต่คิดตามคำพูดของอวี๋เหมาฉาจึงยังไม่ทันได้ผลักอีกฝ่ายออก
“หมายถึงอะไร”
“รองแม่ทัพคิดว่าอย่างไร” แทนที่จะตอบคำถามอวี๋เหมาฉากลับโยนคำถามไปให้ฟานหลิงเหอรองแม่ทัพหนุ่มหัวเราะ
“ไม่ทราบสิขอรับ”
“อะไรของพวกเ้า” คนที่ตัวเล็กที่สุดเริ่มหงุดหงิดฟานหลิงเหอจึงขอตัวกลับพรรคเพราะเสร็จสิ้นภารกิจในเมืองหลวงแล้วต้องไปแจ้งข่าวที่พรรคว่าแม่ทัพของพวกเขากลับมาแล้ว
ซ่งฮวาไม่รู้เลยว่าที่อวี๋เหมาฉาตั้งใจจะสื่อคือคนที่แม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟงต้องระวังก็คือตัวเองต่างหาก