เสียงแตรเขาสัตว์กลองมโหรทึกแลกลองสะบัดชัยดังขึ้น ส่งสัญญาณฤกษ์ยาม กองทัพเวียงสรวงจึงเคลื่อนตัวออกผ่านประตูชัย นำขบวนโดยเ้าราชบุตรขุนหาญ ตามมาด้วยช้างทรงของพระพี่นางซอมพอ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าในกูบหลังช้างนั้น เ้าราชบุตรเรียกนางว่าแม่ครู เพื่อเป็การปกปิดว่าพระนางได้ตามเสด็จในศึกครานี้ด้วยพระองค์เอง
ครูบาเ้าสบปินที่กำลังยืนพรมน้ำพุทธมนต์ ได้กวักมือเรียกให้ไอ้ควาญช้างของเ้านางซอมพอ ไสช้างชิดเข้ามาใกล้กับประภาคารที่ท่านยืนอยู่ แล้วหันไปกวักมือเรียกศิษย์ข้างกาย ให้ส่งมอบกล่องไม้ใบย่อม ให้แก่เ้านางที่พระท่านเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย แลยังมอบดาบดีเล่มแรกที่ทรงตีขึ้น ครั้งใช้เป็ตัวอย่างในการสอนสั่งศิษย์ ผู้เป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวให้แก่นางได้นำติดตัวไป
“ดาบเล่มนี้กูเก็บไว้นานแล้ว เป็พระสงฆ์องค์เ้า จะมีดาบไว้ไปไย การได้มอบมันให้แก่คนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ถึงจะเรียกว่าคู่ควร แลของในกล่องนั่น ก็เป็ของพระมารดาเ้านางฝากฝังเอาไว้ให้ ก่อนที่พระนางจะจากไปแดนแถน เห็นควรแก่เวลาแล้ว ซอมพอเอ๋ย…เ้าใหญ่แล้วหนา จงเอาไปเก็บรักษาไว้เองเถิด ไปดีมีชัยกลับมาปลอดภัยเถิดเ้า…”
เ้านางซอมพอรับดาบเล่มงาม พร้อมกราบลาครูบาเ้า ดาบเล่มนี้ครูบาท่านหลอมแร่แลตีมันขึ้นมาด้วยตนเอง ตัวนางนั้นเรียนรู้ดุนโลหะแต่งลายหลุบหุ้มเล่ม จนเกิดเป็ดาบงามฝักคำชิ้นแรกที่ได้ครูบาท่านสั่งสอนชี้แนะ ดียิ่งนักที่ได้ดาบดีมีครูร่วมออกรบทำศึก
กล่องไม้ลงลักเขียนชาดลายนกยูง ด้านในมีปิ่นทองประดับอัญมณีอันใหญ่งามแปลกตาอยู่สองอัน นางดูของแล้วก็ปิดมันลงให้อยู่ในกล่องตามเดิม ด้วยหลังช้างโยกเอียงยามมันก้าวเดิน ทำให้ไม่เหมาะจะมานั่งพิเคราะห์ถึงความงามอันมีค่า ได้แต่ส่งต่อให้อีเอื้องสายบ่าวคนสำคัญรับไปเก็บรักษาไว้แทนตน
เสียงร้องโหยหวนของคนที่นอนจมกองขี้เยี่ยว ดูผิดแผกจากคนที่เคยเก่งกล้าสามารถ อาจหาญต่อปากต่อคำได้เช่นวันเก่าก่อน บางคราร้องไห้ดั่งคนมีเื่ทุกข์ใจแสนเข็ญ บางครากรีดร้องราวหวาดกลัว ต่อสิ่งที่เนื้อนัยตาคนมิอาจมองเห็น บางคราหัวเราะเสียงดังลั่นราวคนมีชัย
เ้าขุนอินทร์ถวาย ยืนมองดูเ้าอินทร์สรงด้วยความเวทนา ผมเผ้ายุ่งเหยิงยาวเรี่ยไปกับพื้นยามคลุ้มคลั่งหมอบคลานดั่งสุนัข นุ่งเพียงผ้าโสร่งลอยชายที่เปรอะเปื้อน บ่าวไพร่จำได้ต้องเก็บกวาดอาจม แล้วหิ้วไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้ามิได้ว่างเว้น
“คุณของมนต์ดำที่มันเล่นแรงนัก ครูบาเ้าวัดหลวงยังเอามิอยู่ เห็นทีจะวิปลาศไปเสียแล้ว” เ้าแสนเมืองสิงห์กล่าวขึ้น
“เอาไว้แล้วศึกเวียงชัยก่อนเถิดหนา เห็นทีคงต้องเป็กูที่จะแก้ของให้มัน อย่างไรมันก็น้องกู เห็นเยี่ยงนี้กูเองก็ทุกข์ใจ ถึงมันจะเลวจะชั่ว ก็หาใช่หน้าที่กูจะมอบความบ้าใบ้ให้มันเยี่ยงนี้ไม่ ไอ้แสนเป็ง มึงจงหาข้าทาสมาช่วยไอ้สองคนนั่นหน่อย เห็นเช่นนี้แล้วพวกมันคงเหนื่อยไม่น้อย ต้องมาดูแลคนบ้าเยี่ยงนี้”
“พระเ้าข้า”
“แล่ที่กูไม่อยู่ มีคำสั่งลงไป ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมมันเป็อันขาด น้ำท่าที่ใช้อาบกิน มึงจงเอาน้ำมนต์ในหอพระกูมาผสมเจือใส่ ดูแลกันไปตามนี้ก่อนเถิดหนา สิ้่นศึกแล้วค่อยว่ากันอีกครา”
เ้าขุนอินทร์ถวายแลเ้ายศแสนทั้งสองจากไปแล้ว แต่ทุกอย่างกลับตกอยู่ในสายตาของเ้านางจันทร์แดง ดวงตาเ็ปและโกรธแค้น จ้องมองเ้าหน่อเนื้อเชื้อ์ไปจนลับสายตา
‘จะมาพูดดีไปไย ก็เพราะมึงมิใช่ฤา ลูกกูถึงต้องมาเป็บ้าอยู่เยี่ยงนี้’
“อีนวลตามึงจงไปแจ้งต่อไอ้พะตี่เซเกอ แลง(เย็น)นี้ก่อนตะวันตกดินให้มันไปพบกูที่วัดใจเมือง”
“เ้านางจะดีฤา ไปยามนั้นกว่าจะกลับเข้าพิมานก็ค่ำมืดแล้วหนา คนของเ้าขุนอินทร์ถวายยิ่งกำลังจับตาดูเราอยู่ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าเ้าจะให้มันเปลี่ยนผ้าปลอมตัวเป็ทหารฝ่ายใน เข้ามาพบเ้านางเสียแต่ในรั้วในเวียง จะได้ไม่สะดุดตาเท่ากับการที่พระนางต้องออกไปเอง”
คำที่อีบ่าวแนะนำ ฟังดูเข้าทีมีเหตุผล “เช่นนั้นเอาตามที่มึงว่ามา แต่ให้มันเขามาก่อนตะวันตกดิน ค่ำมืดกูมิอยากให้ใครดูแคลนหากถูกพบเห็นเข้า”
เ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย ทรงควบม้าเหยาะย่างตรวจตากองกำลังของพระองค์ เพื่อเตรียมการยกไปเวียงชัยด้วยองค์เอง
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว รุ่งเช้าเคลื่อนกำลังพลได้เลยพระเ้าข้า”
“ดี…ไอ้เมืองสิงห์ มึงจงสั่งการลงไป ให้หัวหน้ากองทุกหน่วย เมื่อถึงฤกษ์ยามตามที่กูกำหนดไว้ จงเคลื่อนพลตามนั้น ส่วนกูแลมึง เราจะควบม้าเร็วไปยามแลงนี้เลย”
“หา พระองค์ค่ำมืดมิควรหนา”
“กูร้อนใจนักไอ้เมืองสิงห์ พี่กูยามนี้เป็ตายหารู้ไม่ ไอ้พรหมเสกเองก็ส่งข่าวมาแค่นั้น แล้วไม่แจ้งอันใดต่อกูอีก หากมึงไม่สะดวกใจตามกู ก็ให้ไปพร้อมพวกมันในวันพรุ่ง แต่ตัวกูนั้น จะไปเสียแลงนี้เลย”
“ได้เยี่ยงไร หากมึงไปกูก็จักไปด้วย อย่าลืมไปเชียว ยามนี้มึงมีค่าเป็ถึงเ้าราชวงศ์ เกิดเป็อันใดไปอีกคน สุวรรณโคมคำคงหมดแสงทองเข้าสู่แสงมืด เอาเช่นนี้ กูจักไปลาพ่อท่านแลลูกเมียก่อนหนา มึงเองก็ไปกราบลาแม่พญาดวงทิพย์สักหน่อยเถิด แล้วพบกันที่ตำหนักพิมาน” กล่าวจบเ้าแสนเมืองสิงห์ก็รีบจากไปในทันที
ยามแลงแสงตะวันฉาบทาทับผืนฟ้าทั่วแผ่นดินสุวรรณโคมคำ จนเป็สีแดงเืนกหม่นเศร้า ดั่งเป็ลางบอกเหตุถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ที่กำลังเดินทางมาถึง ขบวนม้าเร็วของเ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวายแลผู้ติดตามอีกห้านาย ควบม้าเร็วทยานมุ่งหน้าออกจากกำแพงเวียง หลังจากที่ทรงไปกราบทูลลาพระมารดา แลพูดปลอบโยนให้พระชายาของพระเชษฐาผู้เจ็บหนักอยู่ต่างเมืองได้วางใจ
“อินทร์ถวาย!” เสียงร้องเรียกของเ้าแสนเมืองสิงห์ดังขึ้น ทำให้ม้าทั้งห้าตัวที่เหลือต้องพากันชะลอฝีเท้าลง เสลี่ยง[14]จากฝ่ายในมาหยุดคอยท่าเ้าราชวงค์อยู่ข้างประตูชัยชั้นนอก จนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
เมื่อพระองค์หยุดม้าลง เรียวนิ้วมืองามก็ลดพัดขนนกลง เผยใบหน้างามของเ้านางอ้ายหลานสาวของพระนางจันทร์แดงชายารองของพระบิดา สตรีผู้นี้มักชายตาให้พระองค์จนผู้คนโจษจันว่านางนั้นพึงใจเปิดเผย แต่บุรุษเช่นอินทร์ถวาย กลับไม่เคยสนใจแลมองนางเลยแม้แต่น้อย แต่นางผู้นี้ก็ไม่เคยละลดความเพียรที่อยากจะเป็ชายาของบุรุษผู้ว่างเว้นแม่นายครองเรือน
“เย็นย่ำแล้ว สตรีสูงศักดิ์มิควรออกจากหอนอน ไยน้องนางถึงมาหยุดชะลอเสลี่ยงอยู่เสียตรงนี้เล่า”
“กราบฝ่าพระบาทเ้า น้องได้ข่าวการด่วนว่าพระองค์จะเสด็จไปเวียงชัย ให้รู้สึกเป็ห่วงนัก ด้วยพอจะทราบมาว่าการศึกทางนั้นหนักหนามิอาจคาดเดา น้องจึงไปทูลขอตะกรุดดีจากครูบาเ้าน้อยนอกเวียง เพื่อนำมามอบให้พระองค์พกติดกาย เผื่อชะลอยเคราะห์ร้ายให้ไปไกลพ้นตัว”
“ขอบใจน้องนางยิ่งนัก แต่มิต้องลำบากถึงเพียงนี้ดอก ของดีเยี่ยงนี้ น้องนางควรนำไปให้เ้าอินทร์สรงพระญาติผู้นั้นจักดีกว่าหนา มันโดนคุณไสยจนเป็บ้า ได้ตระกรุดดีของน้องนาง อาจทำให้มันหายสิ้นผีร้ายงำหัว ส่วนตัวกูนั้น ของดีมีอยู่ทั่วทั้งกายใจ มิจำเป็ต้องใช้ของดีที่น้องนางนำมาให้ดอก”
[14] เสลี่ยง มีลักษณะเป็ที่นั่งขนาดเล็ก มักทำจากไม้ไผ่หรือหวาย มีพนักพิงและที่นั่ง ้ามีหลังคากันแดดหรือฝน มักใช้สำหรับนั่งหรือนอน โดยทั่วไปแล้วเสลี่ยงจะหามโดยคนสองคน โดยแต่ละคนจะจับคานหามข้างหนึ่ง เสลี่ยงมีขนาดเล็กและเบากว่าวอ จึงเหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายในระยะสั้นหรือพื้นที่แคบ