ทหารเสือราชินี

    บทที่ 2

    เขาขุ่นขึ้งกับการที่จัสตินเดินทางมาถึงและเรียกร้องที่จะ พบเขาโดยมิได้คาดหมาย ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง ซึ่งความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจเช่นนี้ ดูเหมือนจะมีเพียงจัสตินเท่านั้น ที่จะก่อให้เกิดขึ้นมาได้ อารมณ์ลึกๆ ในใจมิได้ดีขึ้นเลย เมื่อนึกขึ้นมาได้ ว่าตลอดเวลายังมีฮิวจ์ เดอ โนแนนท์อีกคนหนึ่ง ที่ได้ยิน การโต้ตอบระหว่างตัวเขากับมหาดเล็กคนสนิทเมื่อครู่“จัสตินเป็นใครกันหรือขอรับ? ”ออเบรย์เพียงแต่ยักไหล่ราวไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญแต่อย่างใด“ใต้เท้าไม่เคยรู้จักหรอกขอรับ...เป็นเด็กกำพร้าที่กระผมรับ มาเลี้ยงดูอยู่เมื่อสองสามปีมาแล้วเห็นจะได้”เขาหวังว่า คำตอบสั้นๆ เพียงเท่านี้ จะทำให้ฮิวจ์หมด ความสนใจและเลิกซักถามต่อไปได้ แต่บิชัพแห่งโคเวนทรี่นั้นดูจะ มีความสามารถอันลึกลับในการดมกลิ่นเรื่องใดก็ตามที่เป็นความลับอยู่ เหมือนหมูที่ได้กลิ่นอาหารไม่มีผิด ออเบรย์ครุ่นคิดด้วยความขุ่นขึ้งอยู่ในใจ เมื่อพบว่าตนเองจำต้องให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของเด็กหนุ่มคนนั้น โดยเล่าให้ฮิวจ์ฟังว่ามารดา ของเด็กหนุ่มได้เสียชีวิตลงตอนที่ให้กำเนิดจัสติน“สำหรับพ่อนั้นเห็นจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นละขอรับที่ทรงทราบก็เลยไม่มีใครที่จะเลี้ยงดูเด็กทารกแรกเกิดคนนี้ และเมื่อเด็กถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ เมื่อกระผมทราบเรื่องเข้า ก็เลยรับเอาไว้ ก็เลี้ยงดูเขามาเท่าที่จะสามารถทำได้เท่านั้นละขอรับ เพราะจริง ๆ แล้ว ในฐานะที่เป็นสาวกแห่งพระเจ้า มันก็ย่อมเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว เช่นที่ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า... ความทุกข์แห่งทารกน้อยคือความทุกข์ของเรา... นั่นแหละขอรับ”“ก็นับว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง” ฮิวจ์กล่าวด้วยน้ำเสียงบอกความชื่นชม ท่าทีมิได้บอกความสงสัยในคำอธิบายแต่อย่างใด สายตาที่มองออเบรย์เต็มไปด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ยิ่งทำให้ออเบรย์รู้สึกว่า การพูดปดหลอกลวงนั้น มันช่างสร้างความหนักอกให้เสียนี่กระไรบุรุษทั้งสองมีความแตกต่างทางด้านรูปลักษณ์เรือนกายโดยสิ้นเชิง ออเบรย์ เป็นบุรุษผู้มีเรือนร่างผอมสูง ท่วงท่าสง่างามเรือนผมที่ตัดสั้นนั้นเป็นสีเทาเงิน ส่วนฮิวจ์ มีรูปร่างอ้วนกลม ใบหน้าอวบอูม แก้มแดงปลั่ง และศีรษะล้าน ในสายตาของบุคคลทั่วไป เขาคือนักบวชชราผู้ใจดี มีเมตตาอย่างยิ่งแต่ออเบรย์รู้ดีกว่าใคร ว่าภายใต้รูปลักษณ์ของคุณปู่ผู้ใจดีนั้น ซ่อนความแหลมคมแห่งสติปัญญา ทั้งปฏิภาณและไหวพริบไว้อย่างเหลือล้น ความใคร่รู้ของฮิวจ์ที่มีต่อประวัติของจัสตินนั้นมันมิได้เป็นเพียงความสนใจอย่างเลื่อนลอย หรือเพราะความเมตตาเพราะท่านสาธุคุณผู้นี้ สามารถจะมองเห็นจุดอ่อนที่ซ่อนเร้นไว้ในเรื่องได้เสมอความรู้ดังกล่าว ทำให้ออเบรย์โมโหจัสตินยิ่งนัก ที่เรียกร้องความสนใจจากฮิวจ์ เดอ โนแนนท์ บุคคลอันตรายผู้นี้“เท่าที่สังเกตดู รู้สึกว่าท่านคงจะเลี้ยงดูเขามาอย่างตามใจมากทีเดียวนะ” ฮิวจ์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าถึงขนาดที่จะมาเรียกร้องพบขณะที่ท่านกำลังจัดงานเลี้ยงรับรองแบบนี้ได้หรอก”แต่ออเบรย์ปฏิเสธที่จะงับเหยื่อซึ่งติดมากับเบ็ดที่ฮิวจ์ยื่นมาล่อตรงหน้า“เท่าที่ผ่านมา กระผมก็ไม่เคยมีอะไรที่จะตำหนิเขาในเรื่องมารยาทได้หรอกขอรับ...เพิ่งจะครั้งนี้เอง ซึ่งกระผมเห็นจะต้องขนาบเป็นการใหญ่เสียแล้วละขอรับ”เสียงแตรฟันฟาร์ดังขึ้น ซึ่งทำให้ทุกคนต่างเหลียวไปมองทางประตูพร้อมกัน เสียงนั้นประกาศถึงการนำอาหารจานพิเศษซึ่งเป็นหัวหมูป่าขนาดใหญ่ที่เสิร์ฟมาบนถาดเงินขนาดยักษ์ ทุกคนต่างชะโงกหน้าเข้าไปดูอาหารในถาดเงินนั้นด้วยความสนใจพร้อมกันนักดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงในลักษณะขับลำนำ และเรื่องบุตรบุญธรรมของบิชชัพแห่งเชสเตอร์ ก็ถูกลืมกันไปเป็นครู่ออเบรย์เริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง อีกครั้งหนึ่งที่เขาได้กลับมาทำหน้าที่เจ้าภาพอันเป็นงานถนัดได้ด้วยอารมณ์ผ่องใสขึ้น ความชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นตอนที่มหาดเล็กเชิญถาดอาหารเข้ามานั้นช่วยให้เขาพอมีเวลาใช้ความคิดกับปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เขาบอกกับตนเองอยู่ว่า เขาจะต้องหาทางออกสำหรับเรื่องนี้อย่างดีที่สุด จะต้องสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น เขาจะต้องแสดงออกถึงความสงสารเห็นใจ ในปัญหาที่กำลังเกิดอยู่กับเจ้าชายจอห์นขณะนี้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดตรงๆ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ยังจะไม่ผูกมัดตัวเอง จนกว่าจะแน่ใจแล้วมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้ว ว่าพระเจ้าริชาร์ดสวรรคตจริงด้วย สายตาคมปลาบ ทำให้ฮิวจ์เป็นคนแรก ที่สังเกตเห็นว่ากำลังมีอะไรบางอย่างเกิดอยู่ตรงประตูห้องเลี้ยงรับรองซึ่งอยู่ด้านไกลสุด ขณะนี้ตรงประตูบานนั้น มหาดเล็กคนหนึ่งกำลังพยายามขัดขวางเด็กหนุ่มร่างสูง ผู้มีเรือนผมสีดำอยู่ ขณะที่จับตามองอยู่นั้น ฮิวจ์ก็ได้เห็นเด็กหนุ่มที่สลัดตัวออกจากการเกาะกุมของมหาดเล็ก และเดินดิ่งมาตามพรมที่ปูลาดสู่ยกพื้น ซึ่งเป็นที่ตั้งโต๊ะอาหารของแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายฮิวจ์โน้มตัวเข้าไปหา สะกิดไหล่บิชชัพผู้เป็นเจ้าภาพพร้อมกับถามว่า“ถ้าผมเดาว่าเด็กหนุ่มที่กำลังอาละวาดอยู่นั่นคือเด็กในอุปถัมภ์ของท่าน จะผิดความจริงไหมนี่? ”เห็นได้ชัดว่า ขณะนี้ผู้บุกรุกกำลังเดินตรงเข้ามายังโต๊ะเลี้ยงรับรอง และเป็นขณะเดียวกับที่ออเบรย์กำลังสนทนาอยู่กับแขกคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของเขา ซึ่งเป็นแอ็บบ็อทของโบสถ์สาขาภายใต้อาณัติของเชสเตอร์ที่เซ้นท์ เวอร์เบิร์ก ทันทีที่ได้ยินเสียงถามระคนขบขันของฮิวจ์เข้าออเบรย์ก็ถึงกับตัวแข็งไปทันที ไม่อยากเชื่อสายตาที่กำลังเห็นภาพดังกล่าวอยู่เลย และแล้วเขาก็เลื่อนเก้าอี้ไปข้างหลังผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง...เขาเดินลงจากยกพื้น เผชิญหน้ากับจัสตินที่เข้ามาหยุดอยู่ตรงเตาไฟให้ความอบอุ่นกลางห้อง โดยมีมหาดเล็กเคราะห์ร้ายตามหลังมาติดๆ“เจ้ากล้าดียังไงถึงบังอาจเดินผ่าเข้ามากลางงานอย่างนี้...นี่เจ้าเมามาหรือยังไง? ”“กระผมคิดว่าเรามีเรื่องต้องพูดกันให้รู้เรื่องขอรับ” จัสตินตอบเสียงกระด้างซึ่งทำให้ออเบรย์ถึงกับตาค้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าจัสตินจะกล้าดีต่อเขาถึงขนาดนี้ขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนัก ว่าขณะนี้สายตาทุกคู่กำลังจ้องมองเขาจับจัสตินอยู่เป็นจุดเดียว มหาดเล็กนั้นหยุดอยู่ห่างออกไปหลายฟุต สีหน้าบอกความเดือดเนื้อร้อนใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะมาร์ติน กับจัสตินเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา และดูจะสนิทสนมกันมากด้วย“ก็ฉันบอกแล้วยังไงล่ะจัสติน ว่าให้รออยู่ก่อน”“กระผมรอมานานแล้ว...รอมาถึงยี่สิบปีทีเดียวนะขอรับ”ออเบรย์มิได้รั้งรออีกต่อไป เขาตระหนักว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีทีท่าว่าจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิมขึ้นทุกที ในยามนี้อารมณ์ของจัสตินไม่ต่างไปจากคบเพลิง ใครจะรู้ ว่ามันจะสร้างความเสียหายอันร้ายแรงใดๆ ให้เกิดขึ้น ถ้าเด็กหนุ่มเกิดระเบิดโทสะออกมากลางที่ประชุมขณะนี้“งั้นก็ตามมา...” ออเบรย์พูดอย่างตัดสินใจ “เราขึ้นไปพูดกันข้างบน”อันที่จริงออเบรย์สามารถพาจัสตินขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของเขาที่อยู่ชั้นบนได้ แต่กลับเลือกที่จะพาเข้าไปในห้องอธิษฐานส่วนตัว เพราะห้องชั้นบนนั้นมันเป็นอาณาจักรของเขาแต่เพียงผู้เดียว ความคุ้นชินต่อสภาพภายในห้อง อาจจะทำให้เขาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรงได้ในยามนี้ เขาต้องการทุกสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ทางด้านจิตใจ และช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นเบื้องหน้าแท่นบูชา มีเทียนสูงจุดไว้สองเล่ม และที่เป็นประกายอยู่ระหว่างดวงเทียนคือกางเขนเงิน อันเป็นสิ่งที่ออเบรย์ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องหมายแห่งความศรัทธาและความจงรักภักดีที่เขามีต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่มันยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญอีกด้วยเขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากางเขนเอื้อมมือไปลูบคลำแผ่วเบาขณะเดียวกันก็อธิษฐานขอให้สามารถแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดอยู่กับตนในขณะนี้ได้โดยง่ายจัสตินได้เดินตามเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาด้วย“ท่านคิดจะบอกให้กระผมทราบบ้างหรือเปล่า? ”“จะให้บอกอะไรกับเจ้ากัน? ”“ก็บอกว่ากระผมคือลูกชายของท่านน่ะขอรับ? ”ออเบรย์มิได้แสดงความแปลกใจออกมาให้เห็นแม้แต่น้อยเขารู้อยู่แล้ว ว่ามันจะต้องมีคำถามนี้เกิดขึ้น นับตั้งแต่สบตากันในห้องโถงชั้นล่างด้วยซ้ำ ยังจะมีอะไรอีกเล่าที่จะทำให้จัสตินหงุดหงิดงุ่นง่านและต้องการคำตอบเร็วไปกว่านี้... แม้ริมฝีปากจะแห้งกรังขึ้นมาในทันใด แต่ออเบรย์ก็ยังสามารถบังคับตัวเองให้ยิ้มเจื่อนออกมาจนได้“นี่เจ้าคงไม่ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจังนักหรอก ใช่ไหม? ”จัสตินสืบเท้าเข้ามาใกล้...ใกล้ถึงขนาดที่จะเอื้อมมือไปแตะต้องเนื้อตัวกันได้ และใกล้ถึงขนาดที่ออเบรย์จะสังเกตเห็นกรามที่ขบกันจนนูนเป็นสันขึ้น“กระผมเพิ่งกลับมาจากชริวสเบอรี่” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมา “กระผมเดินทางไปตามหาฮิลเดอ ซึ่งเป็นคุ๊กอยู่ที่อัลคมุนด์’ส เรคโทรี่ และหล่อนได้เล่าให้กระผมฟังเรื่องที่ท่านมีความสัมพันธ์กับแม่ของกระผมด้วย”“แล้วเจ้าก็เลยถือเรื่องเล่าว่ามันเป็นความจริงยังงั้นเรอะ? ”“หมายความว่าท่านปฏิเสธหรือขอรับ? ”“ใช่” ออเบรย์ตอบเรียบๆ และด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตามมาว่า “ฉันขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง”จัสตินเพียงแต่มองหน้า มิได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวความเงียบดูจะตกลงปกคลุมทุกตารางนิ้วของห้องบูชาแห่งนั้นไว้เมื่อออเบรย์ไม่สามารถทานทนกับความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ต่อไปได้เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยต่อขึ้นก่อนว่า“ฉันจะถือว่า มันไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นในคืนวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงมันอีก”“โอ...ช่างเป็นความเมตตากระไรปานนั้น” เสียงพูดของจัสตินไร้อารมณ์ ไม่อาจอ่านความรู้สึกของเขาในยามนี้ได้ เขายืนอยู่ในท่าที่หันหลังให้ออเบรย์ครู่หนึ่ง ซึ่งตอนนั้นออเบรย์แน่ใจว่าตนเองชนะแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง...จัสตินก็หันขวับมา ชูกางเกงเงินในมือขึ้นตรงหน้า“สาบานสิขอรับ...” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มท้าทาย “ท่านต้องสาบานต่อหน้าพระคริสต์เจ้าว่าท่านไม่ใช่พ่อของกระผมถ้าท่านทำได้กระผมจะเชื่อ”