การเลือกอาจารย์หลักของศิษย์ใหม่ยามสายยังไม่ทันเสร็จสิ้นฉู่เหินกับหลินเทาก็ก่อความเคลื่อนไหวใหญ่โตเสียแล้ว
อาจเรียกได้ว่าผู้คนล้วนคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เห็นแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปของฉู่เหินแล้วคนส่วนใหญ่ก็มองเขาด้วยแววตาที่แปลกไป
ติดดิน!
ติดดินดีแท้
หันกลับมาดูหลินเทาที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นแล้ว ช่างน่าขำสิ้นดี
ราชาเด็กใหม่แห่งปี?
ฉู่เหินหัวเราะ ไม่ปริปากพูดอะไร
...
“พูดก็พูดเถอะพี่น้องข้า เจ้านี่มันไม่เข้าท่าเลย! พวกเรารู้จักกันมาตั้งนานนมกาเลแล้วเจ้ายังไม่บอกอีกนะว่าเจ้าเก่งฉกาจปานนี้?”
ระหว่างทางกลับมู่เฟิงก็เปิดบทอีกจนได้
ฉู่เหินตอบทั้งอยากหัวเราะ “รู้จักกันมาตั้งวันหนึ่งแล้วนานนมกาเลจริงอย่างเจ้าว่า”
“วันหนึ่งมีตั้งสิบสองชั่วยาม พวกเรารู้จักกันมาตั้งสิบสองชั่วยามแล้วน้อยหรือไรเล่า? เห็นแก่ที่เจ้าทำไปวันนี้ข้าตัดสินใจแต่งตั้งเจ้าเป็น ‘ชายผู้งามเลิศเป็นอันดับสองในปฐพี’ เป็นรองเพียงข้า ‘ชายผู้งามเลิศในปฐพี’ เจ้าพอใจหรือเปล่า?”
“หากเจ้าหุบปากสนิทไม่พูดสักสองสามวันได้ข้าจะขอบใจบรรพชนเจ้าแปดชั่วโคตรเลย”
ฉู่เหินตอบกลับไปส่งๆ จากนั้นก็เดินไปยังอีกทางหนึ่ง
“เจ้าจะไปไหน?” มู่เฟิงถาม
“ออกไปข้างนอกสักหน่อย”
ตอบกำกวมไม่ชัดเจนแล้วก็แยกตัวไปคนเดียว
...
หอประคองเมฆ!
หลังหาแหล่งข่าวฟังแล้วฉู่เหินก็มาถึงหน้าอาคารขนาดใหญ่ดูอลังการแห่งหนึ่ง
หนึ่งในเครือการค้าใหญ่ที่เลื่องชื่อในนครหลวง
ฉู่เหินมาที่นี่เพราะอยากสะสางเรื่องอาวุธให้เสร็จสิ้นไป
พลันนั้น ฉู่เหินก้าวขึ้นบันไดขั้นกว้างแล้วเดินเข้าไปในหอประคองเมฆ
โครงสร้างการจัดวางภายในดูโล่งโปร่งสบายตา พื้นปูด้วยหินอ่อนสีดำที่ทั้งแข็งแรงและอัดแน่นเพดานสูงมาก โคมระย้าขนาดใหญ่แขวนอยู่กลางห้องหวนคิดถึงยามค่ำคืนว่าจะแพรวพราวสะกดตาเพียงใดหนอ
“สวัสดี ท่านต้องการให้ข้าช่วยไหม?”
เพียงเดินเข้าประตูใหญ่มา เสียงหวานเพราะพริ้งก็แว่วถาม
ดรุณีอ่อนเยาว์ดวงหน้าสะสวยมองฉู่เหินด้วยรอยยิ้มตามหน้าที่
“ข้าอยากซื้ออาวุธสักชิ้น” ฉู่เหินบอกจุดประสงค์ที่มา
“แลกเปลี่ยนอาวุธเชิญเขตหมายเลขสี่เจ้าค่ะ...”อิสตรีนำทางให้ฉู่เหินตามมารยาท
ฉู่เหินมาถึงเขตหมายเลขสี่ตามการนำทางของนาง
การแบ่งเขตหอประคองเมฆแบ่งตามชนิดของสิ่งของ ยา ศาสตราวุธ และเครื่องประดับเลอค่า...ที่แตกต่างกันออกไป
“เถ้าแก่จิน คุณชายท่านนี้ต้องการอาวุธสักชิ้นเจ้าค่ะ” ดรุณีเอ่ยเสียงหวาน
เถ้าแก่จินเป็นชายชราอายุราวห้าหกสิบปี ร่างกายผ่ายผอมตาเป็นทรงสามเหลี่ยมแหลมเล็กใครก็ตามที่ได้เห็นเขาย่อมจะมีความประทับใจแรกพบว่าเขาเป็นประเภท ‘พ่อค้าเลว’
“ต้องการอาวุธอะไร?” เถ้าแก่จินยืนอยู่หลังโต๊ะจ่ายเงินปรายตามองฉู่เหินนิ่งๆ แล้วหันไปเช็ดถูกริชเล่มเล็กในมือตนเองต่อ
เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่จินไม่ได้อัธยาศัยดีอย่างพ่อค้าทั่วไป
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งเจ้าของร้านจินพบปะคหบดีมีเงินมีฐานะในเมืองหลวงมาตั้งมากเห็นฉู่เหินหน้าตาไม่คุ้นย่อมยากที่จะให้ความสำคัญกับเขา
“หอกยาว!” ฉู่เหินตอบไม่คิดอะไร
แต่เล็กจนโต ฉู่เหินก็ได้รับการฝึกฝนศาสตราวุธมากมายมาจากหลงจ้าน
หากจะเอ่ยถึงจริงๆ จะดาบ กระบี่ หรือกระบอง สารพัดอาวุธฉู่เหินก็ใช้ได้ทั้งนั้น แต่เทียบกันแล้ว เขาชอบความแหลมคมและเฉียบขาดของ ‘หอกน่าขนลุก’ เสียมากกว่า
“ทางนั้นเลย...” เจ้าของร้านจินชี้ไปทางหนึ่ง
ฉู่เหินมองตามไป เห็นหอกยาวสิบกว่าเล่มแขวนติดอยู่กับผนังหลังโต๊ะคิดเงิน
ฉู่เหินเพ่งความสนใจไปที่หอกสีทองตรงกลาง ตัวหอกยาวกว่าสองเมตรกว้างราวสองเซนติเมตร สลักลวดลายเป็นเกล็ดทองละเอียดแน่นหนาเฉียบคมและต้องตายิ่งนัก
“ราคาเท่าไรหรือ?” ฉู่เหินถาม
“หอกเกล็ดแสลงเหลือมทอง คมหอกหลอมจากทองคำดำ ตัวหอกทำจากหนังงู ‘งูเหลือมปีศาจทองคำ’ สัตว์วิญญาณขั้นเก้าแข็งแรงทนทานเป็นอย่างยิ่ง ไม่หักได้โดยง่าย”
เจ้าของร้านกุยแนะนำ ไม่เงยหน้ามามองฉู่เหินเช่นเดิม
“ราคาสิบผลึกหยวนขั้นสูง”
สิบผลึก สิบผลึกหยวนขั้นสูง?
เพียงได้ยินดังนั้น ฉู่เหินก็เหมือนถูกน้ำเย็นราดตั้งแต่หัวจรดเท้าความเร่าร้อนตื่นเต้นที่ก่อเกิดเมื่อสักครู่อันตรธานสิ้นเค้า
หน่วยจำนวนของผลึกหยวนยึดที่หนึ่งร้อยเป็นหน่วยแลกเปลี่ยน
หินผลึกหยวนแท้ขั้นกลางหนึ่งก้อนเท่ากับหินผลึกหยวนขั้นต่ำร้อยก้อน
และหินผลึกหยวนแท้ขั้นสูงหนึ่งก้อนเท่ากับหินผลึกหยวนขั้นกลางร้อยก้อน
หรือก็คือ หอกเกล็ดแสลงเหลือมทองนี้ต้องใช้หินผลึกหยวนขั้นกลางพันก้อน
ฉู่เหินไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่มาเมืองหลวงคงไม่รู้ตัวว่าตนช่างจนกรอบเพียงไหนจริงด้วย
ยามจากเมืองหลินเหยียนมา หลงจ้านให้หินผลึกหยวนขั้นกลางเขามาร้อยก้อนรวมกับก่อนหน้านี้ยี่สิบก่อนกับที่อาจารย์ลี่กู้สำนักวายุจักรพรรดิให้มาอีกสามสิบก้อนแล้วก็เป็นหินผลึกหยวนขั้นกลางร้อยห้าสิบก้อนถ้วน
มิหนำซ้ำหนึ่งเดือนมานี้เขายังใช้หมดไปกับการฝึกวิชาอีกจำนวนหนึ่งด้วย
คงประมาณได้ว่าฉู่เหินมีหินผลึกหยวนขั้นกลางพอให้ซื้อราคาแค่หนึ่งในสิบของหอกเกล็ดแสลงเหลือมทองเท่านั้นเอง
ไม่ต้องคิดเลย!
ฉู่เหินส่ายหน้า กวาดตามองไปยังหอกเล่มถัดไป
“เล่มนี้เล่า?”
หอกเล่มต่อมาที่ฉู่เหินถูกใจคือหอกยาวสีดำสนิท กระทั่งคมหอกยังเป็นสีดำมืดมิดให้ความรู้สึกน่าขนลุกและขรึมขลังอย่างยิ่ง
“หอกเงามืดเหล็กมนตราหลอมขึ้นจากเหล็กมนตราร้อยปีหนักรวมร้อยยี่สิบชั่ง...ราคาห้าหินผลึกหยวนขั้นสูง”
ถูกกว่าหอกเกล็ดแสลงเหลือมทองครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไกลจากขอบเขตที่ฉู่เหินจ่ายไหวอยู่ดี
เห็นท่าทางทุกข์ใจกลายๆ ของฉู่เหินแล้วเถ้าแก่จินเหมือนจะไม่อยากเสียเวลากับเขามากไปกว่านี้จึงเดินไปหน้าผนังที่แขวนหอกแล้วชี้หอกเล่มหนึ่งให้ดู “หอกเงามืด ถูกที่สุดราคาร้อยหินผลึกหยวนขั้นกลาง...”
ถูกที่สุด!
ได้ยินคำนี้แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
ฉู่เหินเลิกคิ้ว มองหอกเล่มนั้นด้วยพิศวงใจ“เทียบกับหอกเงามืดเหล็กมนตราเล่มนั้นเล่า?”
หอกเงามืดเหล็กมนตรา หอกเงามืด...
หอกชื่อต่างกันแค่สองคำเท่านั้นเอง ฉู่เหินเปรียบเทียบดูแล้วพบว่ารูปลักษณ์ภายนอกของหอกสองเล่มนี้คล้ายคลึงกันจนน่าตกใจแทบจะถอดแบบกันมา สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันคือหอกเงามืดนั้นสีหม่นมืด ไม่ใสวาว
“หอกเงามืดหนักเพียงห้าสิบชั่ง มีแค่ส่วนปลายที่ตีขึ้นจากเหล็กมนตรา...”
เจ้าของร้านจินอธิบายไม่ยินดียินร้าย
“เช่นนี้นี่เอง!” ฉู่เหินพยักหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก็ถามต่อว่า “ให้ข้าลองหน่อยได้หรือไม่?”
เจ้าของร้านจินขมวดคิ้ว ว่ากันตามจริง เขาชักเริ่มไม่เย็นใจแล้ว
แต่ไหนๆ ก็เสียเวลากับฉู่เหินมามากเกินพอ จะปล่อยให้จบเช่นนี้ไปไยลังเลเล็กน้อยก็ผุดยิ้มพรายไม่หวังดีขึ้นมา
“ได้เลย!”
ว่าจบก็โยนหอกเงามืดให้ฉู่เหินด้วยมือข้างเดียว
ฉู่เหินเพ่งมอง ตะครุบหอกเงามืดไว้ด้วยมือขวาอย่างแม่นยำความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงส่งผ่านมาจากฝ่ามือ ฉู่เหินยกหอกขึ้นพุ่งแทง เสียง “ฟ้าว”ดังขึ้น อากาศธาตุบังเกิดเสียงแผ่วเบา
“เอ๊ะ?”
เถ้าแก่จินหน้าตาตกตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้ามีแววตกใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่เขาตั้งใจจะโยนหอกเงามืดไปให้เพื่อให้ฉู่เหินตกที่นั่งลำบากและขายขี้หน้าไม่นึกเลยว่าฉู่เหินจะรับหอกเงามืดหนักห้าสิบชั่งไว้ในมือได้อย่างสบายไม่ขยับฝีเท้าสักก้าวเดียวด้วยซ้ำไป เห็นได้ชัดว่าฉู่เหินพอมีพลังอยู่หลายส่วน
“ไม่เลวเลย ใช้มันไปก่อนแล้วกัน!”
ฉู่เหินลองดูแล้วค่อนข้างพอใจแน่นอนว่าสำคัญที่สุดคือเขามีเงินพอแค่ซื้อเล่มนี้นั่นปะไร
“ต้องการแหวนเก็บของไหม?” เจ้าของร้านจินถาม
ฉู่เหินส่ายหน้า เขาว่า “ไม่ต้องหรอกหินผลึกหยวนที่เหลือของข้าไม่พอซื้อแหวนเก็บของ”
แหวนเก็บของคือสมบัติที่ไว้ใช้เก็บข้าวของ
พกพาติดตัวสะดวกสบายยิ่งยวด
แน่นอนว่าสมบัติเช่นนี้ย่อมแพงเป็นธรรมดา
“ข้ามีแหวนเก็บของไม่ถึงสามมิติอยู่ที่นี่ ลดราคาหอกเงามืดให้เจ้าได้พอดีเก็บแค่ห้าสิบหินผลึกหยวนขั้นกลางก็พอ...”
เสียงของเถ้าแก่จินพินอบพิเทากว่าก่อนหน้านี้บ้าง
ฉู่เหินยังคงส่ายหน้า “อะไรกัน? หินผลึกหยวนห้าสิบก้อนยังไม่มีเลยหรือ?”เจ้าของร้านจินครุ่นคิดเล็กน้อยก็เสนอต่อ “หากเจ้ามีเวลามารับภารกิจจากเครือการค้าประคองเมฆของพวกข้าสิ หากเจ้าทำสำเร็จจะได้ค่าตอบแทนอย่างงามทีเดียว”
“จริงหรือ?”
ฉู่เหินตาเป็นประกาย ว่ากันตามจริง เมื่อครู่เขายังคิดจะกลับไปรับภารกิจที่สำนักแจกให้อยู่เลยเพื่อจะได้ค่าคะแนนดาวไปแลกหินผลึกหยวนที่ต้องใช้ในการฝึกวิชา
“นครหลวงมีศิษย์ตั้งมากมายมาทำภารกิจกับพวกข้า เจ้าลองพิจารณาดูก่อนได้”เจ้าของร้านเอื้อนเอ่ย
“ได้เลย ข้าจะไปตรองดูสักพัก!”
“อืม!” เจ้าของร้านจินยิ้มน้อยๆว่าจบก็วางแหวนเก็บของในมือไว้กับโต๊ะคิดเงิน ไม่ได้ดันไปตรงหน้าฉู่เหิน“สิ่งนี้ก็ ‘มัดจำ’ เจ้าไว้ก่อนแล้วกันแต่เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าต้องจ่ายหินผลึกหยวนขั้นกลางเพิ่มห้าก้อนเป็นดอกเบี้ยหรือก็คือ เจ้าต้องจ่ายข้าเป็นหินผลึกหยวนขั้นกลางห้าสิบห้าก้อน”
ฉู่เหินลอบถอนหายใจ ประโยคนั้นฟังดูไม่เลวไม่มีธุรกิจใดไร้เล่ห์เหลี่ยมโดยแท้
ความจริงเขาอยากจะปฏิเสธ ‘ความหวังดี’ ของอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่พอคิดว่าแบกหอกเงามืดไปไหนต่อไหนคงดูไม่งามนักหากมีแหวนเก็บของสักวงคงสะดวกสบายขึ้นน่าดู
“ก็ได้!”
ฉู่เหินจำใจตกลง เห็นทีไม่รับภารกิจคงไม่ได้
ครั้นจ่ายหินผลึกหยวนขั้นกลางร้อยก้อนไปแล้ว ฉู่เหินก็กลายเป็น ‘คนจน’ ในพริบตามิหนำซ้ำยังติดหนี้เจ้าของร้านจินผู้นี้ห้าสิบห้าหินผลึกหยวนอีกต่างหาก
ที่คาดไม่ถึงคือเจ้าของร้านจินไม่ได้ขอให้ฉู่เหินทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอันใด
ในเมื่อเครือการค้าประคองเมฆมีอำนาจในเมืองหลวงไม่กลัวฉู่เหินหนีหายอยู่แล้ว
ฉู่เหินรับหอกเงามืดเก็บเข้าไว้ในแหวน แล้วจึงสวมแหวนไว้ที่นิ้วมือขวาสุดแสนธรรมดา ค่อนข้างเรียบง่าย หอกเงามืดยาวเพียงสองเมตรกว่าเท่านั้นไม่ได้กินที่สักเท่าใดนัก ฉู่เหินยังพอเก็บข้าวของอย่างอื่นไว้ในแหวนได้อีก
“ไปรับภารกิจที่เขตใดหรือ?” ฉู่เหินถามขึ้น
“เขตหมายเลขห้า!”
……………………….