กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 49 เปิดเขตแดน(2)

            หุบเขาหมอกฟ้า...สถานที่จัดงานชุมนุมเขตแดนในครั้งนี้หุบเขานี้ตั้งอยู่ในถิ่นรกล้างทางตอนเหนือห่างจากที่ตั้งของตระกูลต้วนไปไม่ไกลมากนักเมื่อต้องป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตระกูลต้วนจึงถูกใช้เป็นป้อมปราการหลักของผู้ฝึกตนโลกมนุษย์และเลือกสถานที่อย่างหุบเขาหมอกฟ้าที่เกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในแดนรกร้างเป็นสถานที่ชุมนุม

            อย่างไรก็ตามเมื่อเหล่าคนชราออกโรงจัดการเองภายในหุบเขาหมอกฟ้าและบริเวณโดยรอบนับล้านลี้จึงถูกกวาดล้างออกไปอย่างสิ้นเชิงจนกลายเป็นแผ่นดินที่เงียบสงบเมื่อรวมกับการจ่ายทรัพยากรออกไปเป็นจำนวนมากด้วยเวลาเพียงห้าเดือนสถานที่แห่งนี้ก็ถูกเนรมิตกลายเป็นสวนสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนโลกมนุษย์

            วันนี้คือวันที่เขตแดนจะเปิดออกและผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากจะมารวมตัวกันที่โลกมนุษย์เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆตัวตนที่แข็งแกร่งของโลกมนุษย์มารวมตัวกันที่นี่รวมถึงชายชราทั้งสี่คนที่เดินทางไปพบหลี่หลิงเทียนด้วยถึงแม้ว่าเขตแดนจะเปิดออกแต่ทางเข้าออกของแต่ละโลกก็ยังมีแค่เพียงทางเดียวเท่านั้นตามกฎโบราณ

            วูป...

            มิติสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่ดาวที่ด้านนอกก่อนเสียงเล็กแหลมของวิหคจะดังก้องออกมาตามด้วยร่างของมันที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงค่อยๆปรากฏออกมาอย่างช้าๆลำตัวของวิหคเพลิงตัวนี้มีขนาดใหญ่ถึงร้อยจั้งและยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ดุร้ายแผดเผาไปทั่วทั้งสิบทิศที่ด้านหลังของมันมีโซ่เส้นหนึ่งที่มีเจ็ดสีลากเอาราชรถแก้วผลึกออกมาจากรอยแยกมิติ

            “ราชันเหมยจากโลกศิลาและบริวารมาถึงแล้ว!”

            ต่อจากราชรถแก้วผลึกยังมีราชรถอีกสี่คันที่ถูกลากด้วยสัตว์อสูรโบราณบินตามออกมาวิหคเพลิงแผ่เปลวเพลิงออกมาครอบคลุมทั้งกลุ่มก่อนจะมุ่งหน้าฝ่าแรงกดดันของโลกตรงดิ่งลงมายังจุดที่พวกผู้ฝึกตนของโลกมนุษย์ยืนอยู่

            ตามมาติดๆกันก็คือเรือโบราณสีดำสนิทลำใหญ่ยิ่งกว่าวิหคเพลิงถึงสองเท่าที่บินฝ่าทะลุรอยแยกของมิติออกมาเพียงพริบตาเดียวก็ไล่มาอยู่ด้านหลังของขบวนวิหคเพลิง

            “เหยาหมิงจื้อจุนจากโลกเหล็กดำและบริวารได้มาถึงแล้ว!”

            เพียงเวลาไม่นานพาหนะทั้งสองก็มาหยุดอยู่บนท้องฟ้าบรรพบุรุษตระกูลต้วนก้าวเดินออกมาก่อนจะประสานมือคารวะไปทางราชรถผลึกแก้วและเรือโบราณทั้งสองนั้นเป็นตัวแทนของโลกระดับกลางซึ่งมีตำแหน่งเป็นราชันและจื้อจุนซึ่งตัวเขานั่นไม่อาจเทียบได้สำหรับโลกระดับต่ำทั้งสามนั้นล้วนไม่มีราชันหรือจื้อจุ้นที่แท้จริงและเช่นเดียวกับบรรพบุรุษตระกูลต้วนพวกเขาได้รับเพียงสถานะผู้ดูแลกฎของโลกเท่านั้น!

            “คำนับราชันเหมยและเหยาหมิงจื้อจุน”

            “ฮ่าๆไม่ต้องมากพิธี พวกเราคงมาถึงเป็นกลุ่มแรกสินะ”

            ชายวัยกลางคนในชุดขาวที่มีใบหน้าหล่อเหลาเดินออกมาจากผลึกแก้วนี่ก็คือราชันเหมยผู้ปกครองโลกศิลา!ส่วนอีกคนที่กระโดดลงมาจากเรือโบราณก็คือเหยาหมิงจื้อจุน!เขาคือชายวัยกลางคนที่รูปร่างใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามผิวคล้ำมองดูแล้วในความรู้สึกน่าเกรงขาม!

            วิ้ง....

            ไม่ทันได้ตอบคำถามของอีกฝ่ายที่หมู่ดาวด้านนอกมิติก็เกิดเป็นรอยแยกอีกครั้งบริเวณใกล้ๆกันสองจุดก่อนที่ชายชราในชุดสีม่วงและสีดำจะพุ่งตัวออกมาโดยมีกลุ่มชายและหญิงติดตามมาด้านหลังฝ่ายละสิบคนชายชราทั้งสองคนนี้ก็คือผู้ดูแลของโลกระดับต่ำอีกสองใบที่อยู่ในสถานะเดียวกับโลกมนุษย์!

            “ยินดีตอนรับผู้ดูแลกวงและผู้ดูแลหยาง”

            บรรพบุรุษตระกูลต้วนประสานมือกล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขณะที่ชายชราทั้งสองคนบินมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของบรรพบุรุษตระกูลต้วน

            “ฮ่าๆผู้ดูแลต้วนไม่เจอกันเสียนานท่านก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเลยนี่”

            ชายชราชุดม่วงหยางผิงผู้ดูแลโลกตะวันฉายกล่าวหัวเราะออกมาพร้อมกับประสานมือทักทายกลับแล้วหันไปทางราชันเหมยและเหยาหมิงจื้อจุนเพื่อคำนับอย่างไรก็ตามชายชราชุดดำกลับเมินผ่านการทักทายของบรรพบุรุษตระกูลต้วนอย่างสิ้นเชิงแน่นอนว่าการแสดงออกนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งสองไม่ได้เป็นมิตรกันบรรพบุรุษตระกูลต้วนส่ายหน้าออกมาก่อนจะเลิกสนใจเขา จะอย่างไรโลกมนุษย์และโลกเดือนดับของผู้ดูแลกวงก็เป็นศัตรูคู่แค้นกันมานานหลายยุค

            “สถานที่จัดงานชุมนุมจัดขึ้นที่หุบเขาสายหมอกเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาข้าจะให้คนนำพวกท่านล่วงหน้าไปก่อนทางเราได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว”

            “ไม่จำเป็นหรอกข้าอยากอยู่ที่นี้เพื่อรอคนอื่นๆมากกว่า”

            ราชันเหมยกล่าวออกมาปฏิเสธคำของบรรพบุรุษตระกูลต้วนและมองขึ้นไปยังหมู่ด้าวด้านนอกอีกครั้งเช่นเดียวกับคนอื่นๆไม่นานราชันลู่ผู้ปกครองโลกวิญญาณก็มาถึงพร้อมกับบริวารถึงจะได้ชื่อว่าเป็นโลกวิญญาณแต่จริงๆแล้วโลกแห่งนี้ก็คือแผ่นดินของเผ่าพันธุ์ผี!

            การสนทนาเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาจนกระทั่งคนทั้งหมดเงียบเสียงลงเมื่อประตูบานหนึ่งได้ฉีกกระชากมิติออกมาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวไม่ทันที่มันจะเปิดออกประตูอีกบานก็โผล่ขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดประตูทั้งสองนั้นมีขนาดพอๆกันแต่บานหนึ่งเป็นสีขาวสลักด้วยรวดลายสีทองอย่างงดงามส่วนอีกบานหนึ่งกลับมีสีดำสนิทและถูกสลักไว้ด้วยลวดลายสีแดงราวกับเลือด

            บานประตูเปิดออกผู้ที่อยู่ด้านในก็ทยอยกันออกมาจากประตูสีดำผู้นำก็คือชายหนุ่มใบหน้าขาวซีดในชุดสีดำตรงกลางหน้าผากมีสัญลักษณ์สีเลือดติดอยู่เขายืนอยู่บนหัวของปีศาจสีดำสนิทคล้ายปลากระเบนขนาดใหญ่ใบหน้าของเขาเย็นชาและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสที่ไม่แยแสต่อโลกที่ด้านหลังของเขายังมีผู้ติดตามมาอีกเกือบร้อยคนชายคนนี้ก็คือหนึ่งในห้าผู้นำโลกระดับสูง...ราชันย์ปีศาจเทียนเยา!

            ส่วนอีกด้านหนึ่งเมื่อประตูสีขาวเปิดออกกลิ่นหอมก็ลอยคลุ้งออกมาพร้อมกับหมู่เมฆผู้ที่นำออกมาก็คือจักรพรรดิสวรรค์เทียนจุน!เขานั่งอย่างสงบอยู่บนบัลลังก์เมฆที่ดูเลื่อนลอยและไร้ขีดจำกัดที่ด้านหลังยังมีขุนพลสวรรค์สิบคนติดตามมาโดยแต่ละคนยังมีกองกำลังอาชาสวรรค์เก้าคนเป็นผู้ติดตามด้วยหนึ่งในขุนพลสวรรค์ทั้งสิบแน่นอนว่ามีหลี่หลินหงรวมอยู่ด้วย!

            “หืม...เป็นเจ้า?สวรรค์ในยุคนี้ชั่งตกต่ำเสียจริง”

            เสียงแหบพร่าดังออกมาจากเทียนเยาขณะที่เขาเหลือบไปมองจักรพรรดิสวรรค์ด้วยความดูถูกแน่นอนว่ามันทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วแต่ก็เลือกที่จะสะบัดหน้าหนีและมุ่งตรงไปยังด้านล่างแน่นอนว่าจักรพรรดิสวรรค์ก็คือคนที่อึดอัดที่สุดและน่าสงสารที่สุดในการชุมนุมครั้งนี้จะอย่างไรเขาก็เป็นเพียงจักรพรรดิและผู้สืบทอดรุ่นหลังความจริงแล้วแม้จะเป็นเขาเองแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าราชันไร้นามก็ยังไม่ได้มีเสียงอะไรมากนับประสาอะไรกับราชันปีศาจ?

            ทั้งหมดนี่ก็ได้แต่โทษบิดาตัวดีของเขาหลี่หลิงเทียน!ราชันสวรรค์ที่ทัดเทียมกับผู้นำของโลกระดับสูงอีกสี่คน แต่อย่างไรก็ตามหลี่หลิงเทียนกลับยอมมอบบัลลังก์เมฆที่หวงแหนยิ่งกว่าชีวิตให้เขายืมและบอกว่าตนเองจะไปเป็นผู้พิทักษ์ที่โลกมนุษย์? จักรพรรดิสวรรค์นั้นร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออกอย่าแท้จริงเพราะภาระที่แบกอยู่ในการสนทนาระหว่างโลกระดับสูงอาจเรียกได้ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะออกเสียงเลยด้วยซ้ำ!แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเกียรติของแดนสวรรค์ให้ได้อีกด้วย!

            ฟู่วววว

            เปลวเพลิงสีฟ้าขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นท่ามกลางหมู่ดาวก่อนจะไหลเวียนราวกับอสรพิษเลื้อยวนเป็นวงกลมท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆที่เฝ้าดูอยู่นั้นลูกไฟสีเขียวก็พุ่งออกมาจากประตูเปลวเพลิงด้านในมีชายวัยกลางคนตัวดำสนิทที่มีใบหน้าเหี้ยมโหดเป็นผู้นำออกมาโดยด้านหลังมีอีกสามสิบสามคนที่ติดตามออกมาแต่ละคนล้วนมีใบหน้าเหี้ยมโหดและแผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมาโดยเฉพาะหญิงสาวในชุดคลุมสีแดงที่ปกปิดตั้งแต่หัวลงมาทั้งตัวพวกเขาก็คือตัวแทนจากนรกทั้งสามสิบสามชั้นที่นำโดยราชันนรก!

            ผู้นำทั้งสามคนไม่มีใครก้าวลงจากพาหนะและยังคงลอยตัวอยู่เช่นนั้นแม้แต่คำทักทายพวกเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตอบรับสำหรับพวกเขาแล้วคนเบื้องล่างนั้นต้อยต่ำเกินไป!จะมีก็แต่จักรพรรดิสวรรค์ที่ยังยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตรและไม่นานประตูอีกสองบานก็ปรากฏขึ้น บานแรกนั้นคือตัวแทนจากโลกอสูร พวกเขายืนอยู่บนมังกรสีชาดตัวใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามเพียงการปรากฏตัวของมันก็สามารถทำให้วิหคของราชันเหมนต้องสั่นกลัวแม้แต่ปีศาจที่คล้ายปลากระเบนของเทียนเยาเองก็ยังสั่นเล็กน้อยที่ด้านบนของหัวมังกรนั้นมีสองคนที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน หนึ่งคือราชันอสูรไป๋ตี้และอีกคนคือชายชราใบหน้าดุดันในชุดคลุมสีแดงเพลิงการปรากฏตัวของชายชราคนนี้แม้แต่ราชันปีศาจเทียนเยาและราชันนรกก็ยังอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ

            “เขาก็มาด้วย?”

            ส่วนที่ประตูอีกบานด้านข้างนั้นเป็นเพียงประตูโบราณที่ดูธรรมดาอย่างมากเมื่อเทียบกับการปรากฏตัวของคนอื่นๆผู้ที่ออกมาก็มีเพียงสองคนเช่นเดียวกับผู้นำของโลกอสูรเพียงแต่ว่าการปรากฏตัวของเขานั้นดูเรียบง่ายและธรรมดาอย่างมากทั้งคู่หนึ่งชายชราหนึ่งชายวัยกลางคนสวมใส่ชุดคลุมสีขาวสวมหมวกเหมือนบัณฑิตพวกเขาคือตัวแทนจากโลกที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลตอนนี้...โลกนักปราชญ์!

            ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มของชายชราแม้แต่ราชันนรกและราชันปีศาจก็ยังต้องเอ่ยคำทักทายทว่าในขณะที่คนทั้งหมดกำลังจะจากไปประตูอีกบานก็ได้ปรากฏขึ้นทำให้หลายคนต้องถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ครั้งนี้หกมหาอำนาจมากันครบจริงๆ

            “ใจร้ายเสียจริงนะที่ไม่คิดจะรอหญิงสาวตัวน้อยเช่นนี้”

            เสียงอันไพรเราะของสตรีดังออกมาจากประที่ดูเหมือนกลุ่มดาวหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามและรูปร่างเย้ายวนค่อยๆเดินออกมาอย่างช้าๆความงามของนางมากพอที่จะทำให้ตัวตนที่ตำกว่าราชันต้องแหงนมองราวกับโดนสะกดที่ด้านหลังนางยังมีอีกหกคนที่เดินตามออกมา

            “ยินดีต้อนรับท่านหญิงจวินเซียงจากสมาพันธ์เจ็ดดาวในเมื่อมากันครบแล้วเช่นนั้นข้าจะนำพวกท่านไปยังสถานที่จัดงาน”

            บรรพบุรุษตระกูลต้วนกล่าวออกมาอย่างนอบน้อมและเตรียมจะนำทุกคนจากไปทว่าในตอนนั้นเองเสียงเล็กแหลมของใครบางคนก็ดังออกมาก่อนที่มิติในหมู่ดาวจะเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับชายหนุ่มที่ดูเอื่อยเฉื่อยยืนเหยียบบนกระบี่สีเงินพลางยกไหสุรากรอกปากพุ่งทะยานออกมา

            “เฮ้ๆพวกเจ้าไม่คิดจะรอนายท่านคนนี้หน่อยหรือไง?”

            ความตกตะลึงกระจายออกไปทันทีที่เข้าปรากฏตัวแม้แต่ตัวแทนจากโลกระดับสูงทั้งหกเองก็ยังไม่เว้น! อย่างไรก็ตามในเวลาเดียวกันที่วิหารมังกรของนิกายมังกรนพเก้า...บุรุษหนุ่มชุดฟ้าที่เงยหน้ามองไปด้านบนกลับกลายเป็นมีใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด!เขาขบเคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิดก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

            “บัดซบ!สุดท้ายคนที่เจ้าเรียกมาก็เป็นไอ้บ้านี่จริงๆ!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน