ผมไม่แน่ใจว่าพวกนายเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม
มาสมัครเรียน แล้วโดนจ้องเหมือนเป็ัห้าหัวที่หลุดออกมาจากตำนาน
ไม่ใช่เพราะผมเองหรอกนะ..
อย่าเข้าใจผิด..
แต่เป็เพราะได้คนที่เดินอยู่ข้างผมต่างหาก
ที่ตรงจุดรับสมัครของสำนักสี่ขุนเขา คนแน่นพอ ๆ ห้างตอนใกล้ปิดแล้วมีข้าวกล่องติดป้ายสีเหลืองลดครึ่งราคา
แต่ก็นั่นแหละ..
มันทำให้ผมพอจะเห็นข้อดีของการมีซุนโหวหวังเป็เพื่อน
เพราะทุกทางที่เดินไป..
พวกเราไม่ต้องอาศัยกำลังในการแหวกฝูงชนเลยด้วยซ้ำ
แค่มีคน ๆ หนึ่งพูดว่า
“นั่นนายน้อยซุน!”
คนที่เหลือก็จะพูดต่อว่า
“นายน้อยซุนมา ๆ หลบ ๆ หลบเร็วเข้า”
ต่อ ๆ มาก็จะเกิดเอฟเฟกต์ประหนึ่งแหวกทะเลแดง
คนทั้งหลายพากันหลีกทางให้พวกเรา (ก็ได้.. ให้โหวหวัง) อย่างพร้อมเพรียง และถึงแม้จะมีบางคนที่ไม่รู้จักโหวหวัง แต่เมื่อเห็นฝูงชนแตกตัวเป็แนวก็พลอยทำตามด้วยสีหน้างุนงงเหมือนอุปทานหมู่
แต่ก็ไม่ใช่แค่เสียงแตกตื่นแค่นั้นหรอกนะ
แน่นอน..
ไม่ได้มีเฉพาะประเทศเก่าของผมที่จะมีเสียงสร้อยเล็ก ๆ ตามหลัง
ซึ่งเสียงเ่าั้เหมือนจะไม่พยายามพูดเสียงกระซิบด้วยซ้ำ
“นายน้อยซุนมาที่นี่วันนี้.. จะมาสมัครเข้าสำนักจริงเหรอ?”
“แปลกตรงไหนล่ะ เ้าลืมไปแล้วเหรอว่าเ้าสำนักสาขาหลักของสำนักสี่ขุนเขา ก็คือท่าน ซุน ป๋ายเหยียน เป็อาแท้ ๆ ของนายน้อยโหวหวังเลยนะ!”
แล้วก็มีอีกเสียงเสริม
“เมื่อกี้ก็คุณหนูอุสางิ ตอนนี้ก็นายน้อยซุน ในสำนักยังมีนายน้อยหม่าอีก.. ข้ายังได้ยินมาว่านายน้อยรองของตระกูลหม่าเองก็มาสมัครด้วยนะ สำนักนี้จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งแล้วล่ะ! ข้าต้องสอบติดให้ได้!”
โอเค..
ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจนะพวกนาย..
แต่ช่วยพูดเบา ๆ หน่อย!!
ผมยืนอยู่ข้างคนที่พวกนายสรรเสริญอยู่!!
มันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเป็ก้อนหินประกอบฉากในงานแสดงโรงเรียนประจำปีเลย!!
และแน่นอน..
ตามสูตรสำเร็จโลกยุทธภพ..
ใครสักคนก็ต้องชี้มาทางผม..
มันขาดไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ..
“เอ๊ะ แล้วนั่นใครน่ะ? สหายของนายน้อยซุนเหรอ? ข้าไม่เคยเห็นหน้ามันมาก่อนเลยนะ”
“เฮอะ เ้าน่ะมันไม่รู้อะไร คนตระกูลซุนจะมีเพื่อนต่างเมืองหรือต่างอาณาจักรไม่เห็นแปลก นั่นนายน้อยซุนนะ!”
บรรยากาศตรงนั้นหนาแน่นไปด้วยเสียงซุบซิบ ยิ่งเดินเข้าใกล้โต๊ะลงทะเบียน เสียงเ่าั้ก็เหมือนจะดังขึ้นเรื่อย ๆ จนผมนึกว่าเรากำลังเดินเข้าสนามประลอง ไม่ใช่สนามสอบ
ส่วนเ้าตัวต้นเหตุล่ะเหรอ?
ซุนโหวหวังเดินหน้าตาเฉยเหมือนเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน มันไม่สน ไม่แคร์ ไม่แม้แต่กะพริบตากับคำพูดพวกนั้น คงเพราะโดนซุบซิบบ่อยจนกลายเป็เพลงกล่อมไปแล้วมั้ง
ส่วนผมล่ะ?
เดินตัวเกร็งเป็ท่อนไม้ หน้าแข็งเป็หินซัดมาเต็มลูก
แค่ไม่สะดุดล้มหน้าคว่ำใส่พื้นก็บุญแล้วล่ะ
ระหว่างที่ผมยังยืนเกร็งเหมือนหุ่นที่ปั้นไม่เสร็จ ซุนโหวหวังก็เดินตรงไปยังโต๊ะลงทะเบียนแบบไม่ลังเล
ใครบางคนตรงนั้น..
ชายแก่ร่างท้วมในชุดเทาปักตราสีู่เา (ซึ่งผมว่ามันดูเหมือนตราสำนัก แต่ก็แอบเหมือนโลโก้ยี่ห้อข้าวสารอยู่หน่อย ๆ) รีบออกมาต้อนรับอย่างแข็งขัน
“นายน้อยซุน!
ผู้น้อยมีนามว่า เปา กุ้ย เป็ผู้คุมแผนกทะเบียนของสำนัก”
เขาพูดพร้อมคำนับซุนโหวหวังด้วยท่าทางที่ชวนให้นึกถึงพ่อค้าเ้าเล่ห์กำลังต้อนรับเศรษฐี
“ไม่ทราบว่าท่านมาเยือนในครานี้..
มีเื่อันใดรึ?”
ซุนโหวหวังไม่พูดพร่ำ ยื่นใบประวัติในมือให้เขาตรง ๆ พร้อมตอบเรียบ ๆ ว่า
“สมัครเข้าสอบเข้าสำนักท่านเ้าคุณเปา”
พูดจาเป็ทางการอย่างกับกำลังไปหมั้นลูกสาวเขาแน่ะ
แต่ท่านคุณเ้าเปา..
อะแฮ่ม!
ผมหมายถึงเปากุ้ย! เขาโบกมือปฏิเสธแทบไม่ทัน
“ไม่ต้อง ๆ ใบประวัติไม่จำเป็เลย..
ทุกคนก็รู้ว่านายน้อยซุนเป็ใคร
ผู้น้อยมิกล้า..มิกล้าจริง ๆ ขอรับ!”
คำว่า 'มิกล้า' ของเขาน่าจะหมายถึงกลัวหนักมากระดับที่จะจารึกไว้ในตำนานสำนักว่าสั่นกลัวถึงไขสันหลัง
ตอนนั้นเองซุนโหวหวังก็หยุดยิ้ม
ใช่แล้วครับ..
มันหยุดยิ้ม..
สีหน้ามันหม่นลงทันตา น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็เย็นจัด
“ไม่ได้ท่านเ้าคุณ”
ผมขอสารภาพว่าผมเผลอกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอตอนนั้นเลยแหละ
“หากท่านเ้าคุณไม่ทำด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้อื่น
คนที่เสียก็คือฉัน
คนอื่นที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง..
เขาอาจหาว่าฉันใช้อำนาจของสกุลเอาเปรียบ…
หวังว่าท่านเ้าคุณเปาจะเข้าใจฉัน”
มันพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ..
แต่ตอนผมฟัง..
มันเหมือนโหวหวังกำลังจะลงอาญาหัวหน้าฝ่ายทะเบียนคนนั้นด้วยความสุภาพขั้นสุด
ตาแก่เปากุ้ยถึงกับขนลุกซู่ ผมเห็นชัดเลย เหงื่อเม็ดเป้ง ๆ ผุดขึ้นมาบนหน้าผากเขาอย่างกับมีมนต์เรียกฝนอยู่ในร่าง
“ขะ…ขออภัยนายน้อยซุน! ผู้น้อยแค่เลอะเลือนไปชั่วครู่!”
เปากุ้ยรีบคว้าใบประวัติมาแน่นเหมือนมันเป็ตั๋วอภัยอาญาโทษแบบใช้แล้วหมดไป ก่อนหมุนตัวเดินเร็วจี๋
เอาจริง ๆ คือแทบจะวิ่ง เพื่อเอาไปตรวจสอบด้วยตนเอง
ผมได้แต่ยืนมองแล้วคิดในใจ..
สรุปนี่ผมมากับเพื่อน หรือมากับคนที่จะกลายเป็เ้าสำนักกันแน่นะ
แต่ในตอนที่เปากุ้ยกำลังจะเดินออกไปจากรัศมีความกดดันที่ซุนโหวหวังปล่อยออกมาแบบไร้ปรานี
เสียงเย็น ๆ ของเพื่อนผมก็ดังขึ้นมาอีก
“ช้าก่อนท่านเ้าคุณกุ้ย”
ตัวของเปากุ้ยนั่นถึงกับชะงักเหมือนโดนใครเอาตะขอเกี่ยวส้นเท้าไว้ แล้วค่อย ๆ หันกลับมาเหมือนหุ่นยนต์แบตหมด
หน้าของเขาดูเหมือนจะคิดว่า..
ตัวเองเผลอไปเหยียบเท้าของโหวหวังตอนหมุนตัวหรือเปล่า
“มะ..มีอะไรหรือขอรับ นายน้อยซุน?”
เขาถามด้วยเสียงที่บอกชัดว่า กลัวแบบสุดขีด
ซุนโหวหวังยิ้มบาง ๆ ก่อนจะผายมือมาทางผมอย่างสุภาพราวกับผมเป็เ้าชายเร่ร่อนที่หลงมาจากอาณาจักรอื่น
“ไม่ทราบว่าฉันจะรบกวนท่านเ้าคุณเปามากเกินไปหรือไม่
แต่ช่วยนำใบประวัติของเกลอคนนี้ไปตรวจสอบด้วยเลยได้หรือไม่?”
มันพูดด้วยท่าทางสุภาพสุดฤทธิ์
แต่ถ้าฟังให้ดี ๆ
จะรู้ว่านั่นมันคำสั่งในคราบคำขอชัด ๆ
เปากุ้ยรีบโบกไม้โบกมือเหมือนเพิ่งเอามือไปโดนหม้อไฟมา
“ไม่มีปัญหา ๆ เื่เล็กน้อย ๆ”
แล้วเขาก็คว้ากระดาษจากมือผมเร็วพอ ๆ กับตอนพ่อบ้านเก็บถ้วยชาจากโต๊ะเ้านาย ขาก็ก้าวฉับ ๆ หนีออกไปโดยเร็วราวกับกำลังถูกผีขู่หลังหู
ผมหันไปมองซุนโหวหวัง คิ้วของผมยกขึ้นสูง..
ใจหนึ่งก็รู้สึกทึ่งในอำนาจที่มันมี อีกใจก็รู้สึกได้ว่าโหวหวังนั้นรู้วิธีใช้อำนาจนั้นอย่างพอดี ไม่มาก.. หรือน้อยไป
“สมแล้วที่เป็ลูกชายของท่านเ้าเมือง”
ผมอดแขวะไม่ได้
“แม้แต่หัวหน้าฝ่ายทะเบียนยังต้องเดินหลีกทางให้เ้าเช่นนี้”
ซุนโหวหวังแค่ถอนหายใจเบา ๆ แบบคนที่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเป็ข่าวหน้าหนึ่งั้แ่ยังไม่คลอด
“เขาก็แค่นักการที่อยู่มานาน..
หากเป็ระดับอาจารย์ของสำนักขึ้นไป ท่านเ้าหมู่นั้นย่อมไม่แสดงท่าทีเช่นนี้ต่อฉันแล้ว”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“หรือแม้แต่พวกศิษย์ในสำนัก..
พวกเขาเองก็คงมิได้เห็นค่าฉันมาเท่านี้
อาจมีหวั่นบ้าง..
แต่ไม่ถึงขั้นต้องเบี่ยงทางให้เหมือนพวกข้างนอก”
แล้วเ้าหมอนี่ก็มองหน้าผมตรง ๆ พร้อมวางมุขแบบไม่ขอเกรงใจ
“หลังจากนี้อำนาจของฉันคงเบาบางลงแล้วเมื่อได้เป็ศิษย์ของสำนัก
ดังนั้น..
เอ็งก็อย่าหวังจะพึ่งฉันมากนักเลย”
โอ้โห..
ฟังดูเหมือนจะถ่อมตัวนะ
แต่จริง ๆ แล้วคือการบอกว่า 'ตอนนี้ข้ายังใหญ่ เ้ารีบใช้คอนเนคชั่นให้คุ้มก่อนจะหมดโปรฯ' อย่างไรอย่างนั้น
ผมนี่ได้แต่พยักหน้ากึ่งประชดในใจ 'ขอบใจที่เตือนนะสหาย'
แต่ความจริงที่ซุนโหวหวังพูดมันก็ไม่ผิดนักหรอก เพราะแค่อาจารย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ในสำนักนี้ก็มีอำนาจพอจะให้เ้าเมืองอย่างพ่อมันต้องเกรงใจแล้ว
แล้วซุนโหวหวังล่ะ?
เ้าตัวแค่ยังไม่ได้สวมมงกุฎอย่างเป็ทางการเท่านั้นเอง
เปากุ้ยหายตัวไปไม่นาน ราวกับพยายามทำให้แขกระดับ VVIP ของมันประทับใจ แล้วพอกลับ เขาก็มาพร้อมของแถมที่ดูเหมือนจะสำคัญเสียเหลือเกิน
เขายื่นป้ายไม้ให้สองแผ่น สลักเลข 3,658 กับ 3,659
แน่นอนว่าแผ่นแรกให้โหวหวัง อีกแผ่นให้ผม
“นายน้อยซุน..
ต่อไปคือด่านตรวจสอบพลังสถิต..
เชิญไปทางขวามือเถิดขอรับ”
น้ำเสียงของเปากุ้ยเรียบลื่นเหมือนน้ำมันงาที่ผ่านการคั้นสามรอบ
ด้านซุนโหวหวังก็ไม่พูดมาก มันยกมือไหว้อย่างสุภาพ
“ขอบคุณท่านเ้าคุณเปาที่แนะนำ..
ฉันและเกลอขอตัว”
แน่นอนว่าผมก็ต้องยกมือคารวะตามมารยาท..
ยิ่งเห็นคุณเปากุ้ยก้มให้โหวหวังจนหลังแทบแตะพื้น ใครมันจะกล้าเสียมารยาทกับเขาได้
แต่พอเราสองคนเดินคล้อยหลังออกมาได้ไม่เท่าไหร่..
ผมรู้ได้เลยผ่านััที่ผมฝึกมา..
ว่าสายตาของนักการคนนั้นยังมาตามอยู่..
แถมยังมองมาที่ผมมากเป็พิเศษ
ถึงผมจะไม่ได้ยินและไม่อาจฟังเสียงในใจของเขาได้
แต่ด้วยความรู้สึกเย็น ๆ ตรงหลังต้นคอ..
มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย..
เราสองคนเดินต่อไปยังด่านถัดไป ด่านทดสอบพลังสถิตและพร์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดลงทะเบียนประมาณสองลี้
ตรงจุดนี้มีคนน้อยกว่ามาก
จากที่เคยแน่นเหมือนงานเทศกาล ตอนนี้เหลือแค่ราว ๆ สองพันคน ซึ่งสำหรับโลกยุทธภพ ถือว่าสงบพอจะได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง
แล้วเมื่อเดินมาถึง ด้านหน้าของผมก็มีเวทีใหญ่ สูงจากพื้นประมาณสองเมตร มีบันไดให้เลือกขึ้นสามทาง ซ้าย กลางและขวา
บนเวทีนั้นมีสิ่งที่ผมทำแตกไปเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน เป็ 'หินหยั่ง์' วางอยู่ห้าสิบชุด
พอเห็นเท่านั้น..
ความกังวลก็ผุดขึ้นมาในหัวของผมแทบจะทันที
ยี่ฟู่ของผมย้ำผมตอนก่อนหน้า 'จงอย่าทำให้โดดเด่น' แต่หินหยั่ง์นี้มันห้ามกันได้หรือยังไง
แค่เอามือแตะชุดหินก็ทำงานแล้ว
มันไม่มีระบบแกล้งกาผิดเหมือนกระดาษข้อสอบสักหน่อย
สงสัยเทพีแห่งความคนดวงซวยที่เป็เทพธิดาประจำตัวของผมก็ยังเล่นตลกกับชีวิตผมไม่หยุด
แล้วนอกจากชุดหินหยั่ง์แล้ว..
ที่บนนั้น..
กลุ่มคนจากตระกูลอุสางิกำลังสอบพอดี
และอยู่ตรงกลางอย่างโดดเด่นที่สุดก็คืออุสางิซากิ
มือซ้ายของเธอวางแนบบนหินหยั่ง์
รูปกระต่ายถือสากตำยาชัดเจนเหมือนกำลังบอกว่า 'ข้าคือจักรพรรดินีแห่งหมู่บ้านสัตว์นักษัตร และเ้าพวกกระจอกทั้งหลายจงคุกเข่าเถิด!'
พวกนายคงคิดว่าผมพูดเวอร์ไปใช่ไหม..
ไม่เลย..
ขนาดโหวหวังมันยังมองไปที่พลังสถิตร่างของซากิด้วยสายตาเกร็ง ๆ เลย
“จักรพรรดินีกระต่ายขาว อย่างนั้นฤา...”
เสียงของซุนโหวหวังดังขึ้นเบา ๆ แต่แฝงด้วยความรู้สึกที่ผมจับไม่ได้ว่ามันประหลาดใจหรือกำลังคิดเื่แผนการทางการเมืองอยู่กันแน่
ซึ่งกับเ้าหมอนี่ก็อาจจะเป็ทั้งสองอย่าง
ผมหันไปมองเพื่อนของผมแทบจะทันที
“จักรพรรดินีกระต่ายขาวคืออะไรเหรอ?”
ใช่ครับ..
ผมถามด้วยเสียงแบบเด็กอนุบาลขอคำอธิบายเื่แพะกับแกะต่างกันตรงไหน
ซุนโหวหวังหันมามองผมด้วยสายตาประมาณว่า 'เอ็งนี่มันคนโง่ฤาอย่างไร'
“นี่ท่านเ้าคุณหัตถ์ภูติมิได้สอนเื่ ‘สี่สูงสุดกับยี่สิบสี่ชนชั้นรอง’ ฤา?”
เสียงมันนี่คือมีความจริงจังประมาณอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนวรยุทธ์สายวิชาการ
ผมได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แล้วส่ายหัวไปมาแบบคนที่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
โหวหวังถอนหายใจอย่างคนที่เพิ่งตระหนักว่าตัวเองมีภาระต้องแบกมากกว่าที่คาดไว้
แล้วเริ่มอธิบายช้า ๆ เหมือนกำลังทวนบทให้เด็กสอบตก
“เอ็งก็รู้นี่ว่า ‘สี่สูงสุด’ คือ ัฟ้า หงส์แดง เต่าดำ แลก็พยัคฆ์ขาว
พวกนี้คือเทพใหญ่แห่งสิบสองนักษัตร
เป็ระดับห้าดาวสูงสุด”
ผมพยักหน้ารับ เหมือนพอเข้าใจอยู่ครึ่งนึง อีกครึ่งหนึ่งคือกำลังจดจำชื่อเรียงกันใหม่อยู่ในหัว
“แต่ในสิบสองนักษัตรนั้น มันยังมีอีกชั้นหนึ่ง เรียกได้ว่า ‘ยี่สิบสี่ชนชั้นรอง’
ก็คือพวกที่ได้ขนานนามว่าเป็าา ราชินี หรือจักรพรรดิของปีนักษัตรนั้น ๆ เป็พลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปในปีเดียวกัน
แต่ยังไม่เท่ากับพวกสัตว์เทพใหญ่”
มันผายมือไปทางเวทีที่ซากิกำลังยืนสง่างามอย่างกับจะเลือกองค์รัชทายาท
“แม่ซากิน่ะเป็ ‘จักรพรรดินีกระต่ายขาว’ ซึ่งก็คือราชินีของพลังสถิตปีเถาะ
ถือเป็หนึ่งในสองพลังระดับสูงสุดของปีนักษัตรกระต่าย”
ผมหันกลับไปมองเวทีอีกครั้งแล้วต้องกลืนน้ำลายเบา ๆ
ลูกแก้วลูกที่สี่บนหินหยั่ง์ตรงหน้าซากิ
มันสว่างจ้า..
ขาวจนเหมือนเธอเอาแสงจันทร์มายัดไว้ในนั้น..
มันเป็ระดับสี่ดาวครึ่ง
ผมแอบกระซิบในใจว่า 'ดีนะที่เราไม่ได้ยั่วโมโหเธอ..'
ซุนโหวหวังพึมพำขึ้นเบา ๆ เหมือนกำลังพูดกับตัวเอง
แต่เสียงก็พอให้ผมได้ยิน
“ฉันไม่แปลกใจ.. ไฉนท่านหญิงยูกิถึงได้เอาใจใส่แม่ซากิถึงเพียงนั้น”
ผมขมวดคิ้วนิด ๆ แล้วคิดในใจว่า 'ถ้างั้นก็ขอให้ท่านหญิงยูกิอะไรนั่น ช่วยฝึกนางให้ไม่กัดคนอื่นซี้ซั้วด้วยเถอะ'
“ครบกำหนดเวลา!! ผู้ใดที่มีพลังสถิตต่ำกว่าสามดาว จงเดินลงเวทีไปทางด้านซ้าย ใครที่มีพลังสถิตเทียบเท่าหรือเหนือกว่าก็ให้มารับป้ายไม้ที่ข้า”
เสียงอาจารย์ผู้คุมเวทีดังกังวานชัด ราบเรียบแต่มีแรงกดดันแบบที่ทำให้คนแถวนั้นกลืนน้ำลายกันเป็แถบ
ผมยังนึกอยู่ว่า ถ้าไม่ใช่พลังสถิต แต่เป็คะแนนสอบคณิต แบบนี้จะมีใครเหลือบ้างไหม
ผมกวาดตามองรอบ ๆ มีคนที่ผ่านเกณฑ์เกินครึ่ง
คิดแบบไม่ต้องคิดเยอะก็พอรู้ว่านี่คือ 'คัดคนมีพร์' ของจริง
เพราะต่อให้ฝึกมากแค่ไหน..
เพียรพยายามสักเท่าไหร่..
ก็ไม่อาจเลือกพลังสถิตร่างที่์เป็คนประทานให้ได้
“พวกเราไปกันเถอะ ยิ่งยื่นแผ่นไม้ช้า.. เราก็ยิ่งช้า”
โหวหวังกล่าวเรียบ ๆ แล้วก็เดินนำไปเหมือนเป็เื่ธรรมดาในชีวิต
ก็แน่ล่ะ..
มันน่ะ..
จักรพรรดิแห่งความไม่เกรงใจใคร อยู่แล้วนี่
ผมเองก็เดินตามไปพร้อมกับยื่นแผ่นไม้ให้กับอาจารย์ด้านล่างโต๊ะ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเก่า
อาจารย์ท่านนั้นมองหน้าซุนโหวหวัง ยิ้มพอเป็พิธี แต่ไม่มีการคำนับหรือเอ่ยเรียกนายน้อยอะไรทั้งนั้น
กลับเป็โหวหวังที่เป็ฝ่ายโน้มตัวทำความเคารพก่อน
ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองในอนาคตจะกลายเป็อะไรได้บ้าง
แต่ตอนนั้นผมได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า
ที่นี่น่ะ..
ตระกูลแทบจะไม่ช่วยอะไรถ้าไม่เก่งพอ
เราสองคนต้องยืนรออยู่ครึ่งชั่วยาม
ซึ่งถ้าจะถามว่ามันนานมั้ย..
ถ้าหลับก็ได้ตื่นนึงพอดี
และในที่สุด ชื่อ..
เอ่อ.. ไม่ใช่ชื่อหรอก หมายเลข 3,658 กับ 3,659 ก็ถูกขานออกมาจากโต๊ะใหญ่้า
เราสองคนรีบเดินขึ้นเวทีพร้อมกัน ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนเดินขึ้นน่ะ สิ่งที่ผมกังวลมาตลอดก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
ผมเลือกชุดหินหยั่ง์ที่อยู่ใกล้ ๆ กับโหวหวัง แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าผมอยากเปล่งรัศมีเทียบมัน
แต่เผื่อมีอะไรผิดพลาด..
ผมจะได้โทษมันได้อย่างสมเหตุสมผล
บนเวทีมีผู้เข้าสอบพร้อมกันห้าสิบคน เสียงของอาจารย์คนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
“กฎเหมือนเดิม ระดับขั้นต่ำที่สำนัก้าคือพลังสถิตระดับสามดาว หากพลังของพวกเ้าผ่านเกณฑ์
ข้าก็ขอแสดงความยินดี!!
แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้น ก็อย่าได้ล้มเลิกความตั้งใจ
หมั่นฝึกฝนให้มากเท่าคนอื่น หรือมากกว่า แล้วพวกเ้าจะกลายเป็ยอดยุทธ์ได้แน่”
คำพูดนี้ฟังดูเป็แรงบันดาลใจที่ไลฟ์โค้ชชอบพูดกัน แต่เอาเข้าจริง ถ้าพลังไม่ถึงสามดาว ก็แทบเหมือนโดนเชิญออกอย่างสุภาพนั่นแหละ
“เอาล่ะ อย่าเสียเวลาเลย หากพร้อมก็เริ่มได้...”
เอาแล้วสิ...
ถึงตอนนี้..
ผมทำได้แค่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วก็ยื่นมือไปทางหินหยั่ง์แบบคนที่ไม่รู้ว่ากำลังจะถูกปล่อยให้์เมตตา..
หรือสาปแช่งกันแน่..
ทันทีที่อาจารย์ให้สัญญาณ..
ทุกคนก็เอาฝ่ามือข้างที่มีปานแดงแนบลงบนลูกแก้วหยั่ง์กันอย่างพร้อมเพรียง...
ยกเว้นผมคนเดียว..
ใช่ครับ..
ทุกคนใช้มือแตะลงบนชุดหินหยั่ง์ แต่ผมแค่อังไว้
ไม่ใช่เพราะผมเก่งอะไรหรอก อย่าเข้าใจผิด
ผมแค่รู้ว่าถ้าแตะลงไปปุ๊บ..
ของมันจะวูบวาบจนโดนเรียกไปขังเดี่ยวแน่
ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าบนยุทธทวีป มีองค์กรณ์ที่คล้าย ๆ พวกองค์กรณ์นาซ่าหรือวิจัยสิ่งลี้ลับไหม
แต่ถ้าผมไม่เก็บสิ่งที่ผมมี
เื่ที่จะเกิดขึ้นคงไม่ง่ายเหมือนที่จวนเ้าเมืองซุนแน่ ๆ
เพราะงั้น..
ผมเลยรอ..
แต่เหมือนว่าเทพีประจำตัวของผมที่มีชื่อเล่นว่า 'ธิดาแห่งคนดวงซวย' จะลืมทำหน้าที่
คนข้าง ๆ ก็ได้ดึงดูความสนใจของคนทั้งหมดไปจากผม
“นะ..นั่นมัน!! พลังสถิตราชันวานรแดง!!”
“ใช่!! พลังสถิตราชันวานรแดง!! หนึ่งในสองสุดยอดแห่งนักษัตรปีวอก!!”
เสียงฮือฮาดังระงมมาจากด้านล่างเวทีจนผมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปมองซ้ายตามเสียง
และใช่ครับ..
ต้นเหตุความวุ่นวายคือไอ้หมอนั่นที่ยืนอยู่ข้างผมนี่เอง
ซุนโหวหวัง..
เ้าหน้าขนผู้ไม่เคยทำอะไรธรรมดาในชีวิต
ในลูกแก้วหยั่ง์ของมันปรากฏภาพวานรตนหนึ่ง ถือตะบองขนาดใหญ่ในมือขวา บนหัวมีมงกุฎรัดเกล้า
ลักษณะดู..
จะพูดยังไงดีล่ะ..
เหมือนเทพวานรผู้ผ่านการคัดตัวจาก์โดยตรง
ผมยังยืนมือไม่แตะลูกแก้ว แต่หัวใจเริ่มเต้นเหมือนจะโดนบังคับเข้าสอบวิชาที่ไม่เคยเรียน
ผมไม่ได้ตื่นเต้นเพราะภาพในลูกแก้วของโหวหวังหรอกนะ
ก็ผมมันคนต่างทวีป ชื่อ 'ราชันวานรแดง' น่ะ สำหรับผมตอนนี้ มันก็แค่ชื่อเท่ ๆ ที่พวกนายทั้งหลายกำลังกรี๊ดกันอยู่
แต่สิ่งที่ผมเห็นคืออย่างอื่น
พลังปราณของหมอนี่...
มันเป็สีแดงเข้มจนออกคล้ำ เหมือนน้ำหมึกที่ผสมเืแห้ง ๆ นั่นล่ะ
ปราณชาด
ใช่..
ผมรู้จักสายปราณนี้..
พ่อบุญธรรมของผมได้เล่าบอกเอาไว้ ว่ามันคือหนึ่งในปราณสายรุนแรงที่สุด ร้อนแรง เร่าร้อน ดุร้าย และค่อนข้างกินตัวผู้ใช้เอง
ใครก็ตามที่มีปราณชาดในร่าง..
ถ้าไม่มีจิตใจที่มั่นคงพอ..
ก็มีโอกาสโดนปราณเผาตัวเองจนตายได้เหมือนกัน
ผมหรี่ตาลงนิดหน่อย มองเพื่อนข้าง ๆ ที่ตอนนี้กำลังเป็ศูนย์กลางของความสนใจทั้งสนาม
หมอนี่มีทั้งพลังสถิตระดับาา..
และยังใช้ปราณชาดได้อย่างนิ่งสงบ
ผมไม่แน่ใจแล้วว่าหมอนี่เป็คนธรรมดา..
หรือเทพจำแลงที่แค่เดินมาสมัครเล่น ๆ