ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 11-4 : วันที่แย่ที่สุด

            ทันใดนั้นเสียงสัญญาณออดก็ดังขึ้นผมรู้ว่ามีคนมารอหน้าประตู เพราะอิสราตะโกนบอกว่าให้รอสักครู่พอคิดย้อนดูก็น่าอายที่ก่อนหน้านี้ดันไปเผลอเคาะประตูแทนที่จะใช้วิธีนุ่มนวลมีอารยะแบบนี้หญิงสาวสั่งให้เอไอเปลี่ยนกระจกสมาร์ตกลาสไปเป็นแบบกระจกเงาทางเดียวแสงไฟในห้องหรี่ลงอัตโนมัติพร้อมกับผนังฝั่งประตูใสขึ้นมองเห็นคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าห้องได้ชัดเจนความยินดีที่ก่อตัวขึ้นในใจเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้นเมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าห้องคือชายหน้าหล่อคนนั้นอีกแล้ว

            “เดี๋ยว ท่านกลับไปก่อนเลยก็ได้นะ”

            ผมพยักหน้าให้อิสราแล้วลุกขึ้นเตรียมออกไป มีคำถามในใจผมมากมายว่าทำไมชายผู้นี้ถึงมาหาอิสราในเวลานี้เขามารอรับเธอกลับเหรอ หรือว่าพวกเขาเป็นแฟนกัน แต่ผมคงเสียมารยาทมากถ้าถามไปตรง ๆ

            “อ้าวประชามาทำอะไรที่นี่” สหายสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อผมกดปุ่มแล้วประตูเลื่อนเปิดออก

            “เอาสมุดมาคืนอิสรา”ผมเชิดหน้าตอบตามจริง แม้ว่าเขาจะสูงกว่าผมราว ๆ 10 ซม. แต่ผมก็ไม่กลัว

            “เราทำงานเสร็จแล้วเลยคุยแลกเปลี่ยนกันเฉย ๆ” เสียงอิสราเสริมมาจากด้านหลังผมเธอยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

            “อ๋อเห็นแล้ว เหมือนแค่สองวันนี้ไมตรี จะให้ทำแค่ห้าข่าวนะ เสร็จเร็วก็ไม่แปลก” สหายยิ้มเจ้าเล่ห์จงใจดูแคลนผมชัดเจน ถ้าผมรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะถูกวาร์ปกลับไปอดีต ผมคงต่อยหน้าหล่อๆ นั่นให้ฟันร่วงซักซี่ก่อนกลับ

            “ก็คงต้องใช้เวลาหน่อยไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิดเหมือนใครบางคนนี่”ผมตอบโดยซ่อนใบหน้าถมึงทึงไว้ แต่ดูเหมือนเขาไม่สนใจผมด้วยซ้ำสหายหันไปพูดกับอิสราขอเข้าไปในห้อง

            “รอตรงนั้นแหละเดี๋ยวเราก็เก็บของเสร็จแล้ว” อิสราตอบพลางหันไปจัดของบนชั้น และกดหน้าจอคงกำลังปิดคอมพิวเตอร์

            ผมรีบปลีกตัวออกมาเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตทำทีเดินกลับไป แต่ก็มาหลบซ่อน ยืนนิ่งตรงผนังด้านนอกอีกฝั่งหนึ่งที่ไม่ใช่ประตูอยู่ตรงมุมนี้สหายจะไม่เห็นผมอิสราก็เช่นกันยกเว้นว่าเธอจะปรับผนังฝั่งนี้เป็นกระจกทางเดียวแต่เธอคงไม่ทำเช่นนั้นเพราะกำลังจะกลับแล้ว ผมแสร้งหยิบมือถือขึ้นมากดขณะยืนพิงผนังเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตแต่หูผึ่งรอฟังบทสนทนาของทั้งคู่ วันนี้ต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขาสองคนเป็นอะไรกัน

            “ท่าน กลับไปก่อนเลยเดี๋ยวเราอาจจะจัดของนิดหน่อย”อิสราบอก เสียงได้ยินชัดแสดงว่าประตูยังคงเปิดอยู่

            “เรารอได้จริง ๆ ตอนเช้าท่านมากับเราก็ได้นะ ยังไงเราก็ต้องขับผ่านบ้านท่านอยู่แล้ว”สหายเอ่ย ชัดเจนแล้วว่าชายผู้นี้รู้จักบ้านอิสรา

            “ไม่เอาแล้วกันใช้รถตัวเองสะดวกกว่า” อิสราตอบ ผมใจชื้นเมื่อได้ยิน

            “โอเคยังไงก็ได้” สหายพูด น้ำเสียงฟังดูผิดหวัง “ท่านเก็บของเสร็จรึยังเดี๋ยวเราเดินไปเป็นเพื่อน เราจอดรถใกล้ ๆ กัน”

            “ไปก็ได้”ทีแรกอิสราปฏิเสธ แต่พอสหายเซ้าซี้มาก ๆ เธอเลยเปลี่ยนใจยอมเดินไปด้วยผมคิดเองเออเองว่าเธอรำคาญมากกว่าพอใจ

            ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเป็นเสียงเหมือนสัญญาณไฟไหม้ตามมาด้วยเสียงประตูเลื่อนปิด และแรงสั่นสะเทือนที่ผนังผมรีบกระโดดออกมายืนห่างจากผนัง พนักงานแถว ๆ นั้นเดินออกมามาดูตามเสียงผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เลยเดินอ้อมมาดูหน้าห้องอิสรา เห็นสหายกำลังเคาะประตูเขาหันมาจ้องผมชั่วพริบตา แล้วกลับไปสนใจบานประตูต่อ

            “ท่านเป็นอะไรรึเปล่า”สหายพูดขึ้น สีหน้าดูวิตกกังวล ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าสัญญาณดังมาจากห้องอิสรา

            ชั่วอึดใจเดียวเสียงสัญญาณก็หยุดพร้อมกับประตูที่เปิดออก ใจผมหล่นวูบเมื่อเห็นอิสรานั่งบนพับเพียบบนพื้นผมกำลังจะสาวเท้าไปหาอิสรา แต่สหายรวดเร็วกว่า เขาโผเข้าไปก่อนหยุดชะงักในทันทีเพราะอิสรายกมือห้ามไว้ เธอพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เอามือแตะหน้าผาก ผมเพิ่งสังเกตมีเลือดเป็นเศษเล็ก ๆ บนหน้าผากของเธอ

            “เราขออนุญาตเช็ดเลือดให้ท่านได้ไหม”

            “ไม่ต้องหรอกแต่แผลฟกช้ำกับถลอก ผิวหนังชั้นเอพิดะมิส[1]ฉีก แค่เจ็ดวันก็หาย” อิสราพูดปฏิเสธผมอึ้งในความรู้ทางการแพทย์ของเธอตอนนี้ผมสังเกตในห้องของเธอกระจกด้านหลังถูกปรับเป็นแบบทางเดียวแทนที่จะแบบทึบและไฟในห้องมืดลงยิ่งกว่าเดิม

            “ฝีมือท่านใช่ไหม”สหายหันมาต่อว่าผมแทน ผมจ้องสีหน้าดุดันนั้นอย่างงุนงงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

            “ท่านยืนติดกระจกเกิน30 วินาทีรึเปล่าระบบรักษาความปลอดภัยเลยทำงาน” อิสราบอก ผมเริ่มปะติดปะต่อได้การที่แอบพิงผนังห้องอิสราด้านนอกฟังเมื่อครู่นี้เหมือนเป็นพฤติกรรมของโจรหรือคนโรคจิตที่แอบดักซุ่มอยู่จึงไปกระตุ้นระบบให้ส่งสัญญาณเตือน ประตูจะปิดล็อกพร้อม ๆ กับกระจกด้านในจะปรับให้มองเห็นคนนอกได้ อิสราที่กำลังจะก้าวออกมาตกใจจนเสียหลัก ศีรษะเธอไปกระแทกกับขอบประตูที่กำลังเลื่อนปิดพอดี ผมเผลอทำเรื่องแย่ ๆ อีกแล้วแถมดันเป็นผู้หญิงที่ผมแอบชอบอีกด้วย

            “เราเขอโทษเราไม่รู้จริง ๆ” ผมบอกอิสราสีหน้าเศร้าสร้อย แต่เธอส่ายศีรษะเล็กน้อยบอกว่าไม่เป็นไร

            “ท่านไม่รู้ได้ยังไงเราไม่เชื่อหรอกว่า พิมพ์ไม่แนะนำเรื่องนี้กับท่าน” สหายยังตวาดใส่ผมผมยืนนิ่งหงอยยอมรับความผิดเต็ม ๆ แต่สาบานได้ว่าพิมพ์ไม่ได้บอกเรื่องนี้  ผมมองไปรอบ ๆ แน่นอนว่าเหล่าเพื่อนร่วมงานไทยมุงส่วนใหญ่จะหัวเราะออกมาสำหรับความผิดพลาดนี้ไม่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีเพียงอิสรากับสหายที่ไม่หัวเราะ

            “พอเถอะสหายเขายังใหม่อยู่ เราก็ไม่ได้เป็นอะไร” อิสราบอกสหาย อีกครั้งที่เธอปกป้องผมหญิงสาวหยิบกระเป๋า เดินออกมาจากห้องแล้วส่งสัญญาณมือให้เหล่าพนักงานที่รวมตัวกันสลายตัว แยกย้ายไปทำหน้าที่ตนเอง

            “เราไม่โกรธท่านหรอกวันหลังก็ระวังหน่อยนะ” อิสราหันบอกผมขณะใช้ไมโครชิพที่ฝังในมือแตะล็อกประตูผมพยักหน้ารับ แล้วมองตามสหายและอิสราเดินเคียงกันจากไป เธอไม่หันมามองผมอีกในขณะที่สหายแอบหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้ผมครั้งหนึ่งก่อนลับสายตาไปในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเขาซ่อนแรงจูงใจอะไรไว้

            ผมถอนหายใจยาวรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ที่ขมขื่น ความอับอายและความหงุดหงิดผสมปนเปจนแทบคลั่งผมขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้...วันนี้ต่างหากคือวันที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตใหม่ของผม

     


    [1]Epidermis ชั้นหนังกำพร้าเป็นผิวหนังชั้นที่อยู่นอกสุดทำหน้าที่ช่วยปกป้องจากสารพิษ,แบคทีเรียและการสูญเสียน้ำ