บทที่ 76: กำเนิดขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ (Birth of Magic Sacred Sword)
ไรคุราเกะ ภูติพิทักษ์แมงกะพรุนสายฟ้ารีบพุ่งเข้าไปในระยะประชิด ก่อนที่มันจะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาจากหนวดโจมตีใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิ จนทำให้เกิดอาการชาไปทั่วร่างของมัน จนทำให้ไม่สามารถแยกกระจายตัวออกมาได้จากนั้น อิวะเอบิ ภูติพิทักษ์งูหินผาก็รีบพุ่งเข้าไปในระยะประชิด ก่อนที่มันจะปล่อยลำแสงสีเขียวอ่อนออกมาจากดวงตาอสรพิษทั้งสองข้างจนทำให้ร่างของมันนั้นกลายเป็นหินและดิ่งลงสู่ผืนป่าที่อยู่เบื้องล่าง“ครืน~” ทันทีที่ร่างของเมกุราเบะ-อายาคาชิที่ได้กลายเป็นหินนั้นได้ร่วงหล่นลงสู่พื้น มันก็เกิดคลื่นกระแทกขึ้นในวงกว้าง พร้อมกับกลุ่มควันขนาดใหญ่ที่อยู่ล้อมรอบตัวของมัน ซึ่งมาจากแรงกระแทกอันมหาศาลจากนั้น คายากุริสุ ภูติพิทักษ์กระรอกดินระเบิดรีบทำการเสกลูกวอลนัทระเบิดชิ้นเล็กๆ ขึ้นมา ก่อนที่จะปาใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิ จนเกิดแรงระเบิดที่มีอานุภาพสูงขึ้น แรงระเบิดนั้นได้แผ่ขยายออกในวงกว้าง พร้อมกับเสียงระเบิดที่แทบจะดังสนั่นกึกก้องไปทั่วผืนป่า ร่างของมันที่ได้กลายเป็นหินนั้นได้แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆพวกยูกินะรีบบินลงไปที่พื้นป่าตรงบริเวณที่ร่างของเมกุราเบะ-อายาคาชิที่ได้กลายเป็นหินและร่วงหล่นลงมาจนแตกละเอียดทันที แต่อย่างไรก็ตาม ร่างเมกุราเบะ-อายาคาชิที่ได้กลายเป็นหินและแตกสลายลงที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้นหลังจากที่พวกยูกินะได้บินลงมาถึงที่บริเวณตรงนั้นแล้ว ทั้งหมดต่างก็รีบลงจากภูติพิทักษ์ประจำกาย และวิ่งไปตรงบริเวณที่อยู่ใกล้กับร่างเมกุราเบะ-อายาคาชิที่ได้กลายเป็นหินและร่วงลงที่พื้นจนแตกละเอียดทันทีสักพัก เหล่าบรรดาหัวกะโหลกนับล้านกว่าชิ้นก็ได้ดับสลายหายไปจนหมดสิ้น เมกุราเบะ-อายาคาชิก็ได้เผยร่างที่แท้จริงออกมา มันคือหัวกะโหลกสีแดงเลือดที่มีขนาดใหญ่ และมีความสูงที่เท่ากับมนุษย์ ดวงตาทั้งสองข้างของมันนั้นเรือนแสงสีเหลืองเข้มออกมา หัวกะโหลกสีแดงเลือดนั้นได้ลอยขึ้นบนกลางอากาศและเข้าเผชิญหน้ากับพวกยูกินะที่อยู่บนพื้นเบื้องล่างเมกุราเบะ-อายาคาชินั้นกู่ร้องคำรามออกมาเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณภายในผืนป่า เพียงแค่ยืนอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกหวั่นเกรงจนแทบตัวสั่น และยิ่งได้ยินเสียงร้องคำรามของมันแล้ว มันก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายต่างก็รู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะเข่าอ่อนและทรุดลงที่พื้นในทันที“เจ้าหญิงฮิเมรากิ จงนำดาบพลังแสงคุซานางิมารวมเข้ากับภูติพิทักษ์ประจำกายของเจ้าเสีย ดาบพลังแสงนั่นจะกลายเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ แม้จะเพียงแค่ชั่วขณะ แต่ก็มีอานุภาพการทำลายล้างที่สูงมาก”มีน้ำเสียงของเทพีอามาเทราสึดังขึ้นอยู่ในหัวของยูกินะ เธอนั้นไม่รอช้า จึงรีบทำการรวมดาบพลังแสงเข้ากับภูติพิทักษ์ประจำกายของเธออย่างไม่ลังเล“เท็นมะ” ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขานั้นได้ปรากฏตัวขึ้นเมื่อได้ยินเสียกเรียกของผู้เป็นนาย ก่อนที่ยูกินะจะเริ่มทำการรวมดาบพลังแสงเข้ากับภูติพิทักษ์ประจำกายของเธอ“ด้วยเวทย์ศาสตราคมแห่งข้า ข้าขอให้ดาบพลังแสงเล่มนี้จงรวมเป็นหนึ่งกับภูติพิทักษ์ประจำกายของข้าบัดเดี๋ยวนี้”หลังกล่าวจบ ร่างภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขานั้นก็ได้เคลื่อนตัวเข้ามาสถิตลงบนดาบพลังแสงคุซานางิเป็นการรวมร่างเข้ากับดาบพลังแสงของผู้เป็นนาย ดาบพลังแสงที่ถือไว้ในมือเรียวงามนั้นได้เรือนแสงสีฟ้าอ่อนออกมา จนกลายมาเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ที่มีนามว่ามาโฮชินเซย์ โนะ สึรุกิดาบเล่มนี้มันดวงตาคู่งามสีน้ำเงินไพลินของยูกินะนั้นจ้องมองไปที่ขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์อย่างใจจดใจจ่อราวกับว่าต้องมนต์ ขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์นั้นมีลวดลายสีดำประดับตกแต่งอยู่บนด้ามจับสีทองมันเงาที่ค่อนข้างจะนูนออกมานิดๆ และมีขนาดความยาวพอที่จะถือได้ด้วยมือทั้งสองข้าง ที่ปลายด้ามนั้นถูกตกแต่งด้วยวัตถุที่คล้ายกับตรีศูลไร้คมที่มีขนาดย่อม มีโกร่งดาบที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับเขาวัว คมดาบของมันนั้นเป็นแบบสองคมที่มีขนาดความยาวเหมือนกับดาบจีนขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจมนต์ขลังที่คอยสะกดสายตาของผู้ใดก็ตามที่จ้องมองมัน อำนาจมนต์ขลังของมันนั้นชวนให้รู้สึกหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง“ใช่แล้วหล่ะ ดาบเล่มนี้แหละคือขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ที่จะทำให้เจ้าสามารถขจัดเหล่าอสูรโยไค และเหล่าอสูรอายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าให้สิ้นซากเพียงแค่ชั่วพริบตา เจ้าหญิงฮิเมรากิ ขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์นั้นอยู่ในมือเจ้าได้ไม่นาน เจ้าจงรีบใช้มันจัดการกับอสูรอายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าเสีย ก่อนที่ขรรค์ฟ้าฟื้นจะเลือนหายไป และกลับมาเป็นดาบพระแสงเหมือนเดิม”มีน้ำเสียงของเทพซุซาโนะโอดังขึ้นจากในหัวของยูกินะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามแต่ เธอก็จะจัดการกับเมกุราเบะ-อายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าให้ราบคาบด้วยตัวของเธอเองให้จงได้ แม้ว่าจะไม่มีน้ำเสียงของเทพองค์ไหนมาบอกก็ตามเมกุราเบะ-อายาคาชิพ่นลูกไฟสีดำขนาดใหญ่ใส่ยูกินะ แต่เธอก็สามารถปัดลูกไฟสีดำนั่นสะท้อนกลับไปหามันได้อย่างง่ายดาย ทันทีที่มันโดนลูกไฟสีดำนั่นเข้า มันก็เกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณภายในผืนป่า แรงระเบิดนั้นได้แผ่ขยายออกในวงกว้างทางด้านอินะฮิเมะนั้นก็ไม่รอช้า รีบเขวี้ยงคมเคียวขนาดยักษ์โจมตีใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิเข้าอย่างจังโดยทันที หลังจากที่คมเคียวขนาดยักษ์วกกลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของ อินะฮิเมะก็รีบเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นเคียวยักษ์ ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งพุ่งเข้าไปฟันใส่กะโหลกแดงเลือดอย่างต่อเนื่องและกระโดดถอยหลังออกมาด้วยความรวดเร็วโทโมเอะรีบยิงธนูเวทย์ขึ้นไปบนท้องฟ้าในแนวเฉียง ลูกธนูเวทย์นั้นไปกลายเป็นฝูงใบมีดธาตุสายฟ้าที่มีขนาดยาว และโจมตีใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิด้วยการสาดลงมายังเบื้องล่างอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนจากนั้น เธอก็รีบเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบคู่ชนิดโค้ง และพุ่งเข้าไปฟันใส่อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่เธอจะรีบกระโดดถอยหลังออกมา พลางเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลับมาเป็นกระบี่คันศรและยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นฝูงปลากระโทงดาบธาตุสายฟ้าโจมตีใส่กะโหลกแดงเลือดด้วยความรวดเร็วทางด้านคิทสึเนะกับทาดาโอกิก็รีบพุ่งเข้าไปฟันใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิอย่างไม่ยั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะรีบกระโดดถอยหลังออกมา จากนั้น คิทสึเนะก็รีบปล่อยคลื่นดาบธาตุไฟโจมตีใส่กะโหลกแดงเลือด ก่อนที่เธอจะปล่อยคลื่นดาบกงล้อเหมันต์โจมตีใส่อีกฝ่าย แล้วพุ่งเข้าไปฟันใส่มันด้วยท่ากงจักรอัสนีอย่างจัง จากนั้น เธอก็รีบกระโดดถอยหลังออกมา ก่อนจะปิดท้ายด้วยการปล่อยคลื่นดาบกงล้อปฐวีโจมตีใส่อีกฝ่ายส่วนทางด้านยูกินะก็รีบฉวยโอกาสตวัดคมดาบไปแค่หนึ่งครั้งเป็นการปล่อยคลื่นดาบสีฟ้าอ่อนขนาดใหญ่โจมตีใส่เมกุราเบะ-อายาคาชิ ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งพุ่งเข้าไปฟันใส่กะโหลกแดงเลือดเข้าอย่างจังด้วยความรวดเร็ว จนกระทั่งยูกินะสามารถจัดการกับกะโหลกแดงเลือดได้อย่างง่ายดายด้วยพลังของขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ ร่างของเมกุราเบะ-อายาคาชินั้นได้ดับสลายหายไปในทันทีสักพัก ขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์นั้นก็ได้กลับมาเป็นดาบพลังแสงคุซานางิอยู่เหมือนเดิม และแล้ว กะโหลกเพชรประกายแสงอันวิ้งวับที่แฝงตัวอยู่กับร่างกะโหลกแดงเลือดนั้นก็ได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้ายูกินะ กะโหลกเพชรประกายแสงนั้นจะมีขนาดที่เท่ากับกะโหลกมนุษย์ทั่วๆ ไป