ครั้งนี้...แรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
แสงทองภายในหยดโลหิตแดงเข้มพลันพุ่งสว่างขึ้นหลายเส้นพร้อมกัน
มิใช่เพียงวูบผ่านดังคราก่อน
แต่แล่นวนเป็นเกลียวอยู่ภายในราวมังกรทองกำลังพลิกกายอยู่ในหยดโลหิตเพียงหยดเดียว
ทันใดนั้น
แรงกดทั้งหุบก็ถล่มลงมาพร้อมกัน
ปังงง!
พื้นหินใต้เท้าอี้ซินยุบลงครึ่งส่วน
รอยแตกร้าววิ่งลามออกไปเป็นวง
ฝุ่นสีดำแดงกระเด็นขึ้นกลางอากาศ
ลมแห้งร้อนรอบตัวเขาถูกกดจนเกิดเสียงหวีดต่ำในลำคอของอากาศ
อี้ซินรู้สึกราวกับมีภูผาสองลูกกดลงบนบ่าทั้งสองข้างพร้อมกัน
กระดูกสันหลังส่งเสียงลั่นแผ่ว
โลหิตในกายพุ่งย้อนเข้าหากันดุจคลื่นบ้าคลั่ง
แม้ลมปราณมหาเทพดาราจะหมุนค้ำไว้เต็มกำลัง
แต่แรงกดนี้กลับมิใช่เพียงกดกล้ามเนื้อหรือกระดูก
หากกดลงถึง “โลหิต” ทุกหยดในร่างโดยตรง
หนิงเยว่อิงแววตาเปลี่ยนทันที
นางก้าวออกมาอีกหนึ่งก้าว
ปลายนิ้วขาวเรียวของนางยกขึ้นน้อยหนึ่ง
ไอเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งรวมตัวอยู่กลางฝ่ามือพร้อมจะพุ่งออกไปคุ้มกันเขาทุกเมื่อ
แต่เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับกล่าวขึ้นก่อนอย่างฉับพลัน
“อย่าแตะเขา!”
หนิงเยว่อิงหันขวับ
ดวงตาเย็นลึกคู่นั้นมีคลื่นแข็งอยู่ชัด
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองมิได้หันมามองนาง
สายตาสีฟ้าอ่อนยังจับอยู่ที่หยดโลหิตและอี้ซินตรงหน้า
“หากเจ้าแทรกปราณในเวลานี้” นางกล่าวช้าแต่หนักแน่น “โลหิตนั้นจะถือว่าเขาล้มเหลว แล้วจะสะท้อนกลับรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า”
หนิงเยว่อิงจึงนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
ไอเย็นในฝ่ามือสั่นวูบ
แต่สุดท้ายก็ยังมิได้พุ่งออกไป
อี้ซินเองย่อมได้ยินทุกคำ
แต่หาได้หันกลับไม่
เพราะในวินาทีนี้
แม้เพียงเขาขยับความคิดมากไปอีกส่วน
ชีพจรในกายคงปั่นป่วนจนแตกกระจายได้จริง
เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก
ลมปราณมหาเทพดาราหมุนเร็วขึ้นอีกชั้น
กระแสอุ่นแน่นลึกจากหยกดาราแผ่ผ่านจุดชีพจรสำคัญทั่วร่าง
ประคองมิให้โลหิตในกายปะทะกันจนทำลายเส้นลมปราณตนเอง
ทว่าแรงกดจากหยดโลหิตหาได้หยุดเพียงนั้นไม่
มันสั่นอีกครา
และในครานี้
เส้นแสงทองภายในหยดโลหิตกลับพลันพุ่งออกมาจากตัวมันจริง
ฉัวะ!
สายแสงเส้นหนึ่งพุ่งตรงมาที่กลางอกของอี้ซิน
เร็วเกินกะพริบตา
หนักเกินหลบหลีก
อี้ซินเพียงทันได้ยกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นครึ่งหนึ่ง
แต่แสงเส้นนั้นกลับไม่ปะทะอาวุธ
หากทะลุผ่านมันราวกับเป็นเพียงเงา
แล้วซัดเข้าสู่กลางอกเขาเต็ม ๆ
ปัง!
คราวนี้มิใช่แรงกดจากภายนอก
แต่เหมือนโลหิตทั้งร่างถูกค้อนยักษ์ทุบพร้อมกันในครั้งเดียว
อี้ซินกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งทันที
สีแดงสดกระเซ็นลงบนพื้นหินดำ
แต่ยังมิทันหยดโลหิตนั้นจะซึม
มันกลับถูกแรงบางอย่างจากแท่นหินดูดเข้าไปแล้วหายวับในพริบตา
หนิงเยว่อิงขยับอีกคราโดยไม่รู้ตัว
นางไม่เคยเห็นอี้ซินเสียท่าเพียงนี้มาก่อน
แม้จะบาดเจ็บ
แม้จะถูกหุ่นหิน ฟาดปีก ฟาดโซ่ หรือแรงค่ายกลกด
เขาก็ยังไม่เคยกระอักโลหิตออกมาตรง ๆ เช่นนี้
เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับยิ่งจ้องหนักกว่าเดิม
นางมิได้แสดงแววหวั่น
แต่นัยน์ตาสีฟ้ากลับลึกขึ้นหลายส่วน
เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น...มิใช่การโจมตีธรรมดา
มันคือ “การอ่านโลหิต”
และผู้ที่ผ่านด่านนี้ได้
ย่อมไม่ใช่เพียงใช้กำลังต้านเอาไว้
แต่ต้องทำให้โลหิตในกาย “รับ” แรงกดนั้นได้จริง
อี้ซินเช็ดโลหิตที่มุมปากช้า ๆ
ลมหายใจถี่ขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะค่อย ๆ ยาวขึ้นอีกครั้ง
หยดโลหิตเบื้องหน้ายังหมุนช้า ๆ อยู่ดังเดิม
แต่ตอนนี้เขารับรู้บางอย่างชัดขึ้นแล้ว
แรงกดของมัน...มิใช่ไร้รูปแบบ
มันกดเป็น “จังหวะ”
สั่นหนึ่งครา
หยุดเสี้ยวหนึ่ง
กดซ้ำอีกครา
แล้วทิ้งช่องเล็กมากไว้ก่อนจะกระแทกซ้ำ
หากอี้ซินไม่เคยฝึกอ่านการเคลื่อนไหว อ่านช่องว่าง และอ่านจังหวะในลานเขี้ยววิหคมาก่อน
ย่อมไม่มีทางจับสิ่งนี้ได้ง่ายเช่นนี้
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าซึ่งเขาเคยใช้เพื่อหลบ ลวง และแทรกผ่านคมปีก
บัดนี้กลับให้ประโยชน์อีกด้าน
มันสอนให้เขา “ฟังจังหวะของแรง”
ไม่ว่าจะเป็นปีกวิหค
คมลม
หรือแรงกดของโลหิตโบราณ
ล้วนมีจังหวะของมัน
อี้ซินจึงมิได้เร่งก้าวเข้าไปอีก
หากกลับหลับตาลงช้า ๆ
หนิงเยว่อิงมองแล้วขมวดคิ้ว
ทว่าครั้งนี้นางมิได้ขยับ
เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนผู้นี้มิใช่กำลังยอมแพ้
หากกำลัง “อ่าน” สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอยู่
ลมแห้งร้อนยังพัด
หยดโลหิตยังหมุน
เส้นแสงทองในนั้นยังเคลื่อนไหว
อี้ซินปล่อยลมหายใจออกยาว
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
จากนั้น
เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครา
นัยน์ตาของเขาในเวลานี้นิ่งลุ่มลึกกว่าเดิม
ไม่แข็งแบบดื้อรั้ร
ไม่เร่งร้อน
เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นวางพาดบ่าอย่างช้า ๆ
ปล่อยให้น้ำหนักอันมหาศาลของมันกดลงบนร่างแทนที่จะถือค้างไว้ในมือ
แล้วจึงก้าวออกไปอีกครา
ก้าวนี้หนักแน่นกว่าก่อน
มั่นคงกว่าก่อน
และไม่ฝืนต้านแรงกดแบบดื้อดึงอีก
เมื่อหยดโลหิตสั่น
เขาก็หยุดเสี้ยวหนึ่ง
เมื่อแรงกดพุ่งมา
เขาก็ขับลมปราณมหาเทพดาราให้หมุนตามจังหวะนั้น
มิใช่ขัด
แต่เฉียงรับ
ถ่ายไปยังจุดชีพจรส่วนอื่น
ประคองให้ทั้งร่างรับน้ำหนักร่วมกันแทนที่จะให้จุดใดจุดหนึ่งแตกก่อน
ครั้นเห็นดังนั้น
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาจึงไหววาบ
“เขาเริ่มเข้าใจแล้ว...” นางพึมพำ
หนิงเยว่อิงได้ยินชัด
สายตาจึงจับอยู่ที่อี้ซินยิ่งกว่าเดิม
ใช่...เข้าใจแล้ว
เขามิได้กำลังสู้กับโลหิตนั้นเหมือนชนภูผา
หากกำลังเปลี่ยนจาก “ต้าน” เป็น “รับ”
และจาก “รับ” เป็น “เดินร่วมจังหวะ” กับมัน
ความเข้าใจเช่นนี้...ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาจะหยั่งถึงได้ไวเพียงนี้
อี้ซินก้าวเข้าไปอีกสองจั้ง
แรงกดดันรอบตัวมิได้ลดลง
แต่กลับหนักขึ้น
แต่การปะทะระหว่างมันกับร่างเขากลับสมดุลขึ้นทีละน้อย
หยดโลหิตสั่นอีกครา
เส้นแสงทองเส้นที่สองพุ่งออกมา
ฉัวะ!
ครานี้มันพุ่งเข้าที่หัวไหล่ซ้าย
อี้ซินไม่หลบ
เขาบิดเอวเพียงน้อย
ลดจุดปะทะลงครึ่งส่วน
ปล่อยให้สายแสงนั้นทะลุผ่านเนื้อและโลหิตเข้าไปตรง ๆ
ปัง!
โลหิตในกายสะเทือนอีกครั้ง
แต่ครานี้เขามิได้กระอักออกมาทันที
เพราะลมปราณมหาเทพดาราและหยกดาราในกายหมุนรับไว้ก่อนแล้ว
เส้นแสงทองสายเล็ก ๆ จึงมิได้ระเบิดทำลายภายใน
หากแผ่ซ่านไปตามชีพจรอย่างร้อนลึก
แล้วค่อย ๆ จมหายลงในกระดูกช่วงไหล่ซ้าย
อี้ซินใจสะท้านวูบ
นั่นไม่ใช่การโจมตีเพียงอย่างเดียว
แต่มันคล้ายกำลัง “ฝาก” อะไรบางอย่างไว้ในกายเขาด้วย
หยดโลหิตกลางแท่นยิ่งหมุนเร็วขึ้น
ทันใดนั้น
เส้นแสงทองภายในก็พุ่งออกมาอีกสามสายพร้อมกัน
หนิงเยว่อิงหน้าเปลี่ยนทันที
ครานี้ต่อให้ไม่เข้าไปช่วย นางก็รู้ว่ามันหนักกว่าเดิมหลายเท่าแน่
แต่อี้ซินกลับไม่ถอยแม้ก้าวเดียว
เขากดชิ้นส่วนอาวุธดำลงจากบ่ามาถือขวางหน้าอกไว้
มิใช่หวังให้มันกันแสงได้
แต่ใช้น้ำหนักมหาศาลของมันถ่วงกายให้มั่นคงขึ้น
จากนั้นจึงปล่อยลมหายใจออก
โคจรลมปราณเต็มกำลัง
แล้วกล่าวเสียงต่ำแต่แน่วแน่
“หากเจ้าคิดจะกดข้าให้ทรุด”
“จงกดมาเถิด”
“ข้าจะยืนรับจนสุด มิใช่ก้มหน้าให้เจ้าเห็นแม้เสี้ยวเดียว”
คำพูดนั้นตกลงกลางหุบ
สามสายแสงทองก็พุ่งถึงตัวพร้อมกัน
ปัง! ปัง! ปัง!
หนึ่งเข้ากลางอก
หนึ่งเข้าหน้าท้อง
หนึ่งเข้าระหว่างคิ้ว
ครานี้อี้ซินถึงกับถอยหลังครึ่งก้าว
เลือดในปากพุ่งขึ้นมาทันที
โลหิตสดไหลจากมุมปากลงคางเป็นสาย
ดวงตาพร่ามัวไปชั่วเสี้ยว
หนิงเยว่อิงก้าวออกมาอีกครั้งโดยไม่อาจห้ามตนเองได้
แต่เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับยกมือห้ามไว้แน่นหนากว่าคราก่อน
“หากเขารับสามสายนี้ได้” นางกล่าวเสียงหนัก “ด่านนี้จะเปิดจริง”
“แต่หากเจ้าแตะต้องเขาตอนนี้ ทุกอย่างที่รับมาแล้วจะตีกลับในทันที”
หนิงเยว่อิงขบกรามแน่น
ดวงตาเย็นลึกของนางมีคลื่นไม่สงบชัดเจนแล้วในครานี้
นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้
ไม่ชอบยืนดูคนตรงหน้าถูกกดจนโลหิตไหล
ทั้งที่ตนมีแรงพอจะขยับ
แต่กลับขยับไม่ได้
อี้ซินยังยืนอยู่
แม้ลมหายใจจะแตก
แม้สายเลือดที่มุมปากยังไม่หยุด
แต่เขายังยืน
ในระหว่างคิ้วของเขา
ตรงจุดที่ถูกสายแสงทองทะลุผ่านเมื่อครู่
พลันเกิดความร้อนลึกแผ่ซ่านลงสู่จิต
เหมือนมีประกายไฟสีทองจุดติดขึ้นในส่วนลึกของสำนึก
จากนั้นก็ไหลลงไปหาอก
จากอกลงสู่จุดตันเถียน
จากตันเถียนพุ่งย้อนกลับขึ้นไปทั่วร่าง
เขาเห็นภาพบางอย่างวาบขึ้นอีกครั้ง
ท้องฟ้าสีเลือด
เงาวิหคปีกกว้างเทียมเมฆ
มังกรดำทองเลื้อยผ่านพายุ
พยัคฆ์เขาเดียวคำรามใส่ทะเลเพลิง
แล้วทุกอย่างก็รวมกลายเป็นหยดโลหิตหนึ่งเดียว
หมุนวนอยู่เหนือแท่นหินสีแดง
ภาพนั้นหายไปฉับพลัน
แต่แรงสั่นสะเทือนในกายยังอยู่
อี้ซินรู้ในทันทีว่า
หยดโลหิตตรงหน้าไม่ใช่โลหิตธรรมดา
มิใช่โลหิตสัตว์อสูรชั้นต่ำ
และมิใช่สิ่งที่ผู้ใดหยิบใช้ได้เพียงเพราะเอื้อมมือถึง
มันกำลัง “เลือก”
เขาจึงยืนให้ตรงขึ้นอีกครั้ง
ใช้แขนเสื้อปาดโลหิตจากมุมปากช้า ๆ
แล้วก้าวเข้าไปอีกก้าว
ก้าวนี้...ถึงหน้าหยดโลหิตแล้ว
ห่างเพียงครึ่งช่วงแขน
แรงกดรอบตัวกลายเป็นหนักอึ้งจนหินใต้เท้าแตกยุบ
แต่เขากลับมิได้รู้สึกว่ามันเป็นศัตรูเช่นก่อนหน้าอีก
คล้ายมันยังคงกดข่ม
ยังคงถาม
ยังคงอ่าน
แต่ไม่ได้ผลักไสอย่างเดิมแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงค่อยปล่อยมือที่ขวางหนิงเยว่อิงลงช้า ๆ
ดวงตาสีฟ้าอ่อนจับอยู่ที่อี้ซินแน่น
“ถึงขั้นสุดท้ายแล้ว...” นางพึมพำ
หนิงเยว่อิงยืนตัวแข็งอยู่กับที่
แต่ความเกร็งในไหล่ค่อยคลายลงเสี้ยวหนึ่ง
นางยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเมื่อครู่เรียกว่าอะไร
แต่รู้เพียงว่า เมื่อเห็นเขายังยืนได้อีกครั้ง
ลมหายใจในอกของนางจึงค่อยลงสู่ที่เดิม
อี้ซินยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
มือซ้าย
ไม่ใช่มือขวาที่ถือชิ้นส่วนอาวุธดำ
เพราะสัญชาตญาณลึกในกายบอกเขาว่า
ของสิ่งนี้...
ต้องแตะด้วยมือที่ยังไม่แบกความกดข่มจากโลหะดาราอยู่
ปลายนิ้วของเขาเข้าใกล้หยดโลหิตทีละส่วน
หนึ่งคืบ
ครึ่งคืบ
สามส่วน...
ทันใดนั้น
หยดโลหิตกลับมิได้สั่นหนี
หากค่อย ๆ หมุนช้าลง
แสงทองภายในมันเริ่มรวมตัว
จากเส้นเล็กนับหลายสาย
ค่อย ๆ บิดรวมเป็นวงเดียว
แล้วโลหิตหยดนั้นก็ลอยต่ำลงเอง
ต่ำลงมาเพียงพอให้ปลายนิ้วของอี้ซินแตะถึง
หนิงเยว่อิงดวงตาไหวชัด
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองนิ่งไม่กะพริบ
ปลายนิ้วของอี้ซินแตะหยดโลหิตในที่สุด
ครานี้ไม่มีแรงระเบิด
ไม่มีการสะท้อน
ไม่มีการกดจนพื้นถล่มอีก
มีเพียงความร้อนลึกมหาศาล
ร้อนจนราวกับหยดโลหิตนั้นไม่ใช่ของเหลว
แต่เป็นแก่นไฟที่ผ่านการเผาไหม้มานับหมื่นปี
อี้ซินรู้สึกราวกับปลายนิ้วถูกทะลุ
ความร้อนพุ่งขึ้นแขน
ไหลตรงสู่กลางอก
จากกลางอกพุ่งลงตันเถียน
แล้วแตกกระจายไปทั่วชีพจรทั้งร่าง
ครั้งนี้แม้มีหยกดาราคอยค้ำ
แม้มีลมปราณมหาเทพดาราหมุนประคอง
เขาก็ยังต้องกัดฟันแน่นจนเส้นเอ็นบนคอปูดชัด
หยดโลหิตมิได้หลอมรวมเข้าร่างเขาทันที
แต่ค่อย ๆ ส่งเส้นแสงทองแดงบาง ๆ ซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กายช้า ๆ
ทีละเส้น
ทีละสาย
เหมือนกำลังเซาะดูว่าเส้นลมปราณใดรับมันได้
โลหิตหยดใดตอบมันไหว
กระดูกส่วนใดรองรับได้มากเพียงใด
อี้ซินยืนรับอยู่เช่นนั้น
ไม่กระตุก
ไม่ถอย
ไม่ปล่อยมือ
เสี้ยวเวลานั้นยาวนานอย่างประหลาด
ในที่สุด
หยดโลหิตก็เล็กลงทีละน้อย
จากเดิมขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ
ค่อย ๆ หดเหลือเพียงเมล็ดถั่ว
จากเมล็ดถั่วเหลือเท่าหยดน้ำค้าง
แล้วหายวับเข้าสู่ปลายนิ้วเขาโดยสมบูรณ์
ลมหายใจทั้งหุบเงียบลง
แรงกดรอบแท่นหินพลันดับไปพร้อมกัน
ลมแห้งร้อนหยุดหมุน
เงาหมอกเลือดบนฟ้าก็สงบลงช้า ๆ
พื้นหินที่เคยสั่นสะเทือนกลับคืนสู่ความนิ่ง
อี้ซินยืนอยู่หน้าแท่น
แขนซ้ายยังค้างอยู่กลางอากาศ
ตาทั้งสองข้างหลับลงแล้วโดยไม่รู้ตัว
ในกายของเขา
โลหิตทุกหยดกำลังเดือด
ไม่ใช่เดือดอย่างเสียสติ
แต่เดือดอย่างถูกปลุก
เสียงการเต้นในอกดังชัดกว่าทุกครา
หยกดาราอุ่นจัด
สิ่งลึกลับคล้ายไข่สั่นตอบแรงขึ้น
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวากลับหนักขึ้นเพียงเล็กน้อย
แล้วนิ่งลง
หนิงเยว่อิงก้าวเข้ามาใกล้ในที่สุด
ครานี้เสวี่ยอวิ๋นเหยามิได้ห้าม
“อี้ซิน”
นางเรียกเสียงต่ำ
อี้ซินยังไม่ลืมตา
แต่หายใจสม่ำเสมอ
โลหิตที่มุมปากเริ่มหยุดไหลแล้ว
เพียงผิวหนังตามแขนและลำคอยังมีรอยแดงระเรื่อบาง ๆ ใต้ผิว
ราวกับมีเพลิงโลหิตไหลเวียนอยู่ด้านใน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ
“ไม่เป็นอันตรายชั่วคราว”
“เขาเพียงกำลังปรับตัวเข้ากับโลหิตในกายเขา”
หนิงเยว่อิงหันมองนางทันที
“ชั่วคราว?”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้า
สายตาสีฟ้าอ่อนยังจับอยู่ที่อี้ซิน
“สิ่งนี้ใช่ว่ารับมาแล้วจบ”
“มันเพิ่งหลอมรวม”
“ดูว่าจะได้ประโยชน์หรือจะย้อนทำลายผู้รับ...คงยังต้องดูต่อไป”
คำพูดนั้นทำให้หนิงเยว่อิงแววตานิ่งลง
แต่ไม่ได้ผ่อนความระวังแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นเอง
อี้ซินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาของเขาในครานี้
ยังเป็นดวงตาเดิม
แต่ลึกลงไปข้างในกลับมีประกายแดงทองบาง ๆ วาบผ่านแล้วดับไปเร็วมาก
หนิงเยว่อิงจึงถามทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง”
อี้ซินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
คล้ายรับฟังบางอย่างในกายตนเอง
จากนั้นจึงตอบเสียงต่ำมั่นคง
“โลหิตยังเดือดอยู่”
“แต่เพียงเท่านี้ยังไม่อาจทำให้ข้าสิ้นความควบคุมได้”
ถ้อยคำนี้หนักแน่นยิ่งกว่าเดิมอีกส่วน
มิใช่เพราะเขาตั้งใจวางท่า
แต่เพราะในกายเวลานี้ เขารับรู้จริงว่าตนยังคุมมันไว้ได้
หนิงเยว่อิงได้ยินแล้ว
จึงค่อยผ่อนลมหายใจลงแผ่วหนึ่ง
แม้มิได้แสดงออกชัดเจน
แต่เสี้ยวความตึงที่ไหล่ของนางกลับคลายลงแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบ ๆ
ก่อนจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“เขตโลหิตเทวะยอมรับเจ้าแล้ว”
“แต่ใช่ว่าด่านนี้จบลงเพียงเท่านี้”
อี้ซินหันมองนาง
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงเงยหน้ามองท้องฟ้าหมอกเลือดเบื้องบน
“เมื่อโลหิตถูกแตะต้อง”
“ผู้เฝ้าโลหิตย่อมตื่น”
เสียงคำว่า “ผู้เฝ้าโลหิต” ยังไม่ทันจางหาย
พื้นหินด้านหลังแท่นแดงก็พลันสั่นสะเทือน
ครืนนน.!!
รอยแยกขนาดมหึมาสายหนึ่งเปิดออกกลางหุบ
ลึกลงไปในรอยแยกนั้น
เปลวแสงแดงทองพลันลุกขึ้นช้า ๆ
จากนั้น
กรงเล็บขนาดใหญ่กว่าคนทั้งตัวก็ยกขึ้นมาจากใต้พื้น
กรงเล็บนั้นมิใช่กระดูกแห้ง
หากปกคลุมด้วยเกล็ดแดงดำ
ปลายเล็บยาวคมดุจหอก
และทุกครั้งที่มันขยับ
โลหะในอากาศจะส่งเสียงเสียดสีกันต่ำ ๆ อย่างน่าขนลุก
กรงเล็บหนึ่ง
แล้วอีกกรงเล็บหนึ่ง
ตามด้วยหัวขนาดมหึมาค่อย ๆ โผล่พ้นรอยแยกขึ้นมา
มันเป็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายวิหค
แต่ไม่มีขนแม้เส้นเดียว
ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดแดงดำซ้อนแน่น
ดวงตาสองข้างเป็นสีทองสุก
จะงอยปากหนาโค้งคล้ายตะขอ
และภายในปากนั้นมีเขี้ยวแหลมเรียงซ้อนอยู่หลายชั้น
มันมิใช่วิหคธรรมดา
หากเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ถูกโลหิตโบราณหล่อเลี้ยงมานานจนแปรสภาพไปครึ่งหนึ่งแล้ว
แรงกดจากมันไม่เท่าหยดโลหิต
แต่ดุดันกว่า
หยาบกว่า
และเต็มไปด้วยเจตสังหารตรงไปตรงมา
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตานิ่งลงทันที
หนิงเยว่อิงเองก็เปลี่ยนท่าทางในเสี้ยวเดียว
ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายพร้อมหมุนออกทุกเมื่อ
อี้ซินขยับชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ
แม้โลหิตในกายยังร้อนเดือดจากเมื่อครู่
แต่ดวงตากลับนิ่งเย็นยิ่งกว่าเดิม
สัตว์อสูรตนนั้นโผล่ขึ้นมาจนเต็มร่างในที่สุด
ปีกสองข้างกางออกกว้างเกือบสิบจั้ง
เกล็ดแดงดำสะท้อนแสงโลหิตบนฟ้า
เงาของมันทอดยาวปกคลุมพื้นหินครึ่งหุบ
จากนั้นมันก็แหงนหน้าร้อง
กรรรรร!
เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงนกร้อง
ไม่เหมือนเสียงอสูรคำราม
แต่คล้ายโลหะสีเลือดกำลังเสียดสีกันอย่างบ้าคลั่งจนฟ้าทั้งผืนสั่นวูบ
หนิงเยว่อิงกล่าวเสียงต่ำ
“มันออกมาทันทีเพราะโลหิตถูกแตะต้อง”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้า
“ผู้เฝ้าโลหิต”
นางกล่าว
“มิได้ให้รางวัลแก่ผู้ใดง่ายดายเช่นนั้น”
อี้ซินยกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นช้า ๆ
ปลายเล็บของวิหคเกล็ดโลหิตสะท้อนในดวงตาคมของเขาอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่ง หนัก และคมกริบ
“ในเมื่อเจ้าขวางอยู่เบื้องหน้า”
“ข้าก็จะใช้เจ้าเป็นหินลับคมเสียเลย”
ลมทั้งหุบเหวพลันตึงจัดในคราวเดียว