ยามเมื่อรุ่งอรุณแสงอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าอีกครั้ง มีเพียงซูหนิงที่ยังคงใช้ชีวิตเหมือนดั่งปกติ ซึ่งผิดจากทุกคนในจวนเพราะพวกเขาต่างตื่นเต้นดีใจและต่างพากันวิ่งวุ่นเข้าออกจวนกันเป็นว่าเล่นตั้งแต่รุ่งสาง มารดาอย่างหยางฮูหยินเองก็มัวแต่วิ่งวุ่นหาช่างตัดเย็บฝีมือดีเพื่อหวังว่าจะจ้างมาตัดเย็บชุดแต่งงานของบุตรสาวโดยใช้ผ้าแพรชั้นดีที่หลี่ไท่หนานส่งมาเป็นสินสมรส
เสียงฝีเท้าของคนในจวนที่วิ่งเข้าวิ่งออกจนทำให้ซูหนิงพลันรู้สึกปวดหัวจนแสดงออกมาทางสีหน้าให้เห็นอยู่เด่นชัด อาจูที่สังเกตเห็นว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกรำคาญใจก็รีบเอ่ยปากออกความเห็นเพื่อหวังให้ผู้เป็นนายร่าเริงขึ้นเสียหน่อย
“ท่านพี่ออกไปเที่ยวเล่นภายในเมืองกับอาจูดีหรือไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงอ่อนหวานบวกกับใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดูของสาวใช้ทำให้ซูหนิงเผลอตอบตกลงโดยปริยาย
ทันทีที่ตอบตกลงร่างบางของนางรู้ตัวอีกที่ก็เข้ามาอยู่ในรถม้าเสียแล้ว...
หลังจากที่รถม้าเคลื่อนตัวออกไป มือบางก็เริ่มยกขึ้นเท้าคาง สายตาเหม่อลอยออกนอกหน้าต่าง นัยน์ตามองเห็นผู้คนเดินพลุกพล่านสวนกันไปมา บ้างก็ยืนเลือกซื้อ บ้างก็ยืนป่าวร้องตะโกนขาย
...การค้าขายของที่นี่ดูเจริญรุ่งเรืองดีเสียจริง...
ซูหนิงที่ถึงแม้จะเห็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองสมคำร่ำลือดั่งฉายา แคว้นฉีการค้าทองคำ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ในใจของนางรู้สึกถึงความสุขได้ เพราะภายในใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นและแผนการร้ายกาจที่คิดวางออกมาจนเอ่อล้น ทำให้ในใจของนางไม่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับหาสิ่งที่มีความสุขให้ตัวเองได้อีกแล้ว
อาจูเมื่อเห็นผู้เป็นนายเหม่อลอยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกก็พลันทำให้สาวใช้อย่างนางรู้สึกเป็นทุกข์ไปด้วย ในขณะที่อาจูกำลังครุ่นคิดว่าจะหาสิ่งใดที่ทำแล้วให้ผู้เป็นนายมีความสุขดี จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
กรุบกรับ กรุบกรับ....
เสียงฝีเท้าของสัตว์ใหญ่อย่างอาชาตัวกำยำค่อยๆดังขึ้นจากทางด้านหลังของรถม้าเป็นระยะเหมือนกับกำลังตรงมายังรถม้าที่ตนอยู่
พรึ่บ!
เป็นร่างบางของผู้เป็นนายที่ถูกมือหนาใหญ่คว้าตัวออกไปจากทางหน้าต่าง ทำให้สารถีหยุดรถม้าจอดลงในทันที
อะไรกัน! อาจูช็อกและตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนางรีบหันตัวชะโงกหน้าออกไปมองยังนอกหน้าต่าง นั่นมัน...
ร่างบางของซูหนิงถูกโอบคว้าออกมาจนทำให้นางรู้สึกตกใจไปชั่วครู่ รู้ตัวอีกทีนางก็มาอยู่บนอาชาสีดำราวหมึกนี่แล้ว ซ้ำเอวบางยังถูกฝ่ามือหนาโอบรัดเอวเอาไว้จนแน่น แผ่นหลังของนางสัมผัสได้ถึงบุรุษร่างกายกำยำ แต่ทว่าเมื่อนางจะหันไปว่าเป็นใครที่บังอาจลักพาตัวว่าที่พระชายาของชินหวังอ๋องก็กลับถูกริมฝีปากหนาประทับจูบลงเข้าที่ซอกคอที่เต็มไปด้วยกลิ่นกายที่หอมกรุ่นของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างกายพลันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของสัตว์ร้ายที่หื่นกระหายในตัวของบุรุษ
“นี่เจ้า!” เสียงตวาดออกมาอย่างไม่พอใจของซูหนิง ใบหน้าโกรธเกรี้ยวจนคิ้วขมวด กายบางพลางสะบัดตัวออกเพื่อบ่งบอกว่าอย่าแตะต้อง ชายหนุ่มที่เห็นท่าทีที่หวงเนื้อหวงตัวของหญิงสาวก็พลันยกปากหนากระตุกยิ้มอย่างชอบใจ แต่ถึงแม้กายบางจะสะบัดออกเช่นนั้นแต่ฝ่ามือหนาของเขาก็ไม่ได้หลุดออกจากเอวบางของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย เขายังคงใช้มือหนาโอบรัดเอวของหญิงสาวไว้จนแน่นก่อนจะควบม้าออกนอกประตูเมืองไป
ทางซูหนิงเมื่อเห็นว่าคนคนนี้สามารถออกนอกประตูเมืองได้โดยที่ไม่ต้องยื่นหนังสืออนุญาต และถึงแม้จะเป็นเวลาชั่วเสี้ยววินาทีแต่นางก็สังเกตเห็นได้ถึงท่าทีของทหารองครักษ์หน้าประตูเมืองที่แสดงออกมาด้วยท่าทีเคารพและเกรงกลัว จากทั้งหมดนี้ที่นางสังเกตเห็นทำให้นางคาดเดาได้ว่า คนคนนี้คงต้องเป็นคนใหญ่คนโตหรือไม่ก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์เป็นแน่ จู่ๆในหัวก็ผุดชื่อของเขาคนนั้นขึ้น
หลี่ไท่หนาน...
หลังจากที่ชายหนุ่มควบม้าออกนอกประตูเมืองไป ก็พลันให้ซูหนิงที่อยู่บนหลังม้าด้วยนั้นได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทิวทัศน์ที่แคว้นฉีช่างงดงามมากเสียจริง...
ม้าเร็วยังคงควบเร็วต่อไปดุจดั่งนกโบยบินบนท้องนภา ความรู้สึกที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์และปลอดโปร่งชวนโล่งใจเช่นนี้นางไม่ได้รู้สึกมานานแค่ไหนกันแน่นะ เพียงเพราะชาติที่แล้วนางที่ทุ่มเททั้งกายใจ สมองและความคิดเพื่อช่วยคนคนนั้นอย่างโง่งมจนทำให้ชีวิตไม่ได้แม้แต่จะปลดปล่อยหรือหยุดพัก แต่ตอนนี้นางได้มีโอกาสนี้แล้วขอทิ้งความแค้นไว้ข้างหลังสักชั่วครู่ก็แล้วกัน...