บทที่104 ผสานเป็นหนึ่ง
บทสนทนาระหว่างปู้ชิงเถากับจางลู่เหลียนได้ขาดห้วงไปพอเล่าถึงการตกตายของซุนเล่อเหยียนจบ ดูเหมือนฟ้าจะเริ่มมืดลงในทุกที เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้อยู่สนทนากันอย่างลำพังเนิ่นนานถึงเพียงนี้
ยามที่อาทิตย์กำลังลาลับแสงที่อาบไล้บึงบัวจะมีสีแดงก่ำสะท้อนบนผิวน้ำให้ความงดงามตามธรรมชาติ บัวหลากสายพันธุ์เมื่ออาทิตย์ใกล้ลาลับมันจะหุบลงเป็นบัวตูมที่ลอยเด่นทว่าก็ยังมีอีกหลายสายพันธุ์ที่เบ่งบานยามเย็นชูช่อขลับเข้ากับแสงที่อาบไล้ ทิวทัศน์ในช่วงเวลานี้กลับยิ่งงดงามแลดึงดูดสายตาเป็นอย่างมากปู้ชิงเถาจึงยังคงยืนชมมองภาพทิวทัศน์เหล่านี้ให้นานที่สุด เฉกเช่นเดียวกับการได้อยู่ชิดใกล้สตรีนางนี้ให้มากที่สุดเพราะวันเวลาที่มันต้องลาจากสถานที่อันเป็นปริศนาแห่งนี้ได้ใกล้เข้ามาในทุกที
“ภาพทิวน์ทัศน์ที่งดงามเช่นนี้รวมถึงโอกาสที่จะได้สนทนากับท่านเช่นนี้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่ชีวิตข้าจะได้เวียนมาพบพานอีกครั้ง"
พอปู้ชิงเถาเอ่ยประโยคนี้ออกมาก็ทำให้จางลู่เหลียนทราบได้ทันทีถึงคืนวันแห่งการลาจากที่จะมาถึงแน่นอนว่าวันนั้นต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ในใจของนางกลับรู้สึกเบาหวิวคล้ายกำลังจะขาดสิ่งสำคัญบางประการไป
“ท่านเป็นพี่ร่วมสาบานของน้องบุญธรรมข้าหากท่านต้องการที่จะแวะเวียนมาจริงย่อมมิใช่เรื่องยากที่จะมาถึงที่นี่ เว้นเสียแต่ว่าท่านมิอยากมาแล้ว"
“ข้าย่อมอยากมา…”
ปู้ชิงเถาชะงักคำกล่าวประโยคถัดไปไว้เพราะหากมันบอกว่ามีภารกิจเป็นตายรัดตัวยากที่จะรู้คำตอบว่าตนจะได้มาอีกหรือไม่ก็เกรงว่าจะทำให้สตรีตรงหน้ารู้สึกไม่สบายใจยิ่งนางรู้แล้วว่าน้องร่วมสาบานตนก็ติดตามไปด้วยก็เกรงว่าหากกล่าวมากความจะกระทบไปถึงความห่วงกังวลของประมุขเยี่ยนจือด้วยเช่นนั้นมันจึงหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนประโยคคำกล่าวขึ้นมา
“ข้าต้องกลับมาแน่ท่านจงรอข้า"
จางลู่เหลียนเบือนหน้าออกไปอีกครั้ง
“เหตุใดจึงบอกให้ผู้อื่นรอท่าน"
ปู้ชิงเถายิ้มแห้งๆ
“ข้าอาจพูดผิดไป”
จางลู่เหลียนก้าวเดินจากไปแต่ก่อนจากนางได้หันคืนกลับมามองปู้ชิงเถา
“หากนั่นเป็นคำพูดที่แสดงถึงการร่ำลาเช่นนั้นข้า…ก็จะรอ"
ปู้ชิงเถาแย้มยิ้มอย่างเปิดเผยให้แก่สตรีตรงหน้าคำกล่าวเมื่อครู่ของนางกลับทำให้มันมีพลังใจอย่างเต็มเปี่ยม จนมันเองก็อธิบายกับตนไม่ถูกว่าพลังใจเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“ข้าจะกลับมาแน่ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้ท่านรอนาน"
จางลู่เหลียนจากไปแล้วจู่ๆ ฮุ่ยจวินก็โผล่มาที่เบื้องหลังของปู้ชิงเถา
“ข้าผ่านทางนี้ไปเนิ่นนานกลับมาอีกหนก็พึ่งเห็นพวกท่านพึ่งลาจาก ดูท่าว่าข้าใกล้จะได้พี่ร่วมสาบานและพี่เขยเป็นคนๆเดียวกันแล้ว”
ปู้ชิงเถาที่เป็นคนเปิดเผยแลห้าวหาญพอถูกกล่าวหยอกล้อเรื่องสตรีกลับบังเกิดความขวยเขินจนหน้าแดงก่ำ
“น้องรองเจ้าล้อข้าเล่นแล้วคนอย่างข้าใยจะมีวาสนาเพียงนั้น"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“เหตุใดข้าถึงพบแต่ผู้ที่มักดูถูกตนเองนักแล้วพี่ใหญ่ข้าเป็นพวกตัดพ้อต่อตนเองตั้งแต่เมื่อไหร่"
ปู้ชิงเถาเองก็รู้สึกว่าตนแปลกไปจริงๆพิษที่เรียกว่าความรักกลับร้ายกาจเช่นนี้ นิ่งคิดครู่หนึ่งปู้ชิงเถาก็กล่าวเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่ค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังของเจ้าซ่อมเสร็จแล้วหรือ"
ฮุ่ยจวินจึงยกป่านสุรามากมายขึ้นมา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนท่านยังจำวันแรกที่พวกเราพานพบกันและก่อนจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันได้หรือไม่"
ปู้ชิงเถาแย้มยิ้มแลคว้าเอาป่านสุรามากมายจากมือของฮุ่ยจวินมา
“เจ้าเคยบอกว่าที่นี่ไม่มีสุราเช่นนั้นใช้เข็มเงินรักษาเป็นสักขีพะยานการเป็นพี่น้องร่วมสาบานแทน”
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“ตอนนั้นไม่มีสุราที่ผ่านมาก็ผ่านความเป็นตายด้วยกันมาตลอดจนไม่มีเวลาให้หวนกระทำ ทว่าวันนี้ วันที่สุขสงบเช่นนี้ถึงคราวที่พวกเราจะดื่มให้กับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นราวสายเลือดนั่นแล้ว"
ปู้ชิงเถากอดคอของฮุ่ยจวินแลแย้มยิ้มอย่างเปิดเผย
“ไปกันเถอะน้องรักวันนี้ไม่เมาอย่าได้เรียกข้าว่าพี่ใหญ่"
เสียงหัวเราะของสองพี่น้องร่วมสาบานดังก้องไปทั้งบึงบัวความรักใคร่กลมเกลียวของทั้งสองนั้นเหนียวแน่นยิ่งกว่าสิ่งใด เหตุการณ์ความเป็นตายที่ร่วมประสบได้หล่อหลอมให้พวกมันเป็นดั่งผู้ที่ร่วมอยู่ในสายโลหิตหากกล่าวถึงความไว้ใจในโลกนี้ ชื่อที่จะปรากฏในหัวเป็นชื่อแรกของพวกมันก็คือ พี่น้องร่วมสาบานนี้
สุราในค่ำคืนที่ฟ้าเปิดเป็นสักขีพะยานสองสกุล ต่างที่มา ต่างสายเลือด เมื่อสุราได้หลั่งไหลลงสู่ลำคอ พร้อมกับอีกครึ่งหยาดหยดที่อาบไล้บนผืนปฐพีพวกมันก็ได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานอย่างถูกขนบธรรมเนียมพิธีแห่งโบราณที่สืบต่อกันมาอย่างช้านานแล้ว
ตึก
เสียงของชามสุราถูกวางลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำของปู้ชิงเถาคว่ำลงอยู่บนโต๊ะ ปู้ชิงเถามันสลบเหมือดเพราะดื่มด่ำสุราจำนวนมากแต่ฮุ่ยจวินที่มีระบบเผาผลาญอย่างดียิ่งจึงมิได้เมาจนมีสภาพเฉกเช่นเดียวกับพี่ใหญ่ตนเมื่อพี่ใหญ่สิ้นสติมันจึงไม่ดื่มต่อ มันเก็บชามสุรามากมายที่คว่ำกระจัดกระจายตรงหน้าของผู้เป็นพี่ใหญ่ออกเนื่องจากสุราหลายรสหลายชนิด และตามคำแนะนำของเถ้าแก่ร้านสุราบอกว่า หากมิต้องการให้เสียรสสุราก็ให้แยกชามสุราเช่นนั้นชามสุราบนโต๊ะจึงมีมากมายอย่างที่เห็น
สุราถูกเทลงบนชามคนละชนิดไม่ผสมปนเปแต่พอคนเมา พอคนล้มฟุบลงบนโต๊ะทำให้สุราในชามทั้งหมดได้หกไหลผสมกันหมดแล้ว
ฮุ่ยจวินจึงคิดจะพยุงร่างของพี่ร่วมสาบานขึ้นเพื่อพามันไปพักผ่อนแต่บังเอิญสายตากลับเหลือบไปเห็นสุราสองชนิดที่มีส่วนผสมและสีที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วซึ่งพอมันไหลอาบไปรวมกัน แทนที่มันจะแบ่งแยกเป็นสองฝั่ง แต่มันกลับผสมรวมกันอย่างลงตัว
จู่ๆ ก็ทำให้ฮุ่ยจวินได้คิดสุราแม้จะมีส่วนผสมที่แตกต่าง ปรุงขึ้นมาคนละกรรมวิธี แต่พื้นฐานของสุรานั้นย่อมมีต้นกำเนิดที่เหมือนกันนั่นคือตัวแป้งของสุรา ไม่ว่าจะปรุงออกมาให้มีรส มีสี และมีกลิ่นแบบไหน สุดท้ายก็ยังมีฤทธิ์ของสุราที่ทำให้เกิดความมึนเมาเช่นนั้นสายโลหิตแม้จะมีความแตกต่าง แม้จะมีคุณสมบัติจำเพาะที่แปลกแยก แต่ก็ยังมีความเป็นโลหิตโลหิตหลักยังสามารถผสมกับโลหิตอื่นเป็นโลหิตเทียมได้ เช่นนั้นโลหิตเทียมก็น่าจะนำไปผสมในกฎเกณฑ์ของค่ายกลโลหิตหลักได้เช่นกันและหากในค่ายกลมีกฎเกณฑ์แห่งโลหิตเทียมไหลเวียนอยู่ มันก็มีโอกาสที่จะใช้เพลิงจากโลหิตเทียมจุดกระตุ้นขึ้นมาได้เสมอมาชายหนุ่มคิดไม่ถึงในเรื่องที่ราวกับเส้นผมบังตานี้ พอได้มาดื่มสุรามันจึงได้เห็น
คนเราหากเคร่งเครียดและกดดันจนเกินไปก็มักจะทำให้สมองไม่ปลอดโปร่งจริงๆ
ความยินดีฉายชัดบนนัยน์ตาของฮุ่ยจวินอย่างมิอาจปิดมิดมันกล่าวขอบคุณพี่ร่วมสาบานตนที่ทำเหล้าหก ก่อนจะแบกร่างของพี่ร่วมสาบานกลับที่พักในทันใดพอรุ่งเช้าของวันใหม่มาถึง มันก็ได้พาท่านย่าไปยังจุดแกนกลางบึงบัวซึ่งเป็นดวงตาของค่ายกลในทันทีมันจะทดลองใช้โลหิตของย่าตนทดสอบทฤษฎีที่มันบังเอิญพบเห็นจากเหล้าที่หกผสมรวม หากข้อเท็จจริงนี้สำเร็จหากการทดสอบลุล่วง มันจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่แก้ไขค่ายกลพลังญาณที่บรรพชนยุคแรกเริ่มสร้างขึ้นมาได้!
“หลานแน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผลและไม่ทำลายองค์ประกอบสำคัญของค่ายกลไป"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“หลานคิดมาดีแล้วในเมื่อโลหิตของปู่สามารถผสานรวมโลหิตของย่า รวมถึงของพี่หญิงและน้องเล็กได้ เช่นนั้นอาจหมายถึงความเข้ากันขององค์ประกอบโลหิตทางพันธุกรรมของสองฝ่ายหรือไม่นั้นโลหิตตระกูลจางก็อาจเป็นโลหิตที่พิเศษที่สามารถเข้าได้กับทุกองค์ประกอบของโลหิตทุกชนิดซึ่งนั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจะโลหิตใดมันก็จะไม่มีทางทำลายองค์ประกอบสำคัญในกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลที่อาศัยโลหิตสืบทอดนี้อย่างแน่นอน"
จางเยี่ยนจือรู้ว่าหลานชายเป็นแพทย์ชั้นสูงที่ไม่ธรรมดาเช่นนั้นการวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของโลหิตย่อมไม่ผิดพลาด นางจึงแสดงสีหน้าเชื่อมั่นออกมา
“เช่นนั้นมาเริ่มกันเลย"
ฮุ่ยจวินโคจรมหาวิถีเจ็ดดาราในกายโดยผสานกฎเกณฑ์ที่มันปรับปรุงขึ้นให้สอดคล้องต่อพลังธรรมชาติและกฎเกณฑ์แห่งวิถีพลังญาณภายในค่ายกลปรากฏเปลวเพลิงสีทองอันเจิดจรัสแผดเผาขึ้นเป็นบัวอัคคีที่ผลิกลีบสว่างไสว บัวอัคคีตอบสนองต่อตัวตนของฮุ่ยจวินเป็นอย่างมากแต่กลับปฏิเสธในตัวของจางเยี่ยนจือที่อยู่ชิดใกล้ เป็นฮุ่ยจวินที่กำชับมือของย่าตนไว้ผงกศีรษะแก่ย่าของตนคราหนึ่ง จางเยี่ยนจือจึงกัดปลายนิ้วจนโลหิตสาดกระเซ็น ก่อนที่นางจะแผดเผาเพลิงเทวะผลาญโลหิตเทียมให้แผ่พุ่งเข้าหาบัวอัคคีสีทองตรงหน้าทันที
ฮุ่ยจวินเพ่งสมาธิอยู่ที่เปลวเพลิงทั้งสองความตรึงเครียดปรากฏอย่างฉายชัด มันสัมผัสได้ถึงการปฏิเสธของบัวอัคคีสีทองอย่างรุนแรงแต่มันก็ยังฝืนเปิดทางให้เพลิงเทวะผลาญโลหิตเทียมของย่าตนมุ่งเข้าไปสู่ใจกลางจนได้
จางเยี่ยนจือมองร่างที่สั่นสะท้านของหลานชายอย่างเป็นกังวล ด้านฮุ่ยจวินก็พยายามที่จะโคจรพลังลมปราณและพลังญาณในกายชักนำเปลวเพลิงทั้งสองให้หลอมรวมอย่างสุดความสามารถมันฝืนจนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำและลุกติดไปด้วยเปลวเพลิงสีทอง สภาพของมันในตอนนี้ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบากถึงขีดสุด
จางเยี่ยนจือยื่นมือออกไปด้วยความเป็นห่วงหลานแต่นางในตอนนี้ควรเป็นคนที่จะไว้ใจมันมากที่สุด เช่นนั้นมือที่ยื่นออกจึงหยุดชะงักไม่ไปรบกวนสมาธิของมันสายตาอันกังวลได้แต่มองไปที่บัวอัคคีสีทองที่กำลังพวยพุ่งพลังซึ่งราวกับกำลังคลุ้มคลั่งเดือดดาลเบื้องหน้า
เปลวเพลิงบนกายของฮุ่ยจวินตอนนี้ยิ่งมายิ่งลุกโชนร่างแดงก่ำสั่นพร่าราวถ่านที่ร้อนจี๋ มันอยู่ในสภาพหลับตาโคจรแปรเปลี่ยนมหาวิถีแลกฎเกณฑ์ที่กำลังปะทะหักล้างกันอย่างสุดขั้วสองสายหากมันมิอาจหลอมรวมเพลิงเทียมได้ด้วยวิธีนี้ มันคงมิอาจสร้างค่ายกลที่จุดโดยเพลิงเทียมวิธีอื่นได้
เพลิงเทียมที่ไหลเวียนในบัวอัคคีใกล้ดับมอดเต็มทีแต่ฮุ่ยจวินก็ดูเหมือนจะยังมิอาจหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งเพลิงโลหิตทั้งสองได้ หรือสุรากับโลหิตจะมิอาจเปรียบเทียบกันได้จริงๆหรือมันได้วิเคราะห์องค์ประกอบของโลหิตผิดไป
ขณะที่ทุกอย่างกำลังย่ำแย่ไม่เป็นไปตามสิ่งที่มันคิดเสี้ยววินาทีหนึ่งใจกลางของเพลิงเทียมกลับมีประกายเพลิงที่โดดเด่นผุดขึ้นมา นั่นคือสายเลือดต้นกำเนิดที่ทำให้เกิดเพลิงเทียมเป็นโลหิตของท่านปู่ที่ตอบสนองต่อค่ายกลเป็นอย่างดี เช่นนั้นชายหนุ่มจึงบังเกิดความรู้สึกที่ว่ามิได้ประสบกับความสิ้นหวังเสียทีเดียว
“ขอบคุณท่านปู่"
ฮุ่ยจวินจึงลองโคจรพลังดึงเอาต้นกำเนิดแห่งวิถีเพลิงเทียมที่โดดเด่นนั้นออกมาทำให้มันเป็นตัวชูโรงแลชักนำเพลิงเทียมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในค่ายกล ซึ่งดวงตาของค่ายกลเมื่อสัมผัสได้ถึงต้นกำเนิดแห่งพลังเพลิงเทียมอันเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างมันก็ไม่ปฏิเสธเหมือนแรกเริ่ม ซึ่งจังหวะนี้ฮุ่ยจวินก็ชิงโอกาสสามารถนำพาเพลิงเทียมให้เข้าไปสู่แกนกลางอันเป็นดวงตาของค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังได้
ซึ่งนั่นก็ทำให้จางเยี่ยนจือจางลู่เหลียน และจางเฟยเทียนที่อยู่คนมุมต่างต้องบังเกิดความรู้สึกที่เหมือนกันขึ้นมา
พวกมันต่างรู้สึกว่าบึงลี้ลับแห่งนี้อยู่ในสายตาของพวกมันทั้งหมด!
จางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนย่อมงุนงงกับความรู้สึกที่กำลังประสบอยู่นี้ทว่าจางเยี่ยนจือกลับมองหลานชายของตนด้วยแววความยินดี
“หรือว่า…”
ฮุ่ยจวินลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“สำเร็จแล้ว"