Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 49 - ฟื้นคืน

    ตอนที่ 49 – ฟื้นคืน

     

                พอเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง พสุก็เดินออกจากบ้านตัวเองตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เขาห่วงแม่มาทั้งคืนแล้วและคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเช้าเสียที พอเวลาหกโมงเช้าก็ถึงเวลาเยี่ยมได้ เขาเลยปรี่ตรงไปโรงพยาบาลทันที พสุวิ่งเข้าไปในโรงพยาบาลและขึ้นบันไดไปยังห้องคนไข้รวมทันที แล้วก็เข้ามาเฝ้าข้างๆ เตียงของแม่ ซึ่งยังมีผ้าพันแผลรอบศีรษะอยู่

                เขาจับมือแม่เอาไว้ แม่ของเขายังไม่ได้สติ แต่ก็เคยลืมตามาแล้ว พอดีหมอกับนางพยาบาลเข้ามาตรวจพอดี พสุจึงหลีกทางให้หมอและนางพยาบาล หลังจากตรวจสอบอะไรนิดหน่อย เขาก็ถามหมอว่าแม่เขาอาการเป็นอย่างไรบ้าง?

                “พ้นขีดอันตรายแล้วครับ” คุณหมอบอกกับพสุด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนะ หมอจัดการเรียบร้อยแล้ว”

                พสุยกมือไหว้คุณหมอและนางพยาบาล และยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาบนบานศาลกล่าวเอาไว้ ว่าขอให้แม่อย่าเป็นอะไรมาก แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ เขาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก และก็หันไปดูแม่ที่นอนสลบอยู่ คิดว่าเมื่อไหร่กันที่แม่จะตื่นขึ้นมา?

                พอสายหน่อย พันธกรก็เดินทางมาเยี่ยมแม่ของพสุที่โรงพยาบาล เขาไม่ได้สนใจกลิ่นในห้องของโรงพยาบาลอีกแล้ว เขาเดินเข้ามาที่เตียงของแม่ของพสุ แล้วก็พบพสุกำลังนั่งบนเก้าอี้และเฝ้าแม่อยู่

                “นึกแล้ว แกมาจริงๆ ด้วย” พันธกรพูดออกมา พสุที่กำลังจะสัปหงกเป็นอันต้องตกใจ และเขาก็ยกมือกุมอก

                “มาให้สุ้มให้เสียงบ้างสิ ไอ้พัน” พสุต่อว่าพันธกร “ตกใจหมดเลย”

                “เออ ขอโทษๆ” พันธกรบอกอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ไถ่ถามอาการของแม่พสุว่าเป็นอย่างไรบ้าง? พสุก็ตอบตามที่หมอตอบออกมา ว่าแม่เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังไม่ตื่น

                “เดี๋ยวแม่แกก็ตื่นขึ้นมาเองแหละ รับรอง” พันธกรบอกให้เพื่อนสบายใจ “เออนี่ ฉันซื้อขนมมาฝาก เห็นดูว่าน่าอร่อยดี เป็นมันฝรั่งทอดมั้ง? อยู่ในถุง แกลองกินดูสิ”

                “ขอโทษนะ ไอ้พัน ฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ” พสุตอบปฏิเสธออกไป พันธกรจถึงถอนหายใจออกมา

                “กินซะหน่อยเถอะน่า” พันธกรขอร้องพสุ “ถ้าให้เดา แกยังไม่กินข้าวเช้าใช่ไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันบอกสา...”

                “ไม่ ไม่ต้อง รบกวนเปล่าๆ” พสุยกมือห้ามขึ้นมา “ฉันไม่อยากให้สาต้องลำบาก”

                “ลำบากอะไร? สาชอบทำอาหารจะตาย” พันธกรว่าขึ้นมา “นะ ไปกินข้าวบ้านน้าภากัน ตอนที่ฉันออกมาจากบ้าน เห็นอาหารเต็มโต๊ะเลย กินกันไม่หมดหรอก แกไปกินด้วยดีกว่า อาหารจะได้ไม่เหลือ”

                “ก็บอกแล้วไง” พสุต่อว่าพันธกรออกมา “ว่าฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ”

                พันธกรเลยยืนเท้าเอวก่อนจะบอกพลางดึงมือพสุออกมาเลย “มาเถอะน่า แม่ก็คงไม่อยากเห็นแกไม่สบายเพราะตัวเองหรอก มากินข้าวกัน”

                แล้วพสุก็ต้องยอมโอนอ่อนให้กับพันธกร พันธกรลากเขาออกมาจากโรงพยาบาลโดยที่พสุไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก เขายังอยากอยู่กับแม่อยู่ แต่พันธกรก็พาเขาออกมาแล้ว

                ที่บ้านของณปภา กลุ่มเด็กทหารม.ปลายก็กำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่ ณปภายกอาหารมาเสิร์ฟเรื่อยๆ พร้อมๆ กับวรรณสาที่ช่วยทำด้วย จนอาหารบนโต๊ะชักจะเยอะเกินไปแล้ว วาสุกรีเลยกล่าวขึ้นมา

                “น้าภาครับ” วาสุกรีจำเป็นต้องบอก “เรากินกันไม่หมดหรอกครับ อาหารมันมีเยอะมากเกินไป ผมเกรง....”

                “ไม่ต้องเกรงใจ ผมพาไอ้ดินมากินด้วยแล้ว” พันธกรที่ได้ยินเสียงของวาสุกรีพอดีก็เดินเข้ามาพร้อมกับพสุ วาสุกรีมองดูพันธกรกับพสุเดินเข้ามาในบ้าน ก่อนที่พันธกรจะให้พสุนั่งลงข้างๆ เขา ณปภาคดข้าวสวยให้พสุจนเต็มจานจนพสุต้องบอกว่าให้พอ เขาจะกินแค่นิดเดียวเท่านั้น

                “น่า กินเข้าไปเยอะๆ เถอะ” ณปภาบอกอย่างใจดี “อาหารมีมากมาย ขืนกินเหลือจะเสียของเปล่าๆ น้องดินอุตส่าห์มาแล้ว กินเข้าไปเยอะๆ เลย”

                พสุถอนหายใจออกมา ก่อนจะเริ่มกินข้าว แต่เขาไม่รู้รสชาติของอาหารเลยตลอดเวลาที่กิน พันธกรตักแกงเขียวหวานเข้าปากไป ก่อนจะชมว่าอาหารจานนี้ใครเป็นคนทำ? ณปภาก็ชี้ไปที่วรรณสา

                “อร่อยมากเลย สา” พันธกรกล่าวชื่นชมเธอ พร้อมกับบอกให้พสุลองกินด้วย พสุไม่อยากขัดใจเพื่อน เขาเลยใช้ช้อนกลางตักแกงเขียวหวานไก่มาใส่จานตัวเองแล้วก็กินเข้าไป เหมือนเดิม เขาไม่รับรู้รสชาติอะไรเลย

                วรรณสาออกจะดีใจที่พันธกรชอบอาหารของเธอ ตอนนั้นเอง ทวินนาที่กำลังมีความโกรธกับวรรณสาอยู่ ก็จ้องหน้าวรรณสานิ่ง อัมพรกับกมลที่มองเห็นสายตาของทวินนาที่มองวรรณสา อัมพรก็ถามขึ้น

                “พี่นา... เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” อัมพรถามทวินนาขึ้นมา ทวินนาจึงรู้สึกตัวแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

                “อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก” เธอบอก “ว่าแต่อาหารพวกนี้อร่อยดีนะ”

                อัมพรกับกมลรู้ได้เลยว่าทวินนามีอะไรปิดบังอยู่ และมันเกี่ยวพันกับพันธกรแน่ๆ ซึ่งก็มีแค่เรื่องเดียว นั่นคือ ทวินนาต้องแอบชอบพันธกรแน่ๆ และคงโมโหวรรณสาที่สนิทกับพันธกรมากเกินไป อัมพรคิดจะพูดเรื่องนี้ออกมาแล้ว แต่สัญชาตยานในใจลึกๆ บอกว่า อย่าบอกออกไปเลยดีกว่า

                วรรณสาเองก็จ้องไปที่ทวินนาเช่นกันอย่างไม่เกรงกลัว ฝ่ายทวินนาก็กินข้าวเข้าไป พอมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เด็กทหารม.ปลายแต่ละคนก็แยกกันไปตามทาง บางส่วนไปโรงเรียน บางส่วนไปเดินตลาดในอาณาเขต บางส่วนก็อยู่บ้านของณปภา พันธกรที่เดินมาคู่กับพสุก็ถามพสุว่าวันนี้จะไปโรงเรียนหรือไม่?

                “แกก็น่าจะรู้นะ ไอ้พัน” พสุบอกออกมา “ฉันไปได้ที่ไหนกัน?”

                “เออ ขอโทษที ถามผิดพลาดไป” พันธกรขอโทษออกมา “งั้นแกกลับไปเฝ้าแม่แกเถอะ แล้วตอนกลางวัน ฉันจะออกจากโรงเรียนพร้อมกับซื้ออาหารมาฝากด้วย”

                “อืม” พสุตอบแบบเสียงคนไร้วิญญาณ แล้วก็แยกกับพันธกร เดินออกไปยังโรงพยาบาลเดียวในอาณาเขต ส่วนพันธกร เขากับวรรณสา วาสุกรี และทรัพย์สินก็เดินทางไปโรงเรียนแต่เช้า มีเด็กนักเรียนในชุดเครื่องแบบบ้าง ชุดไปรเวทบ้างเดินเต็มสนามไปหมด ทรัพย์สินหันมาถามพันธกรว่าวันนี้ภัทรไม่มาเล่นบอลที่โรงเรียนหรือ?

                “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ถามมัน” พันธกรบอก และทันใดนั้น ก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบๆ ตัวของพันธกร เขาถอนหายใจออกมาพลางส่ายหน้า วรรณสาที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอก็ถึงกับโพล่งออกมาใส่เด็กนักเรียนพวกนั้น

                “พันไม่ใช่ฆาตกร!! ไอ้บ๊อบเองต่างหากที่จะฆ่าเขา!!” วรรณสาส่งเสียงดังลั่น ทำเอาพันธกรต้องดึงแขนเธอไว้ แล้วบอกว่าไม่เป็นไร ทำเอาวรรณสางุนงงเป็นอย่างมาก

                “แล้วพันจะปล่อยให้คนอื่นดูถูกต่อไปเหรอ?” วรรณสาถามจริงจัง “มันเกินไปแล้วนะ ทำไมพันไม่ยอมแก้ตัวล่ะ?”

                “บอกแล้วไง แค่มีพวกสาเข้าใจ พันก็พอใจแล้ว พันไม่สนใจเสียงของคนรอบข้างหรอก” พันธกรบอกออกมา ทำเอาวรรณสาต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปเรียนตามห้องตัวเอง พันธกรขึ้นไปบนห้องเรียนของเขากับพสุ แล้วก็ได้ยินเสียงนินทาจากเด็กนักเรียนในห้องอีก พันธกรถอนหายใจออกมา ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะคนเดียว ไม่มีพสุคอยนั่งข้างๆ

                “ไอ้ฆาตกร!!” จู่ๆ ก็มีเด็กนักเรียนชายชั้นม.สี่เหมือนกันด่าเขาออกมา ทำเอาพันธกรหันขวับไปมองอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบออกมา

                “พูดอะไรมั่งสิวะ! ไอ้ฆาตกรฆ่าเพื่อนฉัน!!” เด็กนักเรียนชายคนเดิมยังคงตวาดใส่พันธกร พันธกรถึงเพิ่งรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นเพื่อนกับบ๊อบ เขาตัดสินใจพูดออกมา

                “ฉันไม่ได้ฆ่าใคร”

                “โกหก ไอ้ระยำ!” เด็กนักเรียนชายคนนั้นทำท่าจะมาหาเรื่องพันธกร แต่กลับถูกเพื่อนของตัวเองหยุดรั้งเอาไว้ก่อน เด็กหนุ่มคนนั้นตะโกนก้อง “ทำไมต้องฆ่าไอ้บ๊อบด้วย?”

                “ไอ้เต๋า ไอ้พันมันก็ช่วยอาณาเขตมาแล้วนะ” เพื่อนของเด็กหนุ่มคนนั้นบอกออกมา แต่เหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่สนใจคำพูดของเพื่อน เขาจะเข้ามาหาเรื่องพันธกรให้ได้ ฝ่ายพันธกรเริ่มรู้สึกโมโห เขาเลยเดินถือกระเป๋าสะพายออกไปจากห้องไปเลย

                “เออ ออกไปเลย! ไอ้ฆาตกร!” เด็กหนุ่มคนนั้นส่งเสียงไล่เขา พันธกรอยากจริงๆ อยากจะซัดหมัดสักหมัดให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น แต่คงมีเรื่องแน่ๆ ถ้าหากเขาทำแบบนั้น เขาเลยเดินออกจากห้องเรียน แล้วก็ลงไปที่โรงอาหารที่ตอนนั้นยังไม่เปิดอาหารขายให้แก่เด็กๆ นักเรียน

                พอตอนกลางวันมาถึง เป็นคาบพักเที่ยงพอดี ทรัพย์สินก็เข้ามาประชุมกับนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนคนอื่นๆ ด้วย ขณะที่เขากำลังพูด ก็มีสมาชิกคณะกรรมการนักเรียนคนหนึ่งพูดเรื่องพันธกรขึ้นมา

                “แล้วเราจะจัดการยังไงกับคนพรรค์นั้นดีครับ? มันเป็นฆาตกรนะ” เด็กหนุ่มอีกคนพูดขึ้นมา ทำเอาทรัพย์สินต้องถอนหายใจออกมา

                “เขาไม่ใช่ฆาตกร” ทรัพย์สินบอกออกมา “คนชื่อบ๊อบนั่นขโมยระเบิดไฟไปจากกระเป๋าของผม ผมจำได้ เพราะน้องชัย...หมายถึงเพื่อนทหารด้วยกันเป็นคนเห็นว่าคนชื่อบ๊อบเข้ามาในบ้านแล้วก็แอบอะไรไว้ด้านหลัง นั่นต้องเป็นระเบิดมือไฟแน่ๆ”

                “อ้าว? แล้วทำไมเขาไม่แก้ข่าว ถ้าเขาไม่ผิดจริง?” สมาชิกอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมา ทรัพย์สินเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมพันธกรถึงไม่ยอมแก้ตัว และปล่อยให้ข่าวเป็นแบบนี้ 

                “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ทรัพย์สินบอกกับสมาชิกทุกคนในห้อง “แต่ขอให้มั่นใจไว้เถอะ ว่าเขาไม่ใช่ฆาตกรจริงๆ”

                พันธกรซื้ออาหารโดยใช้เงินของวรรณสาที่เหลือจากการซื้อยาที่โรงพยาบาล ซื้ออาหารถุงหนึ่งไปให้พสุที่โรงพยาบาล เขาเดินออกจากโรงเรียนแล้วก็มุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลทันที แล้วก็ขึ้นบันไดมายังห้องคนไข้รวม แล้วก็เจอพสุกำลังนั่งเฝ้าแม่ของเขาอยู่จริงๆ ด้วย

                “เฮ้ย ไอ้ดิน” พันธกรกล่าวขึ้นมาเมื่อเดินเข้ามาใกล้พสุ ฝ่ายพสุก็หันขวับมามองพันธกร

                “อ้าว? ไอ้พัน” พสุถามออกมา “มีอะไรเหรอ? ถึงมาที่นี่?”

                “ก็บอกแล้วไงว่าจะเอาอาหารมาให้กินตอนกลางวัน” พันธกรย้ำเตือนความทรงจำของพสุ “นี่เป็น...แกงอะไรก็ไม่รู้ แต่ท่าทางน่าอร่อยดี ฉันเลยซื้อมาให้”

                “เออ” พสุบอกเสียงเศร้า “วางไว้ตรงไหนก็ได้ ฉันยังไม่กิน”

                “นี่” พันธกรเอามือตบบ่าเพื่อน “ข้าวเช้าแกก็ไม่ได้กิน ข้าวเที่ยงแกก็ไม่ได้กิน ระวังจะป่วยเอานะ เพื่อน”

                “ป่วยก็ดี” พสุว่าออกมา “จะได้ทดแทนที่ฉันทำให้แม่ต้องตกบันได ฉันมัน...” แล้วเขาก็ส่ายหน้าออกมา น้ำตาไหลออกมาหยดหนึ่ง พันธกรถึงกับตกใจเมื่อเห็นพสุร้องไห้

                “อย่าร้อง อย่าร้อง” พันธกรตรงเข้ามากอดพสุ พอพสุโดนพันธกรกอด เขาก็ปล่อยโฮออกมาทันที ทำเอาคนไข้คนอื่นหันมามอง พันธกรเอามือลูบแผ่นหลังพสุเอาไว้ พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร

                “ถ้าแม่เป็นอะไรไป...” พสุกล่าวด้วยน้ำตาที่นองหน้า “แล้วฉันจะอยู่คนเดียวได้ยังไง? จะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไงกัน?”

                “แม่แกไม่เป็นไรหรอก เชื่อเถอะ” พันธกรบอกออกมา หมอก็ยืนยันมาแล้วว่าแม่ของพสุพ้นขีดอันตรายแล้ว เพราะฉะนั้น เขาเลยบอกให้พสุเลิกเป็นห่วง แต่ท่าทางจะไม่ได้ผล

                “มากินข้าวกันดีกว่า” พันธกรเลยไปขอชามจากพวกนางพยาบาลมา และเมื่อเขาได้ชาม เขาก็เทแกงใส่ในชามแล้วก็เอาข้าวสวยใส่ในจานให้พสุด้วย ก่อนจะบอกให้เขากิน แต่พสุไม่ยอมกิน

                “เฮ้อ แกนี่” พันธกรบ่นออกมาอย่างค่อนข้างรำคาญ “แม่แกคงไม่อยากเห็นแกเป็นแบบนี้หรอก แม่จะเสียใจแค่ไหนที่เป็นสาเหตุทำให้แกเป็นแบบนี้?”

                “ฉันสิต้องเสียใจที่เป็นสาเหตุให้แม่เป็นแบบนี้ ไอ้พัน” พสุกล่าวออกมาทั้งน้ำตา “ถ้าฉันทำดีกับแม่ ไม่ยอมแข็งข้อกับแม่ แม่คงไม่เป็นแบบนี้”

                “แกไม่ได้ตั้งใจให้แม่แกตกบันไดซะหน่อย” พันธกรว่า “แล้วแกจะเสียใจทำไมวะ?”

                “เป็นสิ ฉันเองเป็นเหตุผลทำให้แม่ตกบันได ถ้าฉันไม่เดินหนีลงมาละก็...” พสุยกมือปาดน้ำตา พันธกรก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาทำให้พสุดีขึ้นได้แล้ว เขาเลยบอกให้พสุกินข้าวเสีย

                “ก็บอกแล้วไงว่ากินไม่ได้!” พสุโพล่งใส่พันธกรอย่างรำคาญ พันธกรเองก็โพล่งกลับเช่นกัน

                “แต่แกต้องกิน แกต้องรักตัวเองให้มากๆ” เขาบอก “อย่าให้แม่แกเป็นห่วงแก เข้าใจที่ฉันพูดไหม? อย่าให้แม่แกต้องเป็นห่วงแก ให้เขาตื่นขึ้นมาและเห็นแกสุขภาพดีดีกว่า”

                พสุถึงกับจ้องหน้าพันธกร ก่อนที่เขาจะมองแกงเผ็ดในชามกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วเขาก็ตัดสินใจถือช้อนส้อม ก่อนจะเริ่มกินข้าวที่พันธกรซื้อมาให้ พันธกรเห็นดังนั้น เขาก็พอจะโล่งใจขึ้นมา

                “แล้วที่โรงเรียนยังมีข่าวลือเรื่องแกอีกหรือเปล่าวะ?” พสุถามขึ้นมา พันธกรออกจะตกใจอยู่พักเดียว เขาก็บอก

                “ก็มี” เขายอมรับ “แต่ฉันไม่สนใจ”

                “ไม่ได้สิวะ แกไม่ใช่คนผิด แล้วจะยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้ยังไง?” พสุถามพันธกร พันธกรก็ส่ายหน้า พสุก็เลยชี้ไปที่พันธกรขึ้นมา

                “แกก็ดื้อด้านพอๆ กับฉันนั่นแหละ” พสุบอก “แกเองก็ไม่ยอมแก้ตัวซะที”

                “ก็คนมันลือไปทั่วโรงเรียนไปแล้ว จะให้ทำไง?” พันธกรถามเพื่อน “จะให้ไปประกาศหน้าเสาธงเหรอว่า ‘ผมไม่ได้ทำ’ ทำไม่ได้หรอก คนมันจะพูดอะไรก็ปล่อยให้มันพูดไปเถอะ”

                พสุถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายต่อพันธกร ก่อนจะตักแกงเข้าปากไป ในตอนนั้นเอง แม่ของพสุก็รู้สึกตัวขึ้นมา เธอขยับร่างกาย พสุที่ได้ยินเสียงก็รีบหันไปหาแม่ของตัวเองทันใด

                “แม่!” พสุร้องออกมาอย่างยินดี “แม่หายแล้ว แม่ฟื้นแล้ว!!”

                แม่ของพสุหันมามองพสุและพันธกรด้วยสายตาสงสัย พสุที่ยินดีที่แม่ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็เข้าไปกอดแม่ แต่แม่กลับผลักเขาออกไป ตอนแรก พสุคิดว่าแม่คงจะโกรธเขา แต่ไม่ใช่ แม่ของพสุถามออกมา

                “พวกเธอเป็นใคร?”

                ทั้งพันธกรและพสุหันมามองหน้ากันเอง ก่อนที่พสุจะตอบออกมาว่า “ผมไง ไอ้ดิน ชื่อพสุ ลูกของแม่ไง”

                แต่แม่ของพสุดูทำท่าเหมือนจะงุนงง พันธกรชักเห็นว่าไม่ค่อยดีแล้ว พสุเข้าไปเขย่าร่างกายของแม่ตัวเอง แล้วก็ถาม “แม่ นี่ดินเอง แม่จำไม่ได้เหรอ?”

                “ไม่ได้” แม่ของพสุตอบกลับออกมาทันที “พวกเธอสองคนเป็นใครกัน?”

                “แม่...” พสุถึงกับทรุดนั่งลงไปบนพื้นโรงพยาบาล จนพันธกรต้องช่วยประคองเอาไว้ พันธกรเดาได้ว่าแม่ของพสุคงความจำเสื่อมไปเสียแล้ว ถึงได้ถามอะไรทำนองนี้ออกมา

                แล้วพันธกรก็ไปเรียกหมอมาและบอกว่าแม่ของพสุฟื้นแล้ว หมอก็มาตรวจอาการก่อนจะถอนหายใจออกมา พสุที่กำลังรอฟังผลการตรวจของหมออยู่ เขาก็ถามขึ้นมาทันที

                “คุณหมอ แม่ผมเป็นอะไรน่ะ? ทำไมบอกไม่รู้จักผม?”

                “คือ...” หมอดูเหมือนลำบากใจที่จะพูดออกมา “คนไข้มีภาวะความจำเสื่อมครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวความจำก็จะเริ่มกลับมาเอง ช่วงนี้ก็ดูแลเขาหน่อยแล้วกัน”

                “ความจำเสื่อม?” พสุที่ได้ฟัง เขาก็ยกมือกุมศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง พันธกรรีบเข้าไปปลอบใจพสุทันที แต่พสุทนไม่ไหวแล้ว เขาปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง

                “นึกแล้วว่าฟื้นขึ้นมาต้องไม่เหมือนเดิม” พสุกล่าวทั้งๆ ที่ยังร้องไห้อยู่ “แม่ ผมขอโทษ ขอโทษจริงๆ ยกโทษให้ผมเถอะ ผมจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่างแล้ว”

                แม่ของพสุมองพสุด้วยสายตาไม่เข้าใจ แต่เธอก็เอามือของเธอลูบศีรษะของพสุ เมื่อพสุเห็นว่าแม่ทำแบบนั้น เขาก็เงยหน้าที่เลอะไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมา

                “แม่?”

                “เธอเป็นลูกชายฉันเหรอ?” แม่ของพสุ ผู้ความจำเสื่อมถามออกมา พสุก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว

                “ผมชื่อดิน แม่พอจำอะไรได้บ้างไหม?” พสุถาม แม่ของพสุที่มีผ้าพันแผลรอบศีรษะก็ส่ายหน้าออกมา

                “แม้แต่ชื่อตัวเองก็ยังจำไม่ได้เลย” แม่เขาบอก “แต่ฉันจำหน้าเธอได้นะ เธอเป็นลูกชายของฉันจริงๆ ใช่ไหม?”

                พันธกรได้ยินอย่างนั้น ก็เลยปลอบใจพสุว่า แม่ไม่ได้ลืมเขา ฝ่ายพสุก็พยักหน้า ก่อนจะคุยกับแม่ไปเรื่อยๆ พันธกรเห็นว่าถึงเวลาจต้องกลับไปเรียนแล้ว เขาเลยบอกลาพสุกับแม่ของพสุ และบอกอีกว่าตอนเย็นจะมาเยี่ยม

                “แล้วเธอเป็นใครกัน?” แม่ของพสุถามพันธกรออกมา พันธกรเลยหันมาตอบ

                “เป็นเพื่อนไอ้ดินครับ” พันธกรตอบออกมา “คุณแม่พักผ่อนเถอะ อย่าพยายามใช้ความคิดเยอะ ผมไปก่อนนะครับ ถึงเวลาเรียนแล้ว”

                แล้วพันธกรก็เดินออกจากห้องคนไข้รวมออกไป พสุก็เข้ามาคุยกับแม่ของตนไปเรื่อยๆ ก็พบว่าแม่ยังไม่ได้ถึงกับลืมเรื่องราวทั้งหมดเสียทีเดียว เธอยังจำได้ว่าโลกใบนี้ถูกพวกเอไอยึดครองอยู่

                “คนเมื่อกี้เป็นเด็กทหารม.ปลาย” พสุบอกเรื่องพันธกรให้แม่ของเขาฟัง “เขาทำหน้าที่ช่วยเหลืออาณาเขตมามากแล้ว เขากับเพื่อนๆ ของพวกเขา”

                “จริงเหรอ?” แม่ของพสุถามเขา “ทั้งที่เป็นเด็กแบบนั้นน่ะนะ? แต่ออกรบพร้อมกับพวกผู้ใหญ่แล้ว?”

                พสุพยักหน้า แล้วก็บอกว่าเขาเองก็เป็นพลธนูเหมือนกัน แล้วก็เล่าเรื่องต่างๆ ให้แม่ของเขาฟัง เพื่อเติมเต็มความทรงจำของแม่ สองแม่ลูกยังคงพูดคุยกันอยู่ในห้องคนไข้พักรวมอยู่เนิ่นนาน

                พันธกรเดินกลับมาที่โรงเรียน เขาคิดจะขึ้นไปบนห้องเรียนแต่ก็หยุดฝีเท้าไว้ เพราะกลัวว่าอาจจะถูกกล่าวหาว่าฆ่าบ๊อบอีก เขาเลยเปลี่ยนทางไปห้องสมุดแทน เมื่อเขาเข้ามาในห้องสมุดก็สวนกับวาสุกรีพอดี

                “อ้าว? พี่วา” พันธกรยกมือทักทาย “มายืมหนังสือเตรียมสอบหรือครับ?”

                “อ๋อ ใช่” วาสุกรีตอบพันธกร ก่อนจะขยับแว่นแล้วก็ถาม “นี่ แล้วเรื่องของน้องที่ดังไปทั่วโรงเรียน...”

                “ผมไม่สนใจหรอกครับ” พันธกรบอกตามจริง แล้วก็เห็นปัทมาที่ทำหน้าที่ยืมคืนหนังสือให้แก่พวกนักเรียน กำลังมองมาทางวาสุกรีอยู่ พันธกรได้ทีเลยแซววาสุกรีขึ้นมาเสียเลย

                “พี่ปัทเขามองพี่อยู่นะ พี่ไม่ได้คุยกับเขาเหรอ?” พันธกรแซววาสุกรีขึ้นมา ทำเอาวาสุกรีหน้าแดงออกมา แล้วเขาก็บอก

                “คุยไปแล้ว เมื่อกี้นี้เอง”

                “แล้ววันนี้จะไปบ้านพี่ปัทอีกหรือเปล่าครับ?” พันธกรกระซิบเบาๆ เพราะเขาก็รู้เหมือนกันว่าวาสุกรีก็คงอายเหมือนกัน วาสุกรีก็ส่ายหน้า

                “พี่ต้องกลับไปกินข้าวบ้านน้าภานะ” เขาพูด “ว่าแต่ฝ่ายน้องเถอะ น้องดินเป็นไงมั่ง?”

                พันธกรเลยเล่าเรื่องให้ฟังว่าแม่ของพสุฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่อยู่ในภาวะความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้เลย วาสุกรีได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยกมือกุมอกอย่างหวั่นใจ

                “แย่จัง ไม่น่าเลย” วาสุกรีพูดออกมา “แล้วหมอบอกว่ามีสิทธิ์ที่ความจำเขาจะกลับมาได้ไหม?”

                พันธกรพยักหน้า วาสุกรีเลยทำท่าโล่งอกพร้อมกับพูด “โชคดีไป หวังว่าเขาจะฟื้นตัวได้เร็วๆ นะ”

                “ผมก็หวังอย่างนั้น” พันธกรว่าออกมา แล้ววาสุกรีก็ถามว่าเขาไม่ขึ้นไปเรียนหรือ? ตอนนี้น่าจะเริ่มคาบแล้ว พันธกรที่ไม่อยากให้วาสุกรีรู้เรื่องเมื่อเช้า เขาก็เลยบอกเปลี่ยนเรื่อง

                “มายืมหนังสือน่ะครับ เดี๋ยวก็จะขึ้นไปบนห้องละ” เขาโกหกออกไป จริงๆ เขาไม่มีทางขึ้นไปหรอก วาสุกรีได้ยินดังนั้น จึงเอามือตบบ่าเขา แล้วก็เดินออกไปจากห้องสมุด พันธกรถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องสมุดด้านใน และหยิบหนังสือนิยายเล่มหนึ่งมาอ่านฆ่าเวลา

                “เฮ้อ เราคงจะมาโรงเรียนไม่ได้แล้วล่ะสิ” พันธกรบ่นขึ้นมาขณะเปิดหน้าหนังสือนิยาย แล้วก็เริ่มอ่านไปเรื่อยๆ