บ่ายวันอาทิตย์มีเรียนสวี่ตงตัดสินใจแล้ว เขาเก็บเสื้อผ้าและข้าวของของตนไว้ในห้องเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็ไปโรงเรียน
โจวเทียนฉีกับหวงซูอวี๋ยังคุยกันอยู่ในห้องรับแขกอย่างตื่นเต้นว่าจะซื้อรถอะไรดีตอนที่สวี่ตงออกไป พวกเขาก็ไม่ได้สนใจถึงอย่างไรก็ฟันธงไปแล้วว่าสวี่ตงไม่สามารถสร้างคลื่นลมอะไรได้ หาเหตุผลได้แล้วก็ฮุบมันไว้อีกอย่างตอนที่จัดการทรัพย์สินของครอบครัวสวี่ตง พวกเขาก็ฮุบไปตั้งหลายแสนมิเช่นนั้น จะมีวันนี้ได้อย่างไร
สวี่ตงยังใส่เสื้อผ้าเก่าๆ บางๆ ที่ผ่านการซักจนซีด แถมยังมีรูเล็กๆบริเวณแขนเสื้อ แต่ไม่ได้สะพายกระเป๋านักเรียน ถึงอย่างไรต่อไปก็คงไม่ได้ใช้แล้ว
หน้าประตูโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งมีทั้งอาจารย์และนักเรียนเดินเข้าออกขวักไขว่หลังจากเดินเข้ามาสวี่ตงก็เห็นว่าประตูสำนักงานกิจการโรงเรียนยังปิดอยู่จึงไปนั่งรอบนบันไดหินข้างสนามหญ้า
มีนักเรียนชายกำลังเล่นบาสเก็ตบอลบนบันไดหินถัดจากสวี่ตงไปประมาณสิบเมตรยังมีนักเรียนหญิงหลายคนนั่งดูการแข่งขันสวี่ตงรู้จักทุกคน เขารู้ด้วยว่าในกลุ่มชายหญิงพวกนี้มีบางคนแอบ ‘รัก’ กัน ความรักหนุ่มสาวในวัยมัธยมแทบจะเปิดเผยไม่ได้ปกติอาจารย์จะหลับตาข้างหนึ่ง เื่ไหนที่จัดการไม่ได้จะใส่ใจมากไปทำไม
วิทยุกำลังเล่นเพลง Let’s Swing the Oars สวี่ตงเบือนสายตาไปทางอื่นอย่างห้ามไม่ได้
อีกฝั่งของสนามมีม้านั่งไม้ตัวหนึ่ง ข้างหลังม้านั่งคือพืชไม้ดอกระย้าดอกไม้สีแดงบ้างน้ำเงินบ้างแข่งกันชูช่อแบ่งบานแต่ดอกไม้งดงามเพียงใดก็ไม่เท่าคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งหรอก!
โหมวซืออี๋
นักเรียนหญิงที่ทั้งอาจารย์และนักเรียนรู้จักกันในนามผู้หญิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์ขณะนี้กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่ง สวยน่ะก็สวย แต่โหมวซืออี๋นิสัยเ็าและเย่อหยิ่งอาจเป็เพราะผลการเรียนของเธอดีมาก หรืออาจเป็เพราะครอบครัวของเธอแม้นักเรียนที่มีความรักจะมีจำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครกล้ายุ่งกับโหมวซืออี๋
ว่ากันว่าครอบครัวของโหมวซืออี๋ร่ำรวยมากมีสมาชิกในครอบครัวเป็เ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจ ก่อนหน้านี้มี ‘ขาใหญ่’ ที่มีหน้ามีตาในสังคมคนหนึ่งมาถูกตาต้องใจโหมวซืออี๋จึงมาขวางหน้าประตูโรงเรียนเพราะอยาก ‘ทำความรู้จัก’ กับโหมวซืออี๋ โหมวซืออี๋จึงรีบหยิบโทรศัพท์มาโทรออกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีรถมาคันหนึ่ง คนบนรถหลายคนกรูกันลงมาก่อนจะหิ้วเ้าขาใหญ่ขึ้นมาแล้วตบหน้าเขา
เห็นได้ชัดว่า ‘ขาใหญ่’ ที่ปกติจะวางท่านักเลงใหญ่โตรู้จักคนที่ตบพวกเขา จึงไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยซ้ำหลังจากถูกตบหน้าจนพอแล้วยังขอโทษโหมวซืออี๋ด้วยท่าทีนอบน้อมอีกด้วยนับั้แ่นั้นก็ไม่มีใคร ‘จีบ’ โหมวซืออี๋อีกเลย
แต่วัยหนุ่มสาวเป็่เวลาแห่งการเติบโตในภาพมายาเสมอความฝันของนักเรียนหลายคนจึงมักจะเป็หลังจากโตขึ้นจะได้โชคก้อนใหญ่แต่งโหมวซืออี๋เป็ภรรยา
แม้แต่สวี่ตงที่รู้จักควบคุมตัวเองก็ยังแอบรักโหมวซืออี๋ แน่นอนเขารู้ว่าตัวเองกับเธอต่างกันราวฟ้ากับดิน เขาเพียงแอบคิดไม่เคยคิดจะเผยความรู้สึกของตนออกไป ความฝันอย่างไรก็คือความฝันในเมื่อเป็ฝันก็ต้องไม่ใช่ของจริงสิ!
สวี่ตงถอนหายใจ อาลัยโรงเรียนแห่งนี้ แต่เขาไม่มีทางเลือก!
ลาก่อน มัธยมหมายเลขหนึ่ง!
ลาก่อน วัยเยาว์!
ลาก่อน โหมวซืออี๋!
ประตูสำนักงานกิจการโรงเรียนเปิดออก สวี่ตงไม่ลังเลอีกต่อไปลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไป
ภายในห้องโถงสำนักงานอาจารย์ประจำชั้นของระดับชั้นมัธยมปลายปีที่สามทั้งหมดล้วนอยู่ที่นี่ สวี่ตงตรงไปที่โต๊ะอาจารย์เจิ้งเสวียโจวซึ่งเป็อาจารย์ประจำชั้นของเขา
เจิ้งเสวียโจวกำลังจัดอุปกรณ์การเรียนที่ระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเงยหน้ามาเห็นสวี่ตงก็เอ่ยทัก “ไปที่ห้องเรียนไปจะเข้าเรียนแล้วนะ!”
สวี่ตงนับเป็นักเรียนหัวกะทิของห้อง นิสัยอ่อนน้อมเจิ้งเสวียโจวค่อนข้างชอบเขา ปกติจะจัดให้เขาอยู่ระดับ ‘มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง’
สวี่ตงส่ายหน้า ก่อนจะเปิดปากด้วยความยากลำบาก “อาจารย์เจิ้งครับ ผมไม่เข้าเรียนแล้วผมมาเพื่อบอกอาจารย์ว่าผมจะลาออกครับ!”
“ลาออก?”
เจิ้งเสวียโจวใ มือที่ขยับเป็ระวิงพลันหยุดชะงักจ้องมองสวี่ตงครู่หนึ่งถึงชี้เก้าอี้ด้านหน้าแล้วเอ่ย “นั่งลง มีเื่อะไรบอกฉันมา!”
สวี่ตงยิ้มขื่น แบมือทั้งสองแล้วพูดว่า “อาจารย์เจิ้งครับ ผมว่าไม่ต้องพูดอะไรหรอกคนเราล้วนมีเื่ที่ไม่อยากบอกใคร ทุกครอบครัวล้วนมีเื่น่าอายสถานการณ์ของผมทำให้ผมไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้ ในเมื่อทำไม่ได้ ไม่สู้รีบไปหางานทำหาเงินดีกว่าอีกอย่างการเรียนคงไม่ใช่ทางออกเดียวหรอกใช่ไหมครับสามสิบหกอาชีพล้วนแต่มีผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น[1]!”
เจิ้งเสวียโจวฟังเข้าก็รู้ทันที สวี่ตงมุ่งมั่นมากการบอกว่าจะลาออกได้อย่างสงบนิ่งเช่นนี้ แสดงว่าตัดสินใจแล้วนอกจากนี้เขาเองก็รับรู้สถานการณ์ของสวี่ตงดีตอนอยู่มัธยมปลายปีที่หนึ่งพ่อแม่ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่จึงไปอาศัยอยู่กับครอบครัวป้าดูจากการชำระค่าหนังสือเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆก็รู้ว่าเขากำลังประสบปัญหาด้านการเงิน
และเพราะการเรียนของสวี่ตงดีมาก เจิ้งเสวียโจวจึงเดินทางไปเยี่ยมบ้านของเขาเป็กรณีพิเศษทว่าการสนทนากับหวงซูอวี๋และโจวเทียนฉีกลับทำให้แม้แต่เจิ้งเสวียโจวก็ยังพูดไม่ออก
หากสวี่ตงลาออก เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ่สุดท้ายอย่างมัธยมปลายปีที่สามนั้นสามารถยืดออกไปได้ก็จริงแต่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจะเป็ปัญหาในอนาคต การที่สวี่ตงจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งแทบจะเป็เื่ตอกตะปูไว้บนกระดาน[2]แล้วแต่ค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ไม่ใช่แค่หนึ่งพันแปดร้อยหยวนอาจารย์จนๆ อย่างเขาคิดจะช่วยก็ยังช่วยไม่ได้!
จ้องมองสวี่ตงที่สีหน้าสงบนิ่ง ถึงแม้จะลาออกจากโรงเรียนเขาก็ยังไม่พูดอะไรแย่ๆถึงลุงกับป้าให้ตนฟัง เจิ้งเสวียโจวพลันนึกสงสารอย่างไม่มีเหตุผล
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจิ้งเสวียโจวถึงเอ่ยถาม “เธอตัดสินใจดีแล้วจริงๆ เหรอไม่งั้นเธอรอจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วค่อยตัดสินใจเถอะไม่ว่ายังไงก็รอให้การสอบผ่านไปก่อนค่อยว่ากัน ไม่มีใครรู้อนาคต ไม่แน่ว่าหลังจากเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วอาจมีเื่อะไรใหม่ๆเกิดขึ้นก็ได้!”
สวี่ตงยังคงส่ายหน้า เขายิ้มขมขื่นพลางตอบ “อาจารย์เจิ้งครับ เมื่อก่อนผมก็คิดเหมือนอาจารย์แต่ความเป็จริงผมรู้ดีอยู่แล้ว สำหรับผมมันเป็ความหวังลมๆ แล้งๆ มันเป็ไปไม่ได้อีกอย่างตอนนี้ผมคิดว่ามีเส้นทางที่เหมาะกับผมให้เดินแล้ว อาจารย์เจิ้งครับผมขอบคุณอาจารย์มากนะครับ!”
เจิ้งเสวียโจวถอนใจ นักเรียนอย่างสวี่ตง เขาโน้มน้าวไปก็ไม่มีประโยชน์เขาแค่รู้สึกทั้งเสียดายทั้งสงสาร ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้กล่าวว่า “สวี่ตง ฉันรู้ว่าโน้มน้าวเธอไม่ได้ ฉันจะไม่พูดให้มากความแล้ว เอาอย่างนี้เธอจะทำอะไรก็ทำเลย มีเวลาว่างก็อย่าลืมเอาหนังสือมาทบทวนบ้างฉันจะเหลือโควต้านักเรียนไว้ให้ เธอจะไม่มาเข้าเรียนก็ได้ส่วนเื่ลาออกก็พักไว้ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกสองเดือนข้างหน้าเธอสามารถมาเข้าสอบได้ ถึงตอนนั้นฉันจะติดต่อเธออีกทีถึงเวลานั้นเธอค่อยตัดสินใจ โอเคไหม”
สวี่ตงโค้งคำนับเจิ้งเสวียโจวแล้วเขาก็ออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก เขาซาบซึ้งใจในความเมตตาของอาจารย์อย่างยิ่งยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเศร้า
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวเทียนฉีกับหวงซูอวี๋ยังวางแผนกันอย่างตื่นเต้นพอเห็นสวี่ตงเดินเข้ามา โจวเทียนฉีก็ใ “ตอนนี้แกไม่ได้มีเรียนเหรอกลับบ้านมาทำไม”
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว สวี่ตงกลับรู้สึกว่าไม่ ‘กลัว’ ลุงกับป้าเท่าเดิมแล้วเป็ครั้งแรกที่เขาดึงเก้าอี้มาตรงหน้าก่อนจะนั่งลง แล้วพูดว่า “ป้า ลุง ผมมีเื่จะคุยกับพวกคุณ!”
ท่าทีจริงจังของสวี่ตงทำให้หวงซูอวี๋กับโจวเทียนฉีประหลาดใจเพราะในสายตาพวกเขา สวี่ตงมักจะ ‘หนีบหางไว้ระหว่างขา’มาตลอด ไหนเลยจะทำท่าทาง ‘เท่าเทียม’ กับพวกเขาเช่นนี้
หวงซูอวี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก “แกมีเื่อะไร พอดีเลย พวกฉันก็มีเื่จะคุยกับแกด้วย!”
สวี่ตงไม่ได้ใ เขาแบมือสองข้างพูดอย่างไม่อนาทร “งั้นป้าพูดก่อน!”
หวงซูอวี๋ปรึกษากับโจวเทียนฉีมาแล้วว่าจะพูดอะไรจึงทำสีหน้าจริงจังก่อนจะกล่าวว่า “สวี่ตง หลังจากพ่อแม่แกตายไปมีเื่มากมายตลอดสองปีที่พวกเราไม่ได้บอกแก พ่อแกยืมเงินสดเราไปสี่แสนหยวน ก่อนหน้านี้แกไม่มีเงินเราเลยไม่ได้ว่าอะไรแต่เมื่อวานแกขายสร้อยประคำได้สามแสนแปดหมื่นหยวน เื่นี้เราจึงไม่พูดไม่ได้หนี้สี่แสนหยวน เราวางแผนว่าจะเก็บจากแกแค่สามแสนแปดหมื่นหยวน ยังไงก็เป็ญาติกันค่าใช้จ่ายที่แกมาอยู่บ้านเรา รวมถึงเงินอีกสองหมื่นหยวนที่ยังไม่จ่ายคืนเราไม่เอาแล้วกัน!”
สวี่ตงแค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะตอบเสียงเย็น “ป้า ที่ป้าพูดมาผมไม่เห็นด้วยสองปีก่อนพวกคุณซื้อบ้านหลังนี้ด้วยการขายทรัพย์สินของบ้านผมพวกคุณมีเงินสี่แสนให้พ่อยืมเหรออีกอย่างเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินของบ้านผมล้วนอยู่ในมือพวกคุณสองปีนี้ผมไม่ได้อยู่ฟรีกินฟรีสักหน่อยเงินสามแสนแปดหมื่นหยวนที่ผมขายได้เมื่อวานพวกคุณจะไม่คืนก็ได้แต่ผมไม่มีทางยอมรับว่าพ่อผมยืมเงินพวกคุณ!”
“แกไม่ยอมรับ?แกไม่ยอมรับงั้นเหรอ” หวงซูอวี๋ะโตัวลอยหน้าคอแดงก่ำด้วยความโมโห “เด็กเนรคุณ แกไม่ยอมรับก็ช่าง ฉันเลี้ยงแกมาสองปีแล้วนี่คือสิ่งที่ได้งั้นเหรอดีๆๆ วันนี้เรามาพูดกันตรงๆ อีกไม่กี่วันแกก็จะอายุสิบแปดแล้ว โตแล้วควรไปที่ไหนก็ไปซะ ขอแค่อย่ามาอยู่บ้านฉันก็พอ ฉันเลี้ยงแกมาสองปีก็พอแล้ว!”
“ป้าไม่ต้องให้ป้าไล่หรอก ผมไปอยู่แล้ว!” สวี่ตงพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง“เสื้อผ้าของใช้ผมเก็บเรียบร้อยแล้ว โรงเรียนผมก็ลาออกแล้วและตอนนี้ผมก็จะออกจากบ้านพวกคุณด้วย สามแสนแปดหมื่นนั่นไม่คืนก็ไม่คืนแต่อย่ามาดูถูกพ่อผม!”
หวงซูอวี๋พลันหอบตัวโยน โจวเทียนฉีตบโต๊ะอย่างแรง เสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนจะตะคอกใส่ว่า “ทำไมแกคิดจะพลิกฟ้าเอาคืนเหรอไง”
สวี่ตงไม่พูดมาก กลับเข้าห้องไปเอากระเป๋าสะพายขึ้นหลังก่อนจะออกมาโยนกุญแจบ้านลงบนโต๊ะชา แล้วพูดอย่างเ็า “ป้า ลุง นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมจะเรียกพวกคุณแบบนี้หวังว่าพวกคุณจะใช้ชีวิตดีๆ ผมไปละ!”
ไม่ว่าโจวเทียนฉีกับหวงซูอวี๋จะโกรธเพียงใด สวี่ตงก็ไม่หันกลับมามองอีกหลังจากแตกหักกันจริง เขากลับรู้สึกผ่อนคลาย ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่จะอาลัยบ้านที่ไม่เคยทำให้เขารู้สึกอบอุ่นไปทำไม
ณ โรงรับจำนำพี่หนิว หนิวเซี่ยงตงไม่มีธุระอะไรตัวคนกำลังดื่มชาและฟังเพลงที่เล่นจากวิทยุเล็กๆ เห็นสวี่ตงสะพายกระเป๋าเก่าๆ เดินเข้ามาก็ใก่อนจะรีบถามไถ่เขา “เสี่ยวสวี่ เธอ…เธอทำอะไรอยู่เนี่ย”
ต่อหน้าหนิวเซี่ยงตง สวี่ตงที่เข้มแข็งมาตลอดกลับตาแดงก่ำเขากัดปากแล้วพูดว่า “เถ้าแก่หนิว ได้โปรดรับผมไว้เถอะ ถ้าคุณเชื่อผมคุณอย่าถามอะไรเลย ผมยินดีช่วยงานคุณ ทำงานดีก็ให้ค่าจ้างผมสักหน่อยทำงานไม่ดีไม่ต้องให้เงินก็ได้ครับ ก่อนหน้านี้ที่จะให้ผมมาทำพาร์ตไทม์ผมอยากเปลี่ยนเป็งานประจำครับ!”
หนิวเซี่ยงตงอึ้งไปพักใหญ่ถึงได้สติ เขาเอื้อมมือไปดึงสวี่ตงก่อนจะถอดกระเป๋าสะพายให้แล้วพูดอย่างอบอุ่น “เสี่ยวสวี่ จริงๆแล้วฉันก็พอจะเดาสถานการณ์ของเธอได้บ้าง เธอไม่พูดฉันก็จะไม่ถามหากเป็ร้านของฉันยินดีต้อนรับเธอตลอดเวลา ห้องนอนข้างในยังว่างอยู่เธอจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ แต่เธอต้องเรียนหนังสือต่อนะ ถ้ามีปัญหาเื่เงินฉันจะจัดการให้ แน่นอนว่าไม่ได้ให้เงินเธอ แต่ให้ยืม!”
[1] สามสิบหกอาชีพล้วนแต่มีผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้นหมายถึง ทุกสายอาชีพล้วนมีคนเก่ง
[2] ตอกตะปูไว้บนกระดานหมายถึง แน่นอนแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้