ต้องใช้เวลาเดินเรือจากท่าเรือมาถึงเกาะประมาณห้าชั่วยามการนั่งเรือล่องไปในแม่น้ำหรือหนองบึงกับการลงเรือล่องไปในทะเลกว้างนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะทะเลนั้นมีคลื่นลมพัดมาตลอดๆ มีทั้งคลื่นทั้งลมทำให้เรือโดยสารที่นั่งมานั้นสั่นคลอนเป็นระยะๆจนตอนนี้นั้นมีคนที่พ่ายแพ้ต่อเรือนี้ไปแล้วสองคน และไม่ใช่ใคนที่ไหน
“อ๊วกกก”
“อืออออ”สองศรีพี่สองหลังจากลงเรือมาได้ไม่ถึงไหน ร่างกายพวกเขาก็เกิดอาการแปรปรวนเสียแล้วทั้งสองที่ชื่นชอบการกินมากกว่าใครๆ นั่นเอง
“เป็นเช่นไรบ้างนี่น้ำค่อยๆนะ” ลี่ถิงนั่งลงข้างๆน้องชายอย่างหมิงลู่ที่นั่งพิงกราบเรือหลังจากเอาอาหารที่กินไปก่อนหน้าออกมาจนหน้าตาซืดเซียว
“ตาลายไปหมดขอรับ”เสียงตอบพี่สาวอย่างกระท่อนกระแท่นพร้อมตาที่หลี่มองพี่สาวนิดๆ
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปต้มยาให้พวกเจ้าก่อนนะหมิงเลี่ยนฝากด้วยล่ะ” ลี่ถิงเอ่ยสั่งน้องชายอีกคน ก่อนจะรีบหาที่เหมาะๆไม่ห่างเท่าไหร่เพื่อจะตั้งเตาต้มยาจริงๆเรือลำนี้มีห้องทำอาหารแต่มันอยู่ข้างล่างของเรือนางจึงตัดสินในต้มยามันเสียที่นี่จะได้ไม่เสียเวลาวิ่งไปวิ่งมา
“แล้วเจ้าหละเป็นเช่นไร”มี่หนิงหยางเอ่ยถามผู้โชคร้ายอีกรายที่ยังเกาะราวกันตกตรงกราบเรือนางยังคงยื่นหัวออกไปนอกเรืออยู่เลย ตอนนี้หน้านางซีดไม่ต่างจากผู้เป็นน้องชายเลย
“ไม่ไหว”ชิงเถาตอบออกมาสั้นๆไปให้คนที่ถามพร้อมลูบหลังให้นางด้วยน้ำหนักที่เกินพอดีไปเสียหน่อย
“รอก่อนนะพี่สาวเจ้ากำลังต้มยาให้” มี่หนิงหยางบอกอย่างเป็นห่วงเขาไม่เคยเห็นนางเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ได้ยินว่านางเจ็บป่วยเป็นอะไรเลยแต่กลับมาแพ้ภัยกับการนั่งเรือเสียได้
“อืม”นางพยักหน้ารับรู้เบาๆ จากตอนแรกที่นางยังขืนตัวไว้เพื่อเกาะเรือให้แน่นก็หมดลงดีที่มีมี่หนิงหยางอยู่เขาจึงจับนางไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นนางคงตกลงไปชิมน้ำทะเลข้างล่างไปแล้ว
“ถ้ามียาดมก็คงดี”หลังจากที่ช่วยชิงเถาจากการตกเรือได้แล้วมี่หนิงหยางก็ให้นางนอนพิงอกตัวเองโดยมีเขานั่งพิงเรืออยู่อีกทีชิงเถานึกไปถึงยาดมที่เมื่อเกิดอาการแบบนี้เมื่อโลกก่อนเสียได้แต่ก็นั่นแหละถ้าได้สูบดมมันเสียหน่อยนางคงจะสดชื่นกว่านี้ ตอนนี้ก็คงดมกลิ่นเค็มและคาวของน้ำทะเลไปก่อน
“ดมดมอะไร มีแต่ตัวข้านี่แหละ ดมแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน”คำพูดของมี่หนิงหยางที่ตอบกลับนางมา ชิงเถาได้ยินแล้วได้แต่หลับตาฟังและบ่นเขาในใจเท่านั้นนางไม่มีแรงจะเถียงเขาด้วยปากแต่อย่างไร พลังงานนางหมดแล้ว ขอพักก่อนก็แล้วกัน
คนป่วยทั้งสองนอนนิ่งๆ อยู่เช่นเดิมแม้แต่ตอนกินยาก็ต้องให้ลี่ถิงเป็นคนป้อน ก่อนจะกลับไปนอนอยู่เช่นเดิมไม่ไหวติงบนที่นอนที่ลี่ถิงเอาออกมาจากถุงเพิ่มพื้นที่จนกระทั่งการเดินทางสิ้นสุดลงก่อนที่จะค่ำเรือเข้าฝั่งพวกเขาจึงมีแรงลุกมาเดินได้เองแล้วอาจจะเป็นยาที่กินเข้าไปหรือว่าอาการอาจจะดีขึ้นเองแล้วก็ไม่ทราบถ้าไม่ดีขึ้นสงสัยคงต้องมีการแบกหามกันลงเรือเป็นแน่
“รีบไปที่พักกันเถอะพวกเจ้าทั้งสองต้องพักต่ออีกสักหน่อย” มี่หนิงหยางเอ่ยบอก หลังจากที่ทุกคนขึ้นมายังรถม้าแล้วมันก็พาไปพักที่ไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลแต่กลับวิ่งผ่านมันไปเรื่อยๆจนทั้งสองข้างทางเริ่มปลอดผู้คนเพราะบ้านเรือนปลูกห่างกันตามพื้นที่เพาะปลูกของตัวเองมี่หนิงหยางพามายังจวนเล็กๆหลังหนึ่งที่ไม่มีคนอาศัย
“พวกเจ้าเข้าไปพักก่อนเถอะห้องของข้าอยู่ฝั่งตะวันตก ส่วนที่เหลือก็เลือกกันตามสบาย” เขาเอ่ยบอกสี่พี่น้องได้ยินก็เอ่ยรับทราบแล้วพากันเดินพยุงเดินเข้าไปที่พักทันที
“มีเรื่องอะไรว่ามา” หลังจากที่ทุกคนไปพักแล้วแม้แต่ผู้ติดตามของชิงเถาทั้งห้าก็ไปพักยังเรือนหลังเล็กใกล้ๆเช่นกัน
“คือว่า”คนของเขาที่ลงเรือไปก็หายตัวทันที เมื่อมี่หนิงหยางมาถึงที่พักแล้วเขามาถึงในเวลาไล่เลี่ยกันด้วยมีเหตุการณ์บางอย่างเกินขึ้นที่นี่ เขาจึงต้องมาบอกอยู่เป็นนายให้รับรู้
“เราจะจัดการเช่นไรดีขอรับ”หลังจากที่บอกเรื่องกับผู้เป็นนายแล้ว จึงเอ่ยถามหาการแก้ไขรับมือมัน
“ไม่ต้องหรอกเรื่องของทางการเราไม่ควรเข้าไปยุ่ง ให้พวกเขาจัดการกันไปเอง เราก็อยู่ของเราไปเพียงแต่อย่าให้กระทบถึงพรรคหล่ะ” มี่หนิงหยางสั่งคนที่ได้ยินก็ก้มหัวรับฟังก่อนจะหายตัวไปเช่นเดิมหลงเหลือผู้ติดตามเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
“แล้วแบบนี้เราก็ไม่ได้เที่ยวนะสิขอรับ”ลี่กันผู้ติดตามของเขาเอ่ยขึ้นเมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคน
“เจ้านี่นะห่วงแต่เรื่องนี้หรือ” มี่หนิงหยางดุออกไป
“ก็ไม่หรอกขอรับแต่คุณหนูชิงเถาอยากเที่ยวนี่น่า นี่มันขัดขวางการเที่ยวชัดๆ”ลี่กันรีบปฏิเสธและหาคนอื่นมาอ้าง
“ไม่ต้องอ้างผู้อื่นเลย”มี่หนิงหยางเอ็ดออกไป ก่อนจะเดินหนีอีกคนกลับห้องพักของตนลี่กันเป็นเด็กชายที่ต่างกับคนอื่นที่ได้รับการฝึกฝนลี่กันมีนิสัยไม่เหมือนพวกองครักษ์หรือสายสืบควรจะเป็นดังนั้นแล้วเขาเลยต้องทำงานเบื้องหน้าติดตามผู้เป็นนายอยู่แบบนี้นั่นเอง
บนเกาะที่ชิงเถามาถึงนั้นมีชื่อว่าเสี่ยวทู่ตี้หรือแปลว่าแผ่นดินขนาดเล็กนั่นเองเกาะแห่งนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองแคว้นถึงจะไม่พอดิบพอดีแต่ก็ยึดว่าเป็นเกาะที่ต้องปกครองร่วมกันของทั้งสองแคว้นเดิมทีก่อนที่จะมีทหารเข้ามาปกครอง ที่นี่ก็มีคนอาศักอยู่ก่อนแล้วบนเกาะแห่งนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณสี่ร้อยคนบวกกับทหารของแต่ละแคว้นหนึ่งร้อยคนก็มีอยู่ประมาณหกร้อยเกาะแห่งนี้จึงมีคนอาศัยอยู่ไม่มากเท่าไหร่แต่นั่นยังไม่นับรวมนักเดินทางที่แวะพักในแต่ละวันอีกเป็นร้อยแต่นั่นพื้นที่ของเกาะแห่งนี้ก็ยังเพียงพอให้ผู้คนได้อยู่อาศัยจนแม้แต่มี่หนิงหยางยังหาซื้อที่ดินที่เกาะแห่งนี้ไว้ได้เช่นกันการปกครองของเกาะเสี่ยวทู่ตี้แห่งนี้มีผู้เป็นใหญ่ที่สุดอยู่สองคนคือนายกองคุมทหารนั่นเองพวกเขาอยู่กันแบบเป็นมิตรเป็นบางวันส่วนอีกวันก็อยากเป็นศัตรูจนชาวบ้านต้องยำเกรงพวกเขาอยู่ไม่น้อยแต่นั่นก็ไม่มีใครคิดย้ายไปไหนส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาวที่ขึ้นฝั่งไปหางานทำส่วนที่เหลือก็ทำงานที่เกาะไป
“เชิญคุณชายมี่รับอาหารเช้าเจ้าค่ะ”ลี่ถิงเอ่ยเชิญมี่หนิงหยางร่วมโต๊ะกินข้าวให้เช้าวันต่อมา เมื่ออาการของชิงเถาและหมิงลู่ดีขึ้นแผนการเที่ยวจึงยังคงเป็นวันนี้เช่นเดิม
“อืม”มี่หนิงหยางตอบรับแล้วนั่งลงร่วมโต๊ะกับคนอื่นๆทันทีพวกเขาไม่ได้คิดว่ามี่หนิงหยางมียศศักดิ์เช่นไรยังคงพูดคุยเล่นกับเขาเช่นเดิม
“วันนี้จะพาพวกเราไปเที่ยวไหนรึเจ้าคะ”ชิงเถาเอ่ยถาม นางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากผ่านความยากลำบากที่สุดในชีวิตมาได้
“ข้าจะพาไปแถวๆชายหาดก็แล้วกันมีชาวบ้านหลายคนหาไข่มุกเป็นหลักด้วยข้าจะพาพวกเจ้าไปดู” มี่หนิงหยางเอ่ยบอกเขาเห็นว่าชิงเถาชอบใส่ต่างหูไข่มุกจึงคิดว่านางชื่นชอบจึงนึกได้ว่าที่นี่มีคนมีอาชีพหาไข่มุกอยู่ด้วยจึงได้เสนอพาไปดู
“ดีเลยเจ้าค่ะต้องได้ราคาดีแน่ๆ” ชิงเถาเห็นด้วย
“ข้าก็จะซื้อไปฝากท่านแม่ด้วยขอรับ”หมิงลู่เอ่ยบอก
“ข้าก็ด้วย”หมิงเลี่ยนก็เช่นกัน
“ได้เช่นนั้นก็เอาตามนี้” มี่หนิงหยางเอ่ยอย่างพอใจ
การพาเที่ยวโดยมีมี่หนิงหยางเป็นคนนำเป็นไปไดด้วยดีจนกระทั่งช่วงเย็น ทุกคนได้เข้ามาเดินเล่นในตลาด เมื่อวานพวกเขาได้ใช้เส้นทางรอบเกาะเพื่อไปยังที่พักของมี่หนิงหยางจึงยังไม่เห็นตลาดของที่นี่ตอนนี้จึงได้แวะชมกัน
“ระวัง”อยู่ๆมี่หนิงหยางก็ร้องเตือนทุกคนที่กำลังมองดูของที่สนใจอยู่
‘กรี๊ดดดด’
‘อ๊ายยยย’
‘ปลึกกก’ เสียงร้องเอ่ยเตือนจากปากของมี่หนิงหยางหลังจากนั้นคนอีกหลายคนก็มองตามที่เขาพูด คนในตลาดหลายคนพากันร้องเสียงดังเพราะว่าอยู่ๆ กลางตลาดก็มีการต่อสู้กันอย่างเมื่อครู่นี้ที่มี่หนิงหยางเอ่ยเตือนก็คือหินก้อนหนึ่งขนาดพอๆกับกำปั้นเด็กซึ่งตอนนี้มันหยุดอยู่นิ่งๆในมือของมี่หนิงหยางแล้วเกือบไปแล้ว เกือบมันถูกหัวหมิงลู่เข้าแล้ว ดีที่เขาช่วยได้ทัน
“หมิงลู่ไม่เป็นไรนะ” ลี่ถิงรีบเข้ามากอดน้องชายพร้อมลูบหัวไปด้วยเบาๆเพื่อปลอบน้องชายที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ขอรับข้าไม่เป็นอะไร” ตอบพี่สาว แต่ว่าน้ำเสียงยังคงสั่นๆอยู่เมื่อครู่เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากๆ เขารู้ตัวเองดีว่าคงหลบไม่ทันแน่
“แล้วท่านล่ะเจ้าคะมือเป็นเช่นไรบ้าง” ชิงเถาถาม นางช่วยรับก้อนหินเจ้าปัญหามาจากมือเขาชิงเถาจ้องดูมืออีกคน แต่ว่านั่นก็ไม่เจออะไรแปลกไปจากเดิมเลย แม้แต่รอยแดงก็ไม่มี
“อ่ะเจ็บๆ มือข้าจะหักหรือเปล่าเนี่ย” มีหนิงหยางใช้อีกซ้ายที่ไม่ได้ขว้าหินเมื่อครู่ค่อยๆประคองมือขวาที่ตนบอกว่าเจ็บนักหนา
“เจ็บมากไหม”ชิงเถาถาม
“อืมดูสิไม่ใช่กระดูกข้าหักแล้วหรือ” มี่หนิงหยางบอกชิงเถาด้วยเสียงโอ้ดโอยพร้อมมสีหน้าเจ็บปวด
“ชิงเถารีบพาคุณชายไปทำแผลเถอะ”ลี่ถิงบอกน้องสาว นางไม่ได้เห็นหน้าตาคนที่แสดงเป็นคนปวดเหมือนชิงเถานางไม่รู้หรอกว่าเขาแสดงสมบทบาทหรือเปล่า
“ไม่ต้องหาหมอหรอกเจ้าค่ะข้ารักษาได้” ชิงเถาเอ่ยบอก พร้อมมือที่คว้าไปยังมือของอีกคนแล้วบิดไปมาแรงๆเขาคิดว่านางไม่รู้หรืออย่างไรว่าเขาแสดงละครหลอกนางอยู่ ถ้านางไม่ถามเขาก็ไม่เจ็บหรอก
“อ่ะโอ้ยยย โอ้ยๆ” และตอนนี้มี่หนิงหยางก็ต้องเจ็บจริงๆไม่ต้องใช้ทักษะในการแสดงแต่อย่างไร
“ชิงเถา”ลี่ถิงดุน้องสาวเสียงดังที่นางทำอะไรโดยใช้อารมณ์
“ไม่ๆไม่เป็นไร ข้าหายแล้วๆ” มี่หนิงหยางรีบบอกชิงเถาทันทีเมื่อนางจะรักษาเขาอีกครั้ง
“คุณหนูขอรับดูเหมือนว่าทางนั้นจะมีการต่อสู้กันของทหารจากทั้งสองแคว้น” เอ้อฉงบอกชิงเถานางหันไปมองตามก็เห็นว่าเป็นดังว่าจริงๆ ไหนว่าทั้งสองแคว้นอยู่กันอย่างสงบทำไมจึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กันเช่นนี้สู้กันกลางตลาดแบบนี้นางกลัวว่าชาวบ้านตาดำๆจะถูกลูกหลงไปด้วยนี่สิ