ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบสิบล้านปี

           หวงหนิวเขี่ยพื้น บอกว่ามันไม่อยากไปแล้วท่าทีดื้อดึงอย่างยิ่ง

            วัวยักษ์สีดำอยากจะถีบมันสักเปรี้ยง เวลาอย่างนี้ยังมาโยกโย้มันนิ่งคิดเหล่มอง รู้สึกว่าหวงหนิวแปลกๆ ทำไมถึงไม่อยากจากไป?

            “ฉู่เฟิงช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าต้องการทดแทนบุญคุณเขา ก่อนจากไปข้าคิดจะถ่ายทอดความสามารถทั้งหมดให้แก่เขา!”หวงหนิวตอแหลตาใส

            มันคิดจะดึงเวลา หากไม่เห็นว่าเมล็ดพันธุ์แตกหน่องอกงามมันยากที่จะยินยอมพร้อมใจ!

            “ไม่ต้อง นายไม่มีอะไรต้องสอนอีกแล้ว รีบไปเถอะ!”ฉู่เฟิงทะลุกลางปล้อง

            หวงหนิวน้ำตานองหน้า ให้ตายก็ไม่ไป ท่าทางเจ็บปวดใจเสียเต็มประดา แต่จริงๆแล้วเพราะมันโมโหฉู่เฟิงต่างหาก!

            ทว่าต่อหน้าวัวยักษ์สีดำ ก็ต้องฝืนเล่นละครตบตา ดึงฉู่เฟิงเข้ามา พลางปาดน้ำตาต้อยๆท่าทางตัดใจไม่ลง

            “พิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ เหลือจะรับจริงๆ!”วัวยักษ์สีดำหมุนตัวเดินจากไป

            พอมันหายตัวไปปุ๊บ หวงหนิวก็พุ่งเข้าตะลุมบอนกับฉู่เฟิงปั๊บ“น้ำตาแห่งความอาลัยอาวรณ์” ยังไม่ทันจะแห้ง ก็ตบตีกันเสียแล้ว

            ฉู่เฟิงเผ่นหนีทันควัน ชายชาติอาชาไนยเมื่อเสียเปรียบพึงหลีกเลี่ยงหวงหนิวที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งแข็งแกร่งร้ายกาจสุดประมาณจนเขาเองก็ไม่อาจเทียบได้

            ที่จริงแล้ว หวงหนิวอยากจะหนีบเอาถังไม้ไปด้วยระหว่างทางจะได้เฝ้าดูว่ามันงอกหรือยัง แต่มันก็กลัวว่าถ้าวัวยักษ์สีดำมารู้เรื่องเข้าจะมาฉกของมันไปทีหลัง

            แต่จะว่าไป มันก็ยังคงเชื่อถือฉู่เฟิงมากกว่าประเด็นก็คือฉู่เฟิงสู้มันไม่ได้

            ส่วนการเดินทางไปเขาคุนหลุน ตอนนี้ฉู่เฟิงยังไม่คิดถึงเรื่องนั้นทางบิดามารดาของเขาร้อนใจอย่างยิ่ง วันๆ โทรหาเขาหลายครั้งหลายคราซักไซ้ว่าตอนนี้เขาเดินทางถึงไหนแล้ว

            ก่อนนี้ เขาเคยบอกว่า ห่างจากเมืองซุ่นเทียนไม่มากเท่าไรหากตอนนี้ยังไม่กลับไปล่ะก็ เกรงว่าผู้สูงวัยทั้งสองจะเป็นกังวลจนล้มป่วย

            ฉู่เฟิงไปพบจ้าวซานเหยียที่ร้านทำอาวุธ การเดินทางในเขาไท่หังซานหากไร้ซึ่งคันศรฟ้าคำราม เขาคงสิ้นชีพเป็นแม่นมั่น

            “ซานเหยียฮะ ตอนนี้ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง?”ฉู่เฟิงไถ่ถาม เขาเคยปอกเมล็ดสนให้จ้าวซานเหยียกินหนึ่งเมล็ดแต่ไม่กล้าให้มากไปกว่านี้ ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน

            “กระชุ่มกระชวยดีมากเลย รู้สึกแรงดีไม่มีตกอย่างกับหนุ่มขึ้นอีกยี่สิบปีแน่ะ ไม่สิรู้สึกแข็งแรงกว่าตัวฉันเองตอนหนุ่มๆเสียอีก!” จ้าวซานเหยียตื่นเต้นอย่างมาก

            เขาปิดประตูใหญ่แต่แรกแล้ว กลัวคนผ่านไปผ่านมาจะได้ยินเข้าตอนนี้หยุดขายของชั่วคราว

            ผมสีดอกเลาตัดสั้นของจ้าวซานเหยียมีไม่น้อยที่เปลี่ยนเป็นสีดำร่างกายแข็งแรงขึ้นอักโข พละกำลังมากมายกว่าสมัยยังหนุ่มยังแน่นหลายเท่าตัว

            “งั้นกินเพิ่มอีกสักหน่อยเมล็ดแล้วกัน!”

            ฉู่เฟิงพึมพำ ปอกเมล็ดสนให้อีกสี่เมล็ดเมล็ดสนสีม่วงระยิบระยับส่งกลิ่นหอมหวน ใสบริสุทธิ์ดุจอัญมณีก็ไม่ปาน

            จ้าวซานเหยียอ้าปากคิดจะพูดบางอย่าง ทว่าถูกฉู่เฟิงห้ามไว้บอกเขาว่าอย่าส่งเสียงดัง รีบกินเสีย

            ฉู่เฟิงกับหวงหนิวประเมินดูแล้วว่า ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปกินเข้าไปห้าเมล็ดก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

            ก็อย่างหวงหนิวเองที่แกร่งถึงเพียงนี้ พอกินเมล็ดที่สิบเข้าไปก็ออกฤทธิ์น้อยลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอีก

            สำหรับคนธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

            แน่นอน วันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับจ้าวซานเหยียพละกำลังเพิ่มพูนมากมาย ร่างกายมีเกล็ดสีม่วงงอกออกมาชั้นหนึ่ง ฟันแทงไม่เข้าเกล็ดที่ปกคลุมสามารถบังคับให้ปรากฏขึ้นได้ตามใจชอบ

            พอโจวเฉวียนรู้เรื่องเข้า ก็น้ำตานองหน้า ทำไมมนุษย์พิเศษคนอื่นๆถึงสามารถบังคับความผิดปรกติภายนอกได้แต่เขากลับไม่สามารถบังคับเขาวัวของเขาได้เล่าต้องจำใจปล่อยให้มันโชว์หราอยู่อย่างนั้น

            หวงหนิวบอกว่า พลังนี้ “อยู่ตัว” แล้วแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มอีก!

            “อยู่ตัวบ้านแกอ่ะดิ ฉันอยากแปลงร่างได้ดั่งใจอ่ะ!”โจวเฉวียนคร่ำครวญ

            ฉู่เฟิงใจกว้างอย่างยิ่ง ส่งเมล็ดสนให้โจวเฉวียนอีกหลายเมล็ดเพราะรู้สึกว่าครั้งก่อนเขากินไปเพียงสองเมล็ด น่าจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

            โจวเฉวียนทั้งดีใจทั้งกลัว แต่สุดท้ายก็กิน

            แน่นอนว่าเขายังเปลี่ยนแปลงได้อีก

            แต่แล้ว วันต่อมาเขาก็น้ำตาพรั่งพรู วิ่งมาหาฉู่เฟิงกับหวงหนิว

            “คนหลอกลวง ฉันไม่อยากอยู่แล้ว...ทำไมฉันถึงเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนคนอื่นเขาวะ!”โจวเฉวียนน้ำตานองหน้า เพราะว่ามีเขาที่สี่งอกออกมา!

            เขานี้งอกออกมาด้านหลังศีรษะของเขา พุ่งออกไปด้านหลัง เป็นแบบเดียวกับเขากลางกระหม่อมคือเป็นเขาที่พุ่งตรงเด่!

            ฉู่เฟิงเองก็ตะลึงความสามารถที่โจวเฉวียนได้รับจากการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกับของจ้าวซานเหยียแต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

            โจวเฉวียนมีเขางอกออกมาแล้ว สามารถพ่นไฟได้ส่วนเกล็ดสีม่วงที่งอกออกมาของจ้าวซานเหยีย ให้พละกำลังมหาศาล

            “ทิศทางการเปลี่ยนแปลง มาจากองค์ประกอบลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตัวของแต่ละคน”หวงหนิวเขี่ยตัวหนังสือบอก

            “นายจะบอกอะไรหา หาว่าบรรพบุรุษของฉันแปลงร่างมาจากวัวงั้นเรอะ?!” โจวเฉวียนยังฮึดฮัดไม่จบสิ้น

            หวงหนิวผงกหัวอย่างจริงจัง มันบอกว่ามีความเป็นไปได้สูง

            “แกตายยยย!” โจวเฉวียนโมโหรู้สึกว่าถูกหวงหนิวลบหลู่แต่พอพุ่งเข้าใส่กลับถูกกีบข้างหนึ่งของวัวยักษ์สีดำเหยียบไว้แทบพื้นไม่สามารถขยับไปไหนได้

            “หนิวหมัวหวัง!” โจวเฉวียนตกใจกลัวจนหัวหดวัวยักษ์สีดำตัวนั้นจู่ๆ ก็ลับๆ ล่อๆ โผล่ออกมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง

            ที่จริงแล้ว สองวันนี้ วัวยักษ์สีดำคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของหวงหนิวรู้สึกว่ามันทำตัวแปลกๆ เหตุใดจึงเอาแต่รั้งรอไม่จากไปทว่าจะอย่างไรก็ไม่พบความผิดปรกติ

            หวงหนิวลื่นเป็นปลาไหล มันรู้ว่าวัวแก่ลวงโลกตัวนี้ไม่ได้หลอกได้ง่ายๆสองวันมานี้มันสู้อดกลั้น ไม่ไปวนเวียนอยู่ใกล้ถังไม้

            แน่นอน สุดท้ายแล้วเมล็ดพันธุ์งอกหรือไม่ มันย่อมรู้ดี

            “ไม่เลวนี่ เป็นลูกหลานที่ใช้ได้!”วัวยักษ์สีดำปล่อยโจวเฉวียน กวาดสายตาประเมินขึ้นๆ ลงๆ ถูกใจอย่างไม่มีอะไรเทียบ

            “สายเลือดสี่เขา เยี่ยม ต่อไปเจ้าจงมาติดตามฉันเสีย ฉันจะสั่งสอนเจ้าเอง”วัวยักษ์สีดำมองโจวเฉวียนด้วยสายตาอีกแบบ พออกพอใจอย่างยิ่ง

            โจวเฉวียนตกใจจนขนลุก อยู่กับหวงหนิวเขาไม่รู้สึกอะไร อย่างไรมันก็เป็นแค่ลูกวัวให้เกเรอย่างไรก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา

            แต่กับวัวแก่ตัวนี้มันไม่เหมือนกันมีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามันอยู่มานานแค่ไหนโจวเฉวียนรู้ที่มาที่ไปของมันจากฉู่เฟิงอยู่ก่อนแล้วมันเป็นสัตว์ประหลาดจากเทือกเขาคุนหลุน ที่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่ครั้งที่โลกยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

            อันที่จริง ฉู่เฟิงสงสัยอย่างมากว่าวัวยักษ์สีดำตัวนี้เป็นหนึ่งใน“สัตว์อสูร” แห่งเขาคุนหลุนในตำนานที่ชนชาวทิเบตกล่าวขานกันหรือไม่

            ในเขตแดนทิเบตมีนิทานเล่าขานในเทือกเขาคุนหลุนมีพวกสัตว์มงคลที่ยังคงหลับใหล หากก็มีพวกสัตว์อสูรอยู่ด้วยเช่นกัน!

            วัวยักษ์สีดำเป็นสัตว์มงคลอย่างนั้นหรือ?ฉู่เฟิงไม่คิดเช่นนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!

            หากจะแยกแยะกันจริงๆ ก็น่าจะเข้าข่ายสัตว์อสูรอย่างแน่นอนเขาฟันธงเป็นมั่นเป็นเหมาะไม่มีลังเล แต่แน่นอนจะให้วัวยักษ์สีดำล่วงรู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดว่าเขาประเมินมันเช่นนี้

            “ไม่เลวเลย ต่อไปนี้เจ้ามีฉายาว่าเซิ่งอิงก็แล้วกัน”วัวยักษ์สีดำถูกชะตาโจวเฉวียนอย่างมาก ถึงกับตั้งฉายาให้เขา

            “หมายความว่าไงอ่ะ?” โจวเฉวียนสะดุ้งโหยง ตกใจจนขนลุกซู่ไปทั้งตัวเซิ่งอิงคือใคร ใช่เด็กแดงในเรื่องไซอิ๋วหรือเปล่า? ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมใช้ชื่อนี้เหมือนกับจะไม่ได้ตายดี

            “เจ้าไม่เห็นด้วยหรือ?” วัวยักษ์สีดำถลึงตา

            “ผม...” โจวเฉวียนอ้าปากพะงาบๆ จะคัดค้านก็ไม่กล้าเขาหวาดกลัววัวยักษ์สีดำตัวนี้อย่างมาก นั่นมันตัวที่กล้าท้าทายงูขาวเชียวนะสุดท้ายเขาก็ยอมแพ้

            “เจ้ามีพี่ชายคนหนึ่งอยู่ที่เมืองทางภาคตะวันตกใช่ไหม ตามข้ามาครอบครัวของเจ้าจะได้พบเจอกันเสียที บนทางไปยังเขาหั่วเยี่ยนซานข้าต้องผ่านทางนั้นพอดี” วัวยักษ์สีดำเอ่ย

           นี่มันมุขบีบบังคับฉบับคลาสสิคตอนแรกขู่ให้โจวเฉวียนกลัวก่อน จากนั้นก็หลอกล่อให้ตายใจ

            บิดามารดาของโจวเฉวียนคิดถึงลูกชายคนโตมาโดยตลอด ตอนนี้โอกาสมาแล้ววัวยักษ์สีดำจะพาครอบครัวของเขาไปยังเมืองทางเขตตะวันตกนั่น

            วัวตัวนี้จริงแท้แล้วแกร่งเพียงใด ก็ประเมินลำบากแต่อย่างน้อยก็เป็นจ้าวแห่งสัตว์ป่า สามารถทะยานไปได้ทั่วแผ่นดินพาครอบครัวของเขาเดินทางไปด้วยได้อย่างปลอดภัย

            “ได้ ผมไปด้วย!” โจวเฉวียนตัดสินใจ

            “ต้องอย่างนี้สิ” วัวยักษ์สีดำยื่นกีบออกมาตบไหล่เขาแยกเขี้ยวฉีกยิ้มกว้างขวาง

            “แต่ผมไม่ใช้ชื่อเซิ่งอิงได้ไหมอ่ะ?” โจวเฉวียนเอ่ย

            “ไม่ได้!” วัวยักษ์สีดำถลึงตา เอ่ยว่า“รู้ไหมอะไรสำคัญที่สุดในใต้หล้านี้? โชคไงล่ะ! เรื่องนี้เกี่ยวพันว่าภายหลังข้าจะสามารถกลายเป็นเทพได้หรือไม่จากนี้ไปเจ้าคือเซิ่งอิง ความหมายก็คือทายาทหรือศิษย์แห่งเทพอย่างไรเล่า”

            โจวเฉวียน: “a#¥t$#……”

            ในใจเขาก่นด่า แต่ปากก็ไม่กล้าส่งเสียงแต่อย่างใด

            ฉู่เฟิงสบตากับหวงหนิวแน่ใจแล้วว่าวัวยักษ์สีดำจอมลวงโลกนี่จับตาดูพวกเขาอยู่ ไม่อย่างนั้นจะรู้เรื่องครอบครัวของโจวเฉวียนได้ไง หนึ่งคนหนึ่งวัวต่างเพิ่มความระมัดระวัง

            “จะล่ามังกรแล้ว ภาคตะวันตกเริ่มเคลื่อนทัพ และจะใช้อาวุธต้องห้ามด้วย!”

            “เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ ด้วย!”

            ...

            ยามดึก ข่าวช็อกโลกแพร่กระจายไปทุกแห่งหนทั่วโลก

            ช่วงสองวันนี้ ฝั่งตะวันตกมีประกาศเป็นเขตควบคุมทางทหาร มีการใช้อาวุธหนักแต่ว่าก็ยังไม่อาจกำจัดจ้าวมังกรดำลงได้

            มันไม่อาจมุดไปซ่อนในแม่น้ำที่ลึกเป็นร้อยโยชน์พันโยชน์หากมันก็ยังสามารถซุ่มซ่อนได้

            ก็ไม่ต่างกับเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศ อย่างกรณีเขาไท่หังซานที่เหล่าภูเขาบรรพกาลปรากฏขึ้นอย่างพิสดาร ซีกโลกฝั่งตะวันตกก็เช่นกัน

            ในกลุ่มภูเขาสำคัญของทางฟากตะวันตกก็มีเทือกเขากว้างใหญ่ไพศาลไม่น้อยที่เป็นที่รู้จักภูเขาแห่งเทพในตำนานเล่าขานปรัมปรา ปรากฏต่อสายตาจนได้

            จ้าวมังกรดำบุกไปยังภูเขาลึกลับทางตอนเหนือของยุโรป ที่นั่นเมฆหมอกปกคลุมเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาอันเนิ่นนาน แม้แต่ดาวเทียมยังไม่สามารถตรวจสอบไม่สามารถจับตำแหน่งมันได้

            กองทัพฝั่งตะวันตกย่อมไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจรถถังทุกรูปแบบและกองกำลังจรวดนำวิถี เตรียมเข้าโจมตีเปิดฉากล่ามังกร!

            บัดนี้เหล่ามนุษย์พิเศษทางซีกโลกตะวันตกต่างก็โห่ร้องดูซิว่าผู้ใดที่มีความแกร่งกล้าสามารถพิฆาตสัตว์ร้าย เป็นนักฆ่ามังกรเป็นอัศวินในตำนานแห่งยุคปัจจุบัน

            แต่หลังจากรถถังเข้าโจมตี ก็พบกับความเสียหายรุนแรง พ่ายแพ้อย่างยับเยิน

            เครื่องบินรบพุ่งเข้าใส่ แต่กลับถูกสอยร่วงทันที!

            “สัตว์ประหลาด นี่มันสัตว์ประหลาดแท้ๆ!

            กองทัพมนุษย์พิเศษถอยหนี แตกพ่ายไม่เป็นท่า

            ท่ามกลางหมอกลึกลับที่ปกคลุมเทือกเขานั้น เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดมากมายสารพัดสัตว์ร้ายและนกล่าเหยื่อ พวกมันจู่โจมพวกมนุษย์อย่างบ้าคลั่งภายใต้คำสั่งของจ้าวมังกรดำ

            ถึงแม้จะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าภายในเทือกเขาเร้นลับนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายสารพัดชนิดทว่าคนของทางกองทัพไม่นึกมาก่อนว่าจะสู้ไม่ได้

            สภาพความเป็นจริงมันโหดร้ายอย่างยิ่ง แมลงพิษเกลื่อนพื้นดินนกร้ายบินว่อนเต็มฟ้า สัตว์ประหลาดกลาดเกลื่อนทุกแห่งหนพอพุ่งทะยานเข้าไปก็เหมือนกับเข้าไปยังโลกที่ไม่คุ้นเคยพวกเขาประสบความเสียหายอย่างหนัก

            ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ สัตว์ประหลาดพวกนั้นฟังคำสั่งจากจ้าวมังกรดำ!

            “ถอยออกมาจากบริเวณต่อสู้ให้ไกล ใช้ปีนใหญ่ที่ทรงอานุภาพที่สุดถล่มที่ตรงนั้นให้ราบ!”ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพฝั่งตะวันตกออกคำสั่ง

            เสียงปืนใหญ่ดังสนั่น พวกเขาตัดสินใจใช้อาวุธสังหารร้ายแรงถล่มเทือกเขาใหญ่ให้สิ้นซาก!

            พวกเขาทุ่มสุดตัว ต่อให้สิ้นเปลืองแค่ไหนก็ต้องกวาดล้างตรงนั้นให้ราบคาบพวกเขาไม่เชื่อว่าจะสังหารจ้าวมังกรดำไม่ได้

            “จะสัตว์ประหลาด หรือสัตว์ร้ายมาจากไหน จงไปลงนรกซะ!”

            ...

            ซีกโลกตะวันตกเดือดพล่าน

            ฉู่เฟิงกำลังดูรายงานข่าวเหล่านี้ เขาเองก็รู้สึกว่าจ้าวมังกรดำนั้นยากที่จะหนีรอดไปได้

            หวงหนิวส่ายหัวไม่เห็นด้วย

            วัวยักษ์สีดำตามมาสมทบ ตอนนี้มันก็มีเครื่องมือสื่อสารด้วยเหมือนกันเป็นเครื่องที่บีบบังคับให้ฉู่เฟิงซื้อให้ ก็ตั้งแต่เห็นหวงหนิวเขี่ยเล่นทั้งวันมันเองก็ชักจะติดเชื้อ อยากอัปเดตเรียลไทม์กับเขาเหมือนกัน!

            วัวสองตัวครอบครองเครื่องมือสื่อสารตัวละเครื่องบอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องดี

            “เพ้อเจ้อ คิดว่าของพวกนี้จะฆ่าจ้าวมังกรดำได้อย่างนั้นหรือ ฝันไปเหอะ”วัวยักษ์สีดำยิ้มเยาะ

            “ทำไมล่ะ?” ฉู่เฟิงถาม

            “เจ้าคิดว่าอาวุธต้องห้ามของพวกเขาสามารถถล่มที่นั่นได้อย่างนั้นหรือ? มั่นใจเกินไปแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังขุนเขานั่นเชื่อมต่อกับสถานที่เช่นไรกว้างใหญ่ไพศาลเพียงไหน?” พอวัวยักษ์สีดำดูข่าวจบก็ทำสีหน้าดูแคลน

            “เชื่อมไปที่ไหนหรือ?”

            “มิติคู่ขนาน ไร้ขอบเขต” วัวยักษ์สีดำเอ่ย

            หมายความว่าอย่างไร ก็แค่เทือกเขาไม่ใช่เหรอแล้วก็มีภูเขาดึกดำบรรพ์น้อยใหญ่ร่วมสิบร่วมร้อยลูกโผล่ขึ้นมาเท่านั้นนี่แล้วจะไม่มีขอบเขตได้อย่างไร ฉู่เฟิงไม่เข้าใจ

            “อย่างนั้นก็ยกเขาไท่หังซานเป็นตัวอย่าง เจ้ารู้สึกว่ามีเพียงภูเขาดึกดำบรรพ์นับร้อยนับพันลูกผุดขึ้นมาใช่หรือไม่?เจ้าเคยเข้าไปพร้อมกับหวงหนิว แต่เคยไปจนถึงจุดสิ้นสุดหรือไม่?”วัวยักษ์สีดำถาม

            “ไม่เคย” ฉู่เฟิงส่ายศีรษะ

            “ให้มันเฉลยให้เจ้าฟังก็แล้วกัน” วัวยักษ์สีดำชี้ไปที่หวงหนิว

            หวงหนิวไม่เต็มใจ แต่ก็ยังเขี่ยตัวหนังสือบอก

            ทุกแห่งบนโลกนี้ เบื้องหลังภูเขาดึกดำบรรพ์ที่ผุดโผล่ขึ้นมาทุกลูกนั้นเชื่อมต่อกับสถานที่ลึกลับ หรือไม่ก็เป็นดินแดนไร้ขอบเขตหรือไม่ก็เป็นท้องน้ำกว้างใหญ่ไพศาลที่ไม่อาจไปถึงยังจุดสิ้นสุดได้ภายในเวลาอันสั้น

            “เป็นไปไม่ได้?!” ฉู่เฟิงสะท้าน

            “แล้วรู้ไหมว่างูขาวตัวนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนมันก็เข้าไปในภูเขาดึกดำบรรพ์แล้วเหมือนกัน ทั้งยังเป็นผู้นำดินแดนอีกด้วยโลกภายนอกน่ะ ตอนนี้จะอย่างไรก็ไม่สามารถกักตัวมันได้อีกแล้ว” วัวยักษ์สีดำเอ่ย

            ระยะนี้มันระแวงอยู่ตลอดเวลา หวั่นๆ ว่างูขาวจะย้อนมาเล่นงานมัน

            แต่แล้ววัวยักษ์สีดำก็เห็นว่า งูขาวเข้าไปในภูเขาดึกดำบรรพ์แล้ว

            “นี่มัน...” ฉู่เฟิงอึ้งไป

            โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง เกินกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีกมันไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ!

            “ที่จริงแล้ว โลกใบนี้น่ะแรกเริ่มเดิมทีก็กว้างใหญ่ไพศาลทว่าเมื่อข้ามผ่านกระแสแห่งกาลเวลาอันยาวนานพวกเจ้าเหล่ามนุษย์หาได้ค้นพบไม่ก็เท่านั้นเอง” วัวยักษ์สีดำตอบ

            “จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่?”ฉู่เฟิงขอคำชี้แนะอย่างจริงจังจริงใจ

            วัวยักษ์สีดำหยิบกระดาษขาวจากบนโต๊ะหนังสือของเขามาพับซ้ำไปซ้ำมายิ่งพับก็ยิ่งเล็กลง สุดท้ายถึงกับออกแรงบีบจนกลายเป็นก้อนกระดาษเล็กๆ ก้อนหนึ่ง

            “เห็นไหม โลกดั้งเดิมก็ทับซ้อนกันอย่างนี้แหละจากนั้นก็บีบอัดเข้าจนเล็กนิดเดียว นี่คือโลกที่เจ้าเห็นในยามปรกติ” วัวยักษ์สีดำเล่าไปเรื่อยๆอย่างผ่อนคลาย

            “ตอนนี้ พอออกแรงดึงออกมา ก้อนกระดาษก็คลี่คลายโลกที่ถูกพับเก็บซ่อนไว้ก็ปรากฏออกมา” มันเอ่ย พลางดึงกระดาษกางออก

            “แต่ว่า นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างคร่าวๆ เท่านั้นยังไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด ยังมีปัญหาใหญ่อีก” วัวยักษ์สีดำโยนก้อนกระดาษทิ้ง

            จากนั้น มันชี้ไปยังท้องฟ้า เอ่ยว่า“ด้วยมุมมองของมนุษย์เมื่อมองจากที่สูง โลกใบนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใดต่างจากเมื่อก่อนนี้ไม่มากนัก”

            “ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไปเยอะหรอกหรือ?” ฉู่เฟิงไม่เข้าใจ

            “เจ้ารู้สึกว่าเปลี่ยนไปมาก เป็นเพราะเอามิติคู่ขนานเข้ามารวมด้วย ที่จริงแต่ไหนแต่ไรมันก็ดำรงคงอยู่อยู่แล้ว หากแต่ก่อนนี้เจ้าไม่เคยเห็นมันเท่านั้นตอนนี้ก็มีบางส่วนที่พอจะสัมผัสได้ นี่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่งไม่อาจอธิบายให้ชัดได้ในระยะเวลาอันสั้น” วัวยักษ์สีดำไม่อยากพูดมาก

            ผ่านไปอีกหลายวัน ทางตะวันตกก็ไม่มีคนออกมาร้องโวยวายแล้วไม่มีใครออกมาเรียกร้องให้ล่ามังกรอีก

            เป็นเพราะพวกเขาประสบกับความพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์ไปมากมาย อาวุธต้องห้ามที่ประเคนเข้าใส่ภูเขากว้างใหญ่ที่โอบล้อมด้วยเมฆหมอกนั้นไม่ต่างอะไรกับโยนวัวดินลงทะเล ไม่ได้ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแต่อย่างใด

            พวกเขายอมรับในที่สุดว่าเบื้องหลังเมฆหมอกนั้นคือความกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตที่เชื่อมต่อกับมิติอันน่าพิศวง

            เรื่องอันน่ายินดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือนอกจากจ้าวมังกรดำอันเป็นราชาแห่งส่ำสัตว์เจ้าถิ่นแล้ว สัตว์ร้ายนกยักษ์อื่นๆล้วนถูกกักอยู่ในอาณาเขตนั้น ตัวไหนที่กล้าฝืนทะลวงออกมา ล้วนถูกแผดเผาจนดับดิ้น

            เรื่องนี้ทำให้ผู้คนอุ่นใจขึ้นมาหน่อย

            ไม่ว่าจะเป็นงูขาวหรือมังกรดำ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ทว่ากลับก้าวหน้าเป็นถึงจ้าวแห่งพวกสัตว์กลายพันธุ์ ร้ายกาจสุดประมาณและแม้เมื่อย่างเข้าสู่เขตแดนของภูเขาบรรพกาลยังสามารถเป็นถึงจ้าวแห่งส่ำสัตว์ในดินแดนนั้นได้อีก

           ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนั้นมากมายเพียงใดจึงทำให้สิ่งมีชีวิตแข็งแกร่งร้ายกาจได้อย่างรวดเร็วปานนี้

            งูขาวนั้นไม่เท่าไร เพราะมันเกี่ยวข้องกับตำนานอยู่แต่แรกแล้วทั้งยังมีชีวิตมาเนิ่นนาน

            แต่มังกรดำตัวนั้นที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงกิ้งก่าตัวหนึ่งเนี่ยสิเทียบไม่ได้เลยกับ ณ ตอนนี้

            ฉู่เฟิงครุ่นคิดมาตลอดว่า การกลายพันธุ์นั้นทำให้โลกเปลี่ยนไปหากแท้จริงแล้วมันรวดเร็วและรุนแรงอย่างยิ่งการปรากฏตัวของมนุษย์พิเศษและสัตว์กลายพันธุ์อื่นๆ ที่โผล่ออกมาอย่างกะทันหันนั้นล้วนเกิดขึ้นอย่างเบ็ดเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น

            “หวงหนิว นายบอกฉันหน่อยซิว่า นี่มันยังไงกันแน่!”เขาอยากรู้จริงๆ นะ

            หวงหนิวเคร่งเครียด ลังเลอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกเขามันเขี่ยตัวอักษรขึ้นมาหนึ่งแถว “การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบสิบล้านปี!”

            “ขอแบบชัดๆ กว่านี้ได้ไหม!”

            “ที่ฉันเสี่ยงชีวิต ข้ามมายังโลกใบนี้เพื่ออะไรเล่า?เพื่อเป็นผู้สร้างโลกใบใหม่อย่างไรล่ะ!”

            หวงหนิวบอกจนหมดเปลือก จากนั้นมันก้มหน้าก้มตาเขี่ยตัวอักษรเพิ่มอีกสองแถว

            “อาณาบริเวณที่ถูกผนึกตรงนี้ จักเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง!”

            หวงหนิวเขี่ยตัวอักษรตามนี้

            มันบอกว่า เหตุที่ฉู่เฟิงพัฒนาตัวเองได้ภายในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นเพราะต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง อันไม่เคยมีมาก่อนในรอบสิบล้านปีนี้ไงมนุษย์พิเศษคนอื่นๆ ก็เช่นกัน

            ไม่อย่างนั้น จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันเล่า

           ไม่ว่าจะเป็นศิษย์แห่งศากยะ เชียนเยี่ย งูขาวหรือจะมังกรดำ ที่แข็งแกร่งร้ายกาจปานนี้ถึงแม้ว่าจะข้ามผ่านภูเขาบรรพกาลไปแล้วก็ยังแกร่งกล้าทรงอำนาจ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ฟ้าดินเปลี่ยนแปลงทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาภายในระยะเวลาอันสั้น

           “ที่ที่พวกเราอยู่นี่ จริงๆ แล้วเป็นโลกแบบไหนกันแน่?”ในใจฉู่เฟิงกระวนกระวาย มันจะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่อยู่แน่นอน!

            ส่ำสัตว์ในภูเขาบรรพกาล ล้วนแต่ต้องการก้าวข้ามมายังโลกใบนี้ล้วนแต่ต้องการมากลายพันธุ์ที่นี่

            ตราบจนบัดนี้ มีเพียงหวงหนิวตัวเดียวที่ทำสำเร็จ

            “โลกใบนี้คือ...” หวงหนิวเขี่ยตัวหนังสือต่อ