ช่วยความทรงจำปริมาณมากมายมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของเทียนอี้พร้อมๆกันในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เทียนอี้รู้สึกสับสนมึนงงกับภาพความทรงจำมากมายเหล่านี้เทียนอี้จึงนั่งลงแล้วหลับตาเพื่อใช้สมาธิในการแยกแยะความทรงจำต่างๆที่เพิ่งได้รับมา เทียนอี้ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ในการย่อยข้อมูลความทรงจำต่างๆออกเป็นส่วนส่วน
ยิ่งใช้เวลาทำความเข้าใจความทรงจำของปู้ห่าวเหลินมากเท่าไหร่ อารมณ์ของของเทียนอี้ก็ยิ่งดูดุร้ายขึ้นมากเท่านั้น เพราะว่าภายในความทรงจำของปู้ห่าวเหลินเต็มไปด้วยเรื่องราวการกระทำอันชั่วช้าสามัญของมันและคนของลัทธิมารคนอื่นๆ ตอนนี้เทียนอี้ยังทราบถึงแผนการต่างๆของเหล่าลัทธิมารที่ได้ทำการวางแผนเอาไว้นานแล้วมากมาย และหนึ่งในแผนการเหล่านั้นยังมีแผนการที่เหล่าลัทธมารร่วมมือกันทำการเตรียมเข้ายึดทวีปตะวันออกแห่งนี้ด้วย!
เมื่อทำการย่อยความทรงจำต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว เทียนอี้ก็ลืมตาขึ้นมาก่อนจะมองไปที่ร่างของปู้ห่าวเหลินที่กำลังนอนตาเหลือกน้ำลายไหลอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะ ใจจริงของเขาในตอนนี้อยากจะจับปู้ห่าวเหลินมาทรมานจนตายไปให้รู้แล้วรู้รอด เพราะความชั่วที่มันทำมาตลอดชีวิตนั้นมากมายเหลือเกินแต่เมื่อมองเห็นปู้ห่าวเหลินที่มีสภาพไม่ต่างจากผักสักเท่าไหร่ในตอนนี้ เทียนอี้ก็ไม่สามารถทรมานมันได้อีก
"ในเมื่อเรื่องทั้งหมดที่เจ้าทำในวันนี้เป็นเพราะว่าเจ้าต้องการครอบครองเปลวเพลิงทมิฬของข้าเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าได้เห็นถึงพลังของเปลวเพลิงทมิฬของข้าก่อนตายสักครั้ง"
สิ้นเสียงของเทียนอี้เขาก็สร้างเปลวเพลิงทมิฬลูกเล็กๆขึ้นมา 1 ลูกก่อนที่จะโยนเปลวเพลิงทมิฬลูกเล็กๆนั้นไปที่ร่างกายของปู้ห่าวเหลิน และภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเปลวเพลิงทมิฬลูกเล็กๆนั้นของเทียนอี้สัมผัสเข้ากับร่างของปู้ห่าวเหลินไม่ถึง 2 ลมหายใจร่างของปู้ห่าวเหลินที่เคยนอนอยู่ตรงนั้นก็หายไปจนหมดไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุรี
หลังจากที่เทียนอี้ทำการเผาปู้ห่าวเหลินด้วยเปลวเพลิงทมิฬไปได้ไม่นาน ซุยหงก็กลับมาพร้อมกับหิ้วร่างของชายชุดดำคนหนึ่งที่เขาได้สะกัดจุดมันเอาไว้แล้วในมือ เมื่อมาถึงตรงหน้าของเทียนอี้ก็โยนร่างของชายคนนั้นลงที่พื้นตรงหน้าของเทียนอี้
สำหรับซุยหงในตอนนี้ที่ได้ก้าวมาถึงขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 3 แล้วนั้นการจัดการกับกลุ่มของชายชุดดำเพียง 12 คนนั้นง่ายดายเป็นอย่างมาก แต่ที่เขาต้องหายไปพักใหญ่ก็เพราะทั้ง 12 คนนั้นเมื่อเห็นว่าซุยหงตามไปก็แยกย้ายกันหนีไปคนละทิศจึงทำให้ซุยหงต้องเสียเวลาในการตามล่าพวกมันมากขึ้นเขาได้ฆ่าพวกมันไปทั้งหมด 11 คนและจับเป็นมาเพียงคนเดียว และชายชุดดำที่ถูกจับเป็นมานั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นมู่ซานถงนั้นเอง เมื่อเห็นว่าซุยหงโยนชายชุดดำลงตรงหน้าเทียนอี้ก็อดที่จะถามออกไปไม่ได้ว่าพวกมันเป็นใคร
"พวกเจ้าเป็นใครทำไมถึงต้องตามข้ามาตั้งแต่พวกข้าออกจากเมือง"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนอี้ถามมู่ซานถงก็หัวเราะออกมาด้วยท่าทางที่ราวกับคนเสียสติ มู่ซานถงมันรู้ดีว่าไม่ว่ายังไงมันก็ไม่สามารถหนีพ้นเงื่อมมือของยอดฝีที่อยู่ในขอบเขตราชันย์จักรพรรดิได้อย่างแน่นอน มันจึงหัวเราะออกมาก่อนที่จะตะคอกใส่เทียนอี้ไปราวกับคนบ้า
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฆ่าข้าเลยสิให้เหมือนกับที่เจ้าได้ฆ่ามู่เหล่าหู่บุตรชายของข้าไป"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเทียนอี้ก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างทันที ที่แท้ชายคนนี้ก็คือมู่ซานถงที่เป็นผู้คุมกฎของนิกายพยัคฆ์ทมิฬ และเป็นบิดาของมู่เหล่าหู่ที่เทียนอี้ได้สังหารไปที่หน้าทางเข้าตระกูลฟางเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้นเองเมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้วเทียนอี้ก็ได้พูดออกไปด้วยสีหน้าที่ดูปกติ
"ที่แท้เจ้าก็คือมู่ซานถงนั้นเองที่ตามข้ามาเช่นนี้ก็คงเพื่อมาแก้แค้นให้บุตรชายของเจ้าละสินะ"
"ใช้แล้วข้านี่แหล่ะมู่ซานถงแห่งนิกายพยัคฆ์ทมิฬ และคือผู้เป็นบิดาของมู่เหล่าหู่ที่เจ้าได้ฆ่าตายเมื่อไม่นานมานี้ไงละ และตอนนี้พวกเจ้าก็ได้ฆ่ายอดฝีมือของนิกายพยัคฆ์ทมิฬไปหลายคนขนาดนี้แล้ว ท่านอดีตผู้นำนิกายจะต้องตามล่าพวกเจ้าในภายหลังแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้พวกแกมีไอ่แก่จางหมิงจากราชวงศ์วารีสวรรค์นั้นคอยปกป้องอยู่ แกและคนที่อยู่รอบข้างของพวกแกก็ตองตกตายอย่างทรมาน" มู่ซวนถงพูดกับเทียนอี้ด้วยท่าทางข่มขู่แต่มันก็ไม่อาจปกปิกความเคียดแค้นชิงชังที่อยู่ในน้ำเสียงได้
ที่มู่ซวนถงมันมีความมั่นใจขนาดนี้เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้อดีตผู้นำนิกายหรือก็คือผู้เป็นปู่ของมันได้รับการสนับสนุนทรัพยากรและวิทยายุทธมาจากชายปริศนาคนหนึ่งและความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นความลับที่มีเพียงผู้อาวุโสในนิกายไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
คนส่วนใหญ่จะรู้เพียงว่าอดีตผู้นำนากายของพวกมันกำลังปิดด่านเพื่อทะลวงพลังเพื่อที่จะก้าวไปให้ถึงขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 5 ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะกลายเป็นเป็นตัวตนที่อยู่ในจุดสูงที่สุดของทวีปตะวันออกในเวลานี้อีกคนหนึ่ง
ถ้าอดีตผู้นำนิกายของมันทำได้สำเร็จจะทำให้สมดุลอำนาจของทวีปตะวันออกแห่งนี้เปลี่ยนไปทันที เพราะแต่เดิมบนทวีปตะวันออกแห่งนี้มีผู้ที่อยู่ขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 5 เพียงผู้เดียวเท่านั้นนั้นก็คือ อดีตจักรพรรดิของราชวงศ์วารีสวรรค์ที่ตอนนี้ก็ได้ชราภาพมากแล้ว ซึ่งถ้าหากอดีตผู้นำของนิกายพยัคฆ์ทมิฬทำสำเร็จอาจจะมีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจผู้ปกครองทวีปขึ้นได้
เมื่อได้ยินคำขู่ของมู่ซานถงเทียนอี้ก็เงียบไปและทำท่าครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้อะไรบางอย่าง เมื่อเห็นว่าเทียนอี้เงียบไปมู่ซานถงมันก็คิดเอาเองว่าเทียนอี้เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว มู่ซานถงกระตุกยิ้มที่มุมปากทันมันคิดว่าตอนนี้มันได้เห็นหนทางในการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ในตอนนี้แล้วมันจึงรีบฉวยโอกาสนั้นไว้ทันที ก่อนจะเริ่มพูดจาโนมน้าวเทียนอี้อีกครั้ง
"แต่ถ้าวันนี้เจ้ายอมปล่อยข้ากลับไปข้าสัญญากับพวกเจ้าเลยว่าเรื่องที่ผ่านมาจะถือเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น และนิกายพยัคฆ์ทมิฬจะไม่ตามไล่ล่าเจ้าอีกอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินสิ่งที่มู่ซานถงกล่าวเทียนอี้แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะเข้าใจผิดว่าเขากำลังรู้สึกกลัวไปสะแล้ว เทียนอี้ทำเพียงยิ้มบางให้มู่ซานถงก่อนที่จะพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้ใบหน้าของมู่ซานถงเซียวลงทันตา
"ข้าว่าเจ้ากำลังเข้าใจผิดไปไกลแล้วละ ข้าเพียงกำลังคิดว่าจะใช้วิธีใดในการทำลายแผนการของพวกเจ้าเท่านั้น เจ้าคิดจริงๆหรือว่าข้าจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วปู่ของพวกเจ้าในตอนนี้ได้สวามิภักดิ์ต่อพวกลัทธิมารโลหิตแล้ว ชั่งน่าอับอายจริงๆเพียงเพื่อต้องการครอบครองอำนาจแล้วกลับกล้าแม้กระทั้งขายวิญญาณของตนให้พวกมาร"
เปรี้ยง! .. ราวกับฟ้าผ่าลงที่สมองของมู่ซานถงเรื่องชายชุดดำที่เป็นคนให้การสนับสนุนปู่ของมันนั้นเป็นคนของลัทธิมารโลหิตนั้นเป็นความลับสุดยอดที่ไม่ควรจะมีใครรู้อีกแล้ว กระทั้งตัวมันเองยังรู้มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะถ้าหากความลับเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปนิกายของมันจะต้องถูกนิกายอื่นๆรุมทึ่งจะพังพินาศอย่างแน่นอน
เพราะถึงแม้ขุมอำนาจต่างๆจะแก่งแย้งอำนาจกันมาตลอด แต่ถ้าใครที่เป็นพวกเดียวกับลัทธิมารเหล่านั้นจะถูกมองว่าเป็นศัตรูกับเผ่าพันธ์ุมนุษย์ทันทีและแน่นอนว่าหลังจากนั้นพวกที่ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับลัทธิมารจะต้องขุมอำนาจอื่นๆรุมกินโต๊ะอย่างแน่นอน
ความจริงแล้วถ้าเทียนอี้ไม่ได้ค้นความทรงจำของปู้ห่าวเหลินเมื่อสักครู่นี้แล้วละก็ เทียนอี้ก็คงไม่มีทางมองแผนการของพวกมันออกได้เช่นกันทีแรกเทียนอี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจมากนักเพราะเขาเพียงนำข้อมูลในความทรงจำของปู้ห่าวเหลินมาประติดประต่อกัน และเพียงคาดเดาความเป็นไปได้ออกมมาเท่านั้น แต่เมื่อมู่ซานถงแสดงอาการหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เทียนอี้คาดการณ์ออกมาเทียนอี้ก็มั่นใจได้เลยว่าการคาดการณ์ของเขาจะต้องถูกต้องแน่นอน
"เจ้า ... รู้ความลับนี้ได้อย่างไรบอกข้ามาเดียวนี้"
ท่าทางของมู่ซานถงตอนนี้ดูลนลานเป็นอย่างมากมองดูแล้วคล้ายกับแมวที่กำลังโดนเหยียบหางอย่างไรอย่างนั้น
"เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นต้องรู้แต่ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ก่อนที่จะตาย ข้าเทียนอี้คนนี้จะเป็นคนปกป้องทวีปตะวันออกแห่งนี้ให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกมารทั้งหลายที่คิดจะมายึดครองทวีปแห่งนี้ด้วยมือของข้าเอง ผู้ใดคิดขัดขวางผู้นั้นจะต้องพินาศภายใต้คมกระบี่ของข้า"
เทียนอี้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเป็นผู้ปกป้องทวีปตะวันออกแห่งนี้จากเหล่าลัทธิมารทั้งปวงก่อนจะนำกระบี่ไร้ใจออกมาจากมิติและสะบั้นคอของมู่ซานถงลงในกระบี่เดียว
ฉืบ! ... ตุบ!
เสียงของกระบี่สะบั้นลำคอก่อนที่ศีรษและร่างของมู่ซานถงจะตกลงพื้น สำหรับพวกลัทธิมารและผู้สมรู้ร่วมคิดแล้วเทียนอี้ไม่จำเป็นต้องมีความปราณีไดๆ เพราะการกระทำของพวกมันที่ได้ทำต่อมนุษย์ด้วยกันนั้นโหดร้ายจนเกินจะรับไหว
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเทียนอี้ก็รวบรวมแหวนมิติและของมีค่าของชายชุดดำมาทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่ปู้ห่าวเหลินเก็บของของมันไว้ในมิติส่วนตัวดังนั้นเมื่อมันตายของภายในมิติของมันก็ได้หายไปด้วยจะมีก็เพียงขอบเขตเซียนขึ้นไปเท่านั้นที่มีพลังในการบังคับเปิดมิติส่วนตัวของผู้ที่มีระดับต่ำกว่าระดับของตนเองได้
การฝึกฝนของเทียนอี้นั้นต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัวเขาจึงไม่รังเกียจที่จะเก็บทุกอย่างที่มีค่า เพราะถึงแม้เทียนอี้จะไม่สามารถใช้ทรัพยากรบางอย่างได้แต่เขาก็ยังสามารถนำมันมาแลกเปลี่ยนกับอย่างอื่นแทนได้ เมื่อเก็บกวาดสินสงครามเสร็จสิ้นเทียนอี้และซุยหงก็มุ่งหน้าเข้าไปในป่าอสูรต่อทันที
แกร๊ก!....เพร่ง!
ในวิหารอันมืดมิดแห่งหนึ่งหยกวิญญาณแผ่นหนึ่งที่สลักชื่อของปู้ห่าวเหลินได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่ในความมืดจะมีดวงตาแดงฉานคู่หนึ่งลืมขึ้นมาทันทีก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงแหบแห้งที่ฟังแล้วน่าขนหัวลุก
"เป็นปู้ห่าวเหลิน! ... เป็นฝีมือของผู้ไดกัน...."