ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 128 เราต่างอยู่ร่วมกันโดยแยกกัน

          “เจ้าเล่นแรงเกินไปหน่อยนะเขาอาจติดอยู่ที่นั่นจนไม่สามารถกลับมาอีกเลยก็ได้”


          เสียงใครคนใดคนหนึ่งที่แฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าได้เอ่ยขึ้นผ่านภาษาพูดที่ไม่มีอยู่บนโลกมนุษย์


          “ข้าอาจยอมรับในตัวมันแต่บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็น”


          เสียงที่ตอบกลับมาจากความมืดทั้งสงบและราบเรียบไม่แกว่งเอียง


          “เอาน่าๆ เจ้าก็อย่าใจร้ายกับผู้สืบทอดวิชาของข้านักเลย”


          “นั่นมันเรื่องของเจ้า...”


          “เฮ้ออันจิตใจนั้นย่อมระคนทุกข์สุขเคล้ากันไปดั่งลมเมฆสอดประสานกันบดบังตะวันจันทราเสียได้ ยามเมื่อลมนิ่งเมฆสงบ สรรพชีวิตย่อมออกมาเริงร่า ชมดาวและเดือน”


        เป็นจริงดั่งที่ว่า เวลาและโชคชะตาเป็นสิ่งที่สัมพัทธ์กัน


          แต่สังสารวัฎชั่วนิรันดร์กลับไม่เปลี่ยนแปลงมันคือทางเลือกที่ผู้คนยังคงตัดสินใจทำ


          แม้ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า


          เช่นเดียวกับกาลเวลาพวกเขาเองก็มีประสบการณ์ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากอีกฟากของมิติ


          สำหรับกาลเวลาแล้วบางทีทุกชีวิตอาจเป็นเพียงภาพมายา... แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น


          มันก็ได้ทิ้งเงาไว้ในใจของกาลเวลา...เงาที่เกี่ยวข้องกับตัวกาลเวลาเอง


          และเมื่อกาลเวลาเห็นเงาของตนเองเรื่องราวก็ได้ถือกำเนิดขึ้น


          เรื่องราวมาจากสังสารวัฏนิรันดร์ดอกไม้ผลิบานอยู่อีกฟากของมิติ และสุดท้ายจะกลับสู่สังสารวัฏนิรันดร์


          เหมือนที่สิ่งมีชีวิตทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อพบจุดจบพวกเขาล้วนติดอยู่ในกับดักของวัฏจักรชีวิต และความตายอันไร้ที่สิ้นสุด


 

          วันรุ่งขึ้น วันศุกร์ที่7 พฤษภาคม 2032 หนึ่งวันหลังเหตุการณ์ดันเจี้ยนปะทุที่สถานีรถไฟชินจุกุคลี่คลายลง


          เมื่อแสงแยงเข้ามาในความมืดซึ่งมีแต่ความเงียบ ทันใดนั้นราวกับมีคนเปิดสวิตช์ทัศนวิสัยอันพร่ามัวจึงเริ่มปรับตัวเข้ากับแสงสว่างสิ่งแรกที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาคือฝ้าเพดานสีขาวเขาใช้เวลาอยู่หลายวินาทีถึงจะหลุดออกจากความมึนงงหลังฟื้นตัวภาพที่อยู่ในสายตาค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น พบว่านี่ดูเหมือนเป็นห้องของโรงพยาบาลสักแห่ง


          ดูเหมือนเขาจะกลับออกมาจากโลกแห่งจินตภาพได้แล้ว


          สิ่งแรกที่ฟื้นตัวคือความรู้สึกของการสัมผัสมันเป็นสัมผัสอันอบอุ่นจากคนใกล้ตัว ผ่านมือคู่หนึ่งที่จับกันแน่นระหว่างเขาและเธอ


          สิ่งต่อมาที่สัมผัสได้คือกลิ่นยาในอากาศของโรงพยาบาลทว่ากลิ่นหอมประจำตัวของเธอนั้นพิเศษกว่ามาก


          เขาเหลือบมองไปยังข้างเตียงแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยใช้มือเกลี่ยผมจากวงหน้าให้หญิงสาวที่กำลังเอียงใบหน้าฟุบหลับอยู่บนท่อนแขนของตัวเอง


          ดูเหมือนการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้จะทำให้คนข้างตัวตื่นขึ้น


          “...รู้สึกดีขึ้นไหมคะ”


          คางูยะขยับจัดท่าทางให้ดูสำรวมขึ้น


          “ผมหลับไปนานแค่ไหนครับ”


          “นับรวมตั้งแต่ที่มีคนพบร่างของเธอก็ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกค่ะ”


          เมื่อได้ฟังคำตอบเขาจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย


          หมายความว่าเขาดูดกลืนดวงจิตของราชาตนนั้นได้ด้วยเวลาอันรวดเร็วส่วนเงื่อนไขคืออะไร เขาเองก็มีทฤษฎีอยู่ในใจบ้างแล้ว


          ส่วนช่วงเวลาที่ย้ายจิตเข้าสู่โลกแห่งจินตภาพเขาไม่พบเจอดวงจิตของราชายักษ์ก็จริงทว่ากลับพบเจอดวงจิตของคนที่โหยหาอย่างไม่คาดฝันมีโอกาสได้สะสางปมปัญหาในจิตใจของตนเอง ผ่านการเห็นอดีตอันน่าเศร้า น่ายินดี น่าประทับใจน่าผิดหวัง และน่าจดจำของการต่อสู้ในอดีต ต้องพบอะไรบ้างและหลังจากนั้นต้องแบกรับอะไรบ้าง เรื่องราวแห่งมิตรภาพ​และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นรวมถึงคำถามว่า ‘ชีวิต’ คืออะไรกันแน่


          “ทำไมถึงไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะครับ”


          เขาถามคางูยะด้วยความเป็นห่วง


          “พอดีว่าคิดอะไรเพลิน ๆ...เลยเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกัน”


          ยังมีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้บอกนั่นก็คือเธอนั่งจ้องหน้าเด็กหนุ่มอยู่เป็นชั่วโมง ก่อนจะผล็อยหลับไปภายในส่วนลึกของจิตใจรู้สึกต่อสถานการณ์นี้เช่นไร ช่างยากอธิบาย


          “คนอื่นๆ ปลอดภัยดีหรือเปล่าครับ”


          “ทุกคนปลอดภัยดีค่ะเดิมทีพวกเขาตั้งใจรอให้เธอฟื้นแต่ฉันเพิ่งให้พวกเขาแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเมื่อกลางดึกพวกเขาเลยฝากคำขอบคุณไว้ให้เธอแทน... ดูเหมือนเธอจะมีพวกพ้องที่ดีนะคะ”


          ถึงแม้คางูยะจะยังรู้สึกไม่พอใจที่เด็กหนุ่มเลือกเดินเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายแต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปขัดขวางความตั้งใจของเขา


          “…นั่นสินะครับ”


          บนใบหน้าพลันปรากฏแววซับซ้อนอันยากจะอธิบายเขาหลุบตาลง เสียงที่พูดก็แผ่วเบาลงไปด้วย


          “งั้นฉันขอตัวไปตามหมอมาดูอาการของเธอก่อนนะคะเธอเองก็อย่าเพิ่งฝืนตัวเองให้มากนัก”


          “ยังไม่ต้องไปหรอกครับอาจารย์ช่วยอยู่ตรงนี้อีกสักประเดี๋ยวได้ไหม”


          เขากระชับมือเธอแน่นขึ้นรั้งไว้ไม่ให้เธอเดินออกไป


          คางูยะนิ่วหน้ามองเขาอย่างแปลกใจนิ้วทั้งสิบสอดประสานกัน ขณะเด็กหนุ่มจ้องมองเข้ามาในดวงตาเธอตรงหน้าผากของเขามีปอยผมร่วงลงมาปรกเล็กน้อยทำให้ดวงตาคู่นั้นเจือแววใคร่ครวญลึกซึ้งขึ้นมาอีกหลายส่วน


          คำพูดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ย


          "—คางูยะ เรย์! ปลอดภัยกันดีไหม!?"


          เสียงร้องอย่างดีใจทำให้พวกเขาทั้งคู่ต่างหลุดออกจากภวังค์


          "...ครับ"


          "โล่งอกไปที!"


          เอนซุที่พรวดพราดเข้ามากอดคางูยะไว้ ทำให้ไม่มีเวลาสังเกตท่าทีของทั้งคู่ที่เพิ่งปล่อยมือและพละออกจากกันอย่างกระอักกระอ่วน


          "พอเจ้าหน้าที่ด้านนอกอนุญาตให้เข้ามาฉันก็รีบตรงมาที่นี่ทันทีเลย"


          เอนซุจับนู่นจับนี่สำรวจทั่วตัวคางูยะ เมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนไม่บุบสลายตรงส่วนไหนก็เผยรอยยิ้มสว่างสดใสออกมาก่อนโฟกัสความสนใจตรงมาที่เขา


          “ว่าแต่เธอสุดยอดไปเลยนี่นาเรย์คุง! ผลงานใหญ่เชียวนะ! บอกตามตรงอาคาดไม่ถึงเลยว่าเธอจะกลายเป็นฮันเตอร์ที่มีฝีมือขนาดนี้”


          โดนตีไหล่ ผัวะผัวะอยู่หลายครั้ง จนเรย์ตัวกระเทือนอยู่เหมือนกันถึงจะไม่ได้เจ็บอะไรเพราะเอนซุร่างเล็กแต่ถ้ายังเอาแต่ทุบอยู่แบบนี้เป็นใครก็ต้องเกิดความรำคาญขึ้นมา


          เขาสื่อสารทางสายตาเพื่อขอความช่วยเหลือจากคางูยะเธอจึงช่วยปรามเอนซุทันที


          “เอนซุช่วยสงบใจหน่อยเถอะค่ะ”


          “อ๊ะ ขอโทษ ๆ”


          เหมือนจะพอรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้ตนเองปลาบปลื้มมากเกินไป เอนซุรีบหยุดมือที่รัวตีอยู่ไปทันทีแต่ยังไม่คิดที่จะปล่อยตัวของเขาไปง่าย ๆ


          “แต่มันก็ยอดไปเลยจิรงๆ นะ นอกจากเธอจะช่วยยัยนี่ไว้ได้แล้ว ยังมีชื่อเป็นผู้สังหารราชาตนนั้นอีกด้วย”


          เอนซุได้ฟังจากเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์ซุบซิบคุยกันแต่ก็ไม่ได้มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้สังหารราชาลงได้


          “ไม่ใช่ด้วยความสามารถของผมคนเดียวหรอกครับ”


          เรย์แย้มยิ้มออกมาแต่ก็ดูฝืนอยู่เล็กน้อย พลางคิดว่าความสัมพันธ์ต่อผู้คนที่เริ่มต้นจากความเกี่ยวข้องแม้เพียงครั้งเดียวเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจ ‘แยกสลาย’ ได้


          “แหม...ถ่อมตัวเกินไป คนจะรังเกียจเอาได้เหมือนกันนะ”


          เอนซุตบไหล่เรย์อีกครั้งพลางยิ้มชื่นบาน


          “เอาเป็นว่าวันนี้ต้องฉลอง!”

 


          หลังจากตรวจร่างกายรอบสองจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเอนซุได้พาพวกเขาไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมืองห้องอาหารชั้นดีที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรมถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราและแสงไฟที่นุ่มนวลเพดานสูงโปร่งและหน้าต่างกระจกบานใหญ่ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างเต็มตาบรรยากาศที่นี่อบอุ่นและเป็นกันเองแต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความหรูหราและความประณีตในทุก ๆ รายละเอียด


          ร้านนี้จัดว่าเป็นภัตตาคารระดับหรูของโตเกียว


          ในคืนหนึ่งรับจองเพียงสิบแปดที่เท่านั้นราคาต่อหัวแพงหูฉี่ ทั้งยังมีค่าเซอร์วิสชาร์จสิบห้าเปอร์เซ็นต์ยังไงก็ไม่ใช่สถานที่ซึ่งพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา ๆ จะเข้ามาใช้บริการได้ที่สำคัญคือรสชาตินั้นเรียกได้ว่าล้ำเลิศ


          ดูเหมือนว่าเอนซุจะมาเป็นประจำตอนสั่งอาหารจึงไม่ต้องเปิดเมนู


          พนักงานบริการแต่งตัวอย่างเรียบร้อยและสุภาพคอยให้บริการด้วยท่าทางนอบน้อม อาหารกลางวันที่เสิร์ฟมาเป็นแบบฟูลคอร์ส เริ่มต้นด้วยออเดิร์ฟที่จัดแต่งอย่างสวยงามตามด้วยจานหลักที่ปรุงด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศทุกจานเสิร์ฟอย่างประณีตและดูมีศิลปะ พวกเขาค่อย ๆละเลียดอาหารมื้อนี้กันอย่างสงบสุข บทสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นและอบอุ่นเอนซุซึ่งนั่งตรงข้ามกับเรย์ ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นทั้งเรย์และคางูยะรับประทานอาหารด้วยความเพลิดเพลิน


          ภายหลังจากอาหารคาวเอนซุเสนอความคิดที่จะดื่มค็อกเทลผสมแอลกอฮอล์เพื่อเฉลิมฉลองเพิ่มเติม


          "เอาค็อกเทลสักแก้วดีไหม?"


          เอนซุถามด้วยท่าทีสบาย ๆ พร้อมกับส่งสายตาไปที่คางูยะ


          “ก็ดีเหมือนกันนะ”


          “เรย์คุงล่ะ สนใจดื่มกับพวกอาไหม”


          ทว่าทันทีที่เรย์นึกถึงพฤติกรรมเมามายและผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในคืนนั้นเขารีบปฏิเสธอย่างหนักแน่น รู้ดีว่าตัวเองสมควรมีสติเอาไว้ตลอดเวลามากกว่าให้ร่างกายนำจิตใจ


          "ไม่ดีกว่าครับเดี๋ยวผมคอยขับรถให้เอง"


          เรย์ส่ายหน้าแววตาของเขาแสดงถึงความจริงจัง


          เอนซุและคางูยะยิ้มให้กันเล็กน้อยพร้อมกับยอมรับการตัดสินใจของเขาโดยไม่เห็นแย้งอะไรเพิ่มเติมต่อมาทั้งสองก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น


          อาจเป็นเพราะช่วงนี้เครียดกับงานรวมถึงเรื่องภายในบ้านที่ไม่ได้ดั่งใจค่อนข้างมาก เอนซุจึงมักเป็นฝ่ายบ่นระบายส่วนคางูยะก็นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ และคอยปลอบเพื่อนเป็นพัก ๆในขณะที่เรย์นั่งฟังทั้งคู่อยู่เงียบ ๆ


          ขณะนี้ทั้งคู่ดื่มกันไปคนละสองแก้วแล้วใบหน้าต่างร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย


          แต่ไม่รู้ทำไมคางูยะกลับรู้สึกว่าวันนี้ฤดูร้อนในโตเกียวค่อนข้างเย็นเป็นพิเศษเมื่ออากาศหนาวกระทบกับพวงแก้มและติ่งหูก็ยิ่งขับให้ดวงหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ


          บรรยากาศในร้านอาหารแห่งนี้ค่อนข้างมืดสลัว


          คางูยะเอนร่างทิ้งตัวลงพิงพนักโซฟาใบหน้าอันงดงามดุจเครื่องกระเบื้องเคลือบของเธอถูกอาบย้อมด้วยแสงไฟสีเหลืองหม่นสีหน้าเผยความสับสนอยู่เลือนราง


          เอนซุที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยกมือเท้าคางขณะจ้องมองเธอ


          “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคืนนี้เธอมีเรื่องอะไรในใจแถมยังดูเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กันนะ?”


          “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่มีบางเรื่องที่ยังตัดสินใจไม่ได้เท่านั้นเอง”


          เอนซุกลับหัวเราะ


          “ฉันจำได้ว่าเธอไม่ใช่คนราศีตุลย์นี่นา มีอะไรให้ตัดสินใจเลือกไม่ได้ด้วยเหรอเอาอย่างนี้สิ ยังไงฉันก็เป็นคนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย งั้นเธอบอกมาฉันจะช่วยเธอตัดสินใจเอง!”


          นิ้วเรียวยาวของคางูยะประคองแก้วไวน์หนุนไปรอบๆ ไวน์หยดหนึ่งกลิ้งหล่นบนกระดาษเช็ดปาก ย้อมผืนกระดาษเป็นดวงสีม่วงอมแดงคางูยะมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบกันเอนซุอย่างจริงจัง


          “ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากทำเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระแต่ว่าฉันไม่อยากทำร้ายคนในครอบครัว เพราะอีกฝ่ายคงรับไม่ได้ ถ้าหากเป็นตัวเธอเธอจะเลือกยังไง”


          “แน่นอนว่าก็ต้องทำไปเลยอยู่แล้ว!เป็นครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ ยังจะมีอะไรรับไม่ได้อีกล่ะ? ชีวิตของเธอทั้งชีวิตนะถ้าใครคนนั้นรับสิ่งที่เธอทำไม่ได้ถ้าอย่างนั้นก็เห็นชัดแล้วว่าเขาไม่เห็นเธอเป็นคนในครอบครัว”


          “...”


          คางูยะมองแก้วไวน์ในมืออยู่เนิ่นนานก่อนเรย์จะเห็นว่าเธอเผยรอยยิ้มเย็นอันซับซ้อนออกมา


          “...เธอพูดถูก”

 


          เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน เรย์วางสัมภาระไว้ที่มุมห้องโดยไม่สนใจจะจัดเก็บในทันทีเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่สบายกว่า และเดินไปนั่งสมทบกับเอนซุในห้องนั่งเล่น


          เรย์เลื่อนสายตาไปยังโทรทัศน์ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดการประชุมรัฐสภา เขาลองฟังการอภิปรายในสภาแบบผ่าน ๆ ขณะยกสมาร์ตโฟนในมือขึ้นมาอัปเดตสถานการณ์ไปด้วย


          ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจำนวนเหยื่อเคราะห์ร้ายจำนวนมากที่เพิ่งเกิดขึ้นและยังพูดถึงความขัดแย้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และแปซิฟิกตะวันตกจากการพยายามขยายอาณาเขตของทั้งจักรวรรดิจีนและนีโอโซเวียสพวกเขาพูดถึงความเป็นไปในทุกแนวรบที่อาจเกิดขึ้น วิเคราะห์สถานการณ์และกล่าวถึงแนวโน้มผลกระทบที่ประเทศญี่ปุ่นจะได้รับต่อจากนี้เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในของกลุ่มประเทศข้างเคียงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศเหล่านั้นและรัฐบาลญี่ปุ่น ค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์


          คางูยะยกกาแฟและชาดำเข้ามาในห้องนั่งเล่นเธอชงชาดำมาให้เรย์ ส่วนกาแฟนั้นชงมาให้เอนซุและตัวเธอเอง เธอวางแก้วลงเบา ๆบนโต๊ะน้ำชา และกล่าวแสดงความขอบคุณต่อเขาและเอนซุอีกครั้ง


          แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ส่วนตัวของคางูยะก็ดังขึ้นทันทีที่เห็นรายชื่อบนหน้าจอ สีหน้าของคางูยะก็แปรเปลี่ยนกลับไปเย็นชาทันทีราวกับสับสวิตช์พร้อมกับบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเธอเธอรับสายด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเรียบเฉย


          “คุโฮวอินพูดค่ะ”


          คางูยะรับสายด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเรียบเฉยขาดท่วงทำนองสูงต่ำ


          ‘แกปลอดภัยดีสินะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า’


          ตั้งแต่เขาเริ่มฝึกกำลังภายในดูเหมือนว่ามันช่วยขัดเกลาประสาทสัมผัสของเขาให้คมขึ้นเห็นได้ชัดจากการที่เขาสามารถได้ยินเสียงจากปลายสายของคางูยะได้อย่างชัดเจน


          “ไม่ค่ะปลอดภัยดี ขอบคุณที่เป็นห่วง”


          ‘งั้นก็ดีแล้ว’


        ปลายสายเอ่ยออกมาด้วยความโล่งใจแต่น้ำเสียงในประโยคต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นกดดัน


        ‘ตอนนี้ฉันอยากให้แกเลิกทำอาชีพครูบ้าๆ นั่น แล้วกลับมาดูแลบริษัทของเรา เกิดแกเป็นอะไรขึ้นมาฐานะของฉันในบ้านก็ต้องพลอยตกต่ำลงไปด้วยเมื่อไหร่แกจะเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองกันฮึ’


        คนฟังรับรู้ด้วยอาการนิ่งงัน เธออาจจะไม่แสดงอารมณ์หรืออาการให้ใครเห็นแต่เขาเชื่อว่าลึก ๆ ภายในจิตใจของเธอกำลังเจ็บปวด


          “….”


          ‘เอาล่ะแม่รู้ว่าแกกำลังไม่พอใจ...ที่โทรมานี่ก็แค่อยากจะเตือนให้รู้ไว้ว่าตอนนี้ยัยโยรุกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อมาแทนตำแหน่งของแกถึงฉันจะรู้อยู่แก่ใจว่าคุณโคเอ็นจิหลงแกแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ควรประมาทเข้าใจไหม’


          นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่คางูยะจะเดินออกไปคุยสายบริเวณระเบียงด้านนอก


          ‘ต่อให้ภาพรวมจะสวยหรูดูดีแค่ไหน แต่คนเราต่างก็มีสนามรบเป็นของตัวเองทั้งนั้นทุกคนมักจะมีมุมที่พังยับเยินซ่อนอยู่ คางูยะเองก็ไม่ต่างกันสินะ’


          เอนซุกล่าวทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นก่อนจะขอตัวกลับเรย์เก็บความสงสัยไว้และปล่อยให้คางูยะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เขาแยกกลับมายังห้องส่วนตัวเพื่อพักผ่อนแต่เพราะร่างกายไม่ได้เหนื่อยล้ามากมาย จึงไม่ฝืนข่มตาให้หลับเพียงแค่ปล่อยจิตใจให้เข้าสู่ภวังค์


          ทว่าครั้นเมื่อมีโอกาสอยู่เงียบ ๆตามลำพังในคืนนั้น เขาก็กลับมาทบทวนคิดอย่างละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสามวันที่ผ่านมาช่วงเวลาที่เฉียดตาย มีบางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งด้านร่างกายหรือในแง่ความรู้สึก เหมือนได้ตกตะกอนทางความคิด


          ในทางกลับกันถ้าไม่มีแรงกระตุ้นนั้น เขาก็อาจไม่เติบโตเและกลายเป็นตัวตนในทุกวันนี้


          เรย์ปล่อยความง่วงครอบงำสติไปทีละน้อยทั้งหลับตาอยู่


 

          วันต่อมาในช่วงเช้าตรู่เรย์นั่งรถไฟสายหนึ่งมาลงที่อนุสรณ์ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาดสุสานแห่งชาติอันกว้างใหญ่แถบชานเมืองโตเกียวขมุกขมัวด้วยหมอกยามเช้าท้องฟ้าปกคลุมด้วยสีขาวหากยังส่องแสงสลัวเรย์สวมสเวตเตอร์สีขาวเรียบง่ายก้าวขาขึ้นบันไดยาวไปยังเขตอนุสรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้างมีแท่นหินแกรนิตสีดำสลักทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งเรียงรายเงียบเชียบท่ามกลางม่านหมอกเบาบางคงความเงียบสงัดท่ามกลางสุสานกว้างใหญ่ยามเช้าระหว่างป้ายหลุมศพมีเงาคนหลากเพศหลากอายุยืนนิ่งประปราย


          แท่นหินเหล่านั้นถูกแกะสลักเป็นรายชื่อของเหล่าจำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายในเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาด


        บ้านเมืองพินาศ เราเสียผู้เป็นที่รักไป ความทรงจำนั้นเจ็บปวดมาถึงตอนนี้ รัฐบาลนั้นช่วยสร้างอนุสาวรีย์ให้ เราก็อย่าลืมผู้ตาย เพื่อนพ้องครอบครัวมากมายหลับอยู่ที่นี่ พวกเราที่รอดชีวิต ก็มีหน้าที่จดจำทั้งผู้ตายและเหตุการณ์นั้นไว้ เชิดชูผู้ตาย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเหล่าผู้ที่ยังอยู่ คอยจดจำความตายเหล่านั้น


          ณ มุมหนึ่งเรย์หยุดเท้าหน้าหินแท่นหนึ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นแค่เพียงรายชื่อผู้เสียชีวิตในเขตนากาโนะ


          "—ไม่เจอกันนานเลยนะ... ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย"


          ทานากะ เคนจิ


        คาวางุจิ ชิโฮะ


        ทาเคอุจิ ฮารุโตะ


          ป้ายหินสลักชื่อและปีชาตะ-มรณะซึ่งห่างกันเพียงสิบเจ็ดปี


          ไม่มีร่างของพวกเขาหลงเหลืออยู่ตรงนั้นอีกแล้ว


          สำหรับเรย์ซึ่งได้พบเศษเสี้ยวความทรงจำและความนึกคิดของวิญญาณที่ยังไม่ไปไหนนั่นคือความจริงอันเที่ยงแท้ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อหรือความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า


          ไม่มีทั้งสวรรค์หรือนรก


          แม้คนเป็นกับคนตายจะแยกกันอยู่แต่ก็มีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้คนเป็นและคนตายมาบรรจบพบเจอกันเสมอ


          เราต่างอยู่ร่วมกันโดยแยกกันและอนุญาตให้เข้าหากันเป็นบางครั้ง


          คนตายไม่เคยตายจากเราจริงๆ และคนเป็นก็ไม่เคยทิ้งคนตายจริง ๆ


          ดังนั้นคู่สนทนาของเรย์จึงเป็นเพื่อน ๆในความทรงจำหาใช่ใครอื่น น่าฉงนใจเล็กน้อยที่เรย์ยังต้องพึ่งป้ายหินธรรมดา ๆซึ่งแค่มีชื่อสลักเพื่อต้องการพบพวกเขา


          ป้ายสุสานซึ่งสลักเพียงชื่อและปีชาตะ—มรณะหากไม่เหลือใครที่รู้จัก พวกเขาก็จะกลายเป็นเพียงบันทึกธรรมดาชิ้นหนึ่ง


          สิ่งที่พวกเขาปรารถนาจริงๆ คงไม่ใช่ป้ายสุสาน แต่เป็นใครสักคนที่จะจดจำเรื่องราวของตนเอาไว้


          "เคยมีคนบอกว่าสุสานที่ไม่มีใครไปเยี่ยม มันอ้างว้างที่สุดเพราะว่าคนที่ถูกฝังอยู่ที่นั่นได้หายไปอย่างแท้จริงฉัน...ไม่อยากให้พวกนายรู้สึกแบบนั้น คนเรามีการตายอยู่สองแบบคือตายไปจากโลกและจากความทรงจำ ตราบใดที่ยังมีคนจดจำได้พวกนายจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป— นายเป็นคนบอกฉันเองนี่จริงไหม"


          เรย์วางดอกลิลี่ขาวส่งประกายขาวนวลบางเบาสะท้อนบนป่ายสุสานหินแกรนิตสีดำที่ขัดขึ้นเงา


          “"เมื่อเรื่องราวหนึ่งกำลังจะจบลงเราจะคิดถึงจุดเริ่มต้นของมันเสมอ เหมือนทุกสิ่งย้อนกลับไปในตอนนั้น... ฉันดีใจมากนะที่ได้พบกับพวกนายเรื่องราวเหล่านี้มันทำฉันให้เติบโต ความฝันของพวกนายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉัน”


          เขาเฝ้าสงสัยอยู่เป็นพัก ๆว่าจะมีอะไรรอเราอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งหลังความตายไหมเขาเองนั้นไม่สามารถจินตนาการได้เลย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจนึกภาพออกได้เลยว่าคนสำคัญที่จากไปจะไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไปในที่ใดที่หนึ่ง ถ้าเราได้อยู่ด้วยกันอีกไม่ว่าที่ใดก็ตามนั่นก็นับเป็นจุดจบอันนับได้ว่ามีความสุขแล้ว


          ทั้งอนาคตอันไกลห่างซึ่งไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ทั้งวันพรุ่งนี้ซึ่งควรเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดทุกอย่างยังคงคลุมเครือหนักหนาไม่อาจมองทะลุผ่านไปได้แต่เขาปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้านำพาความทรงจำที่มีกับทุกคนมุ่งไปให้ถึงสุดสายปลายทางของชีวิต


          “ขอบใจนะ...ฉันจะทำตามความตั้งใจของพวกเราให้ถึงที่สุด ดังนั้น—ทุกคนจะคอยมองฉันอยู่ตอลดเวลาใช่ไหม”


          สายลมพัดมาเอื่อยเฉื่อยเบาบาง ลูบไล้ใบหน้าของเขาราวกับรอยจูบแห่งการอวยพร


          เรย์ยืนสงบนิ่งปล่อยให้ร่างกายโอบรับสายลมอยู่นานเช่นนั้นกว่าครึ่งชั่วโมงโดยไม่พูดอะไรนอกจากจ้องมองรายชื่อบนแผ่นหินของพวกเขาไว้


          "...ไว้ฉันจะมาใหม่ คราวหน้าจะเล่าเรื่องสิ่งที่พวกนายไม่เคยเห็นให้ฟัง"


          เมฆบาง ๆลอยอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่ไหวติง ราวกับโค้งคำนับลงมาเบื้องล่าง


          สายลมพัดผ่านหมู่ไม้อย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังกล่าวคำรำลึกให้พวกมันฟัง


          ไม่รู้ว่ากลุ่มเมฆหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีครามสดใส


          ลมหยุดพัดแล้วบริเวณโดยรอบมีแต่ความเงียบ ทุกคนทยอยกันเดินไปด้านหน้าแท่นหินและวางดอกไม้


          และแล้วแบบแผนของชีวิตในแต่ละวันของเขาก็ดำเนินต่อไป


          ชั่วชีวิตคนเรานี้มักมีพรากจากแล้วก็มีพบพานอีกครั้งเสมอ


          หมู่ต้นไม้ที่ห้อมล้อมสุสานดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อย ๆเริ่มพัดพาเอากลิ่นไอแห่งธรรมชาติ สีสันแห่งชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

 


          หญิงสาวผู้หนึ่งสวมแว่นตากันแดดโอเวอร์ไซซ์หนาสีดำแต่งตัวมิดชิด เธอหอบดอกลิลี่ช่อใหญ่ และสั่งให้เลขาประจำตัวรออยู่บนรถก่อนหันหลังเดินตามทางสู่ป้ายหลุมศพที่จำตำแหน่งได้ขึ้นใจพร้อมกับบอดี้การ์ดราวสูงคนหนึ่งที่เดินตามมา


          เวลานั้นเธอมองเห็นสีขาวนวลเหมือนน้ำนมแตกต่างกับสีดำของแท่นหินแกรนิตหญิงสาวคนดังกล่าวหยิบมันขึ้นมา ช่อดอกลิลี่สีขาวยังดูสดใหม่ต้องเพิ่งมาวางไว้เมื่อครู่แน่ ๆ


          เธอกวาดตามองเห็นเงาคนเดินห่างออกไปไกลระหว่างป้ายสุสาน เป็นแผ่นหลังชายหนุ่มคนหนึ่งหญิงสาวรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน


          เหมือนว่าเขาคนนั้น—เคยอยู่ที่ไหนสักแห่งในความทรงจำ


          “คุณนาคาจิม่า...มีอะไรหรือเปล่าครับ”


          เสียงของบอดี้การ์ดทำให้ ‘นาคาจิม่า โยซึรุ’ หลุดออกจากภวังค์แห่งความทรงจำในอดีต


          เธอส่ายหัวและหยุดคิดเรื่องไร้สาระ


          “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่หวนคิดถึงอดีตขึ้นมาเฉย ๆ น่ะ”

คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน