ผมอธิบายให้หัวหน้าฟังหลังจากที่นิ่งเหมือนตุ๊กตาไปอยู่หลายอึดใจ หัวหน้าแค่ก้มหน้าและยิ้มตอบว่า ดีแล้วที่เจอเป้าหมาย
หัวหน้าอธิบายกับผมว่าการยกระดับความต้านทานต่ออนูเวทย์นั้น แท้จริงแล้วมันตรงไปตรงมา ไม่มีทางลัด
“ต้องไปหาที่ทรมานตัวเองซักพักล่ะนะ รี้ดเอ้ย”
โดยปกติเมื่อความหนาแน่นของอนูเวทย์มากกว่าที่ร่างกายเรารับได้ หลังจากเจออาการแพ้มากพอ ความต้านทานจะเพิ่มขึ้นเอง ตามการปรับตัวของร่างกาย
“แต่เื่ผู้เดินทางนี่….” หัวหน้าเองก็ทำหน้าหนักใจ
แต่ปัญหาคือพื้นที่ไหนที่ความหนาแน่นไม่มากเกินไป อยู่นานเท่าไหร่ เพื่อลดความเสี่ยง คนที่มีเงินจึงจ้างคนที่ระดับเหนือกว่าเราไปช่วยดูแล
สำหรับผมแล้วเื่การจ้าง ลืมไปได้เลย แค่ผู้เดินทางดูแลผมเจ็ดวัน ผมก็เป็หนี้เกือบปีแล้ว และถ้าผมเกิดใช้เวลามากกว่านั้น เฮ่อ ไม่อยากจะคิด!
“งั้นคงต้องหางาน หาของป่าดูแล้วแหละ ของป่าราคาดีแม้จะไม่มากนัก แถมยังเป็การท้าทายร่างกายตัวเองด้วย ถือว่าได้สองต่อ ลองไปถามเอลฟ์ที่ Twin Moon ดูแล้วกัน แต่ก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
สุดท้ายนั้นคือข้อสรุปที่ดีที่สุดที่ผมเองก็เห็นด้วย ปกติการหาของป่าเป็งานที่ ค่าตอบแทนไม่เลว เพียงแต่ด้วยความชำนาญสถานที่และอนูเวทย์หนาแน่นกว่าที่ราบ แถมอยู่นอกเขตคุมอนูเวทย์ ส่วนใหญ่เอลฟ์จึงเป็เป้าหมายหลักของการจ้างวาน
รู้ตัวอีกที ตัวผมมองเห็นจุดหมายแล้ว ร้านเหล้า Twin Moon ร้านเหล้าใหญ่แห่งเดียว ใจกลางของ Golden Rim! ไม่ว่าใครเมื่อมาที่เมืองนี้ก็ต้องแวะร้านนี้ ถ้ามา Golden Rim แต่ไม่แวะ Twin Moon ถือว่ามาไม่ถึง
เมื่อเดินเข้าใกล้เสียงผู้คนสัญจรมากมาย ครึกครึ้นเสียยิ่งกว่าประตูเมืองเมื่อตอนบ่ายเสียอีก! ผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ มนุษย์กิ้งก่า เพนนอนก็พอมีบ้าง จะขาดก็แค่เผ่านาคา พวกตัวฟ้าพวกนั้นไม่ชอบอยู่บนดินนานเกินไปอยู่แล้วล่ะนะ
เอกลักษณ์โดดเด่นของร้านนี้ คือ ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง เขตมนุษย์และเขตเอลฟ์ ที่ร้านออกแบบแบบคู่ขนานโดยที่สองด้านมี โครงสร้างเหมือนกัน ชั้นหนึ่งเป็โซนโต๊ะสำหรับเสริฟอาหาร เครื่องดื่ม และฟังดนตรีสดจากเวทีกลางด้านใน แต่กลับตกแต่งสองแบบ โดยมีเส้นขัดกลาง ระหว่างเขตมนุษย์และเขตเอลฟ์
เขตมนุษย์ตกแต่งด้วยสีเนื้ออ่อนๆ เขตเอลฟ์ตกแต่งด้วยสีเปลือกไม้และสีเขียว การตกแต่งยังเป็ธีมเดียวกันทั้งสามชั้น มองไกลๆจะเห็นหลังคาแบบบ้านมนุษย์และบ้านเอลฟ์อย่างละครึ่ง อย่างละสี ประดับด้วย ดวงจันทร์สองดวง ดวงหนึ่งสีทอง ดวงหนึ่งสีเขียวสด มีประกายเล็กๆท่ามกลางฟ้าที่เริ่มมืดลงแบบนี้ ก็รู้สึกเหมือนพระจันทร์จริงๆอยู่เหมือนกันนะ
แม้แต่พนักงานต้อนรับยังมีสองคน สาวมนุษย์ต้อนรับฝั่งมนุษย์ สาวเอลฟ์ต้อนรับฝั่งเอลฟ์ ที่จริงแล้วทางร้านก็ไม่ได้แบ่งแยกเข้มงวดอะไรหรอก แค่ทำให้ตรงธีมเฉยๆ และส่วนใหญ่ใครเผ่าไหนก็มักจะอยู่ด้วยเป็ปกติอยู่แล้ว แต่การอยู่คละโซนก็ปกติเช่นกัน
“สวัสดีจ้า คุณรี้ด” พนักงานมนุษย์ทักผม
“สวัสดีครับ เอ่อ พอดีวันนี้ผมอยากนั่งฝั่งเอลฟ์น่ะครับ พอจะแนะนำผมให้คุณพนักงานเอลฟ์ได้มั้ยครับ” ผมก้มหัวดันแว่น หลบตาเล็กน้อย เพราะมันก็ผิดปกติอยู่
“โอ้ อ้อ ได้สิคะ เห วันนี้คุณรี้ดจะจีบสาวเอลฟ์สินะ โบนี่ โบนี่! วันนี้ฝากแนะนำคุณรี้ดหน่อยสิคะ” เธอเรียกพนักงานสาวเอลฟ์
“เอ๋? คะ คะว่าไงคะ คุณรี้ด” โบนี่เองก็งงเล็กน้อยที่มาต้อนรับมนุษย์
ผมเลยอธิบายเธอไปว่า ผม้าติดต่อสอบถามกับเอลฟ์ที่มีงานหรือ เคยรับงานหาของป่าเพราะ้ารายได้เสริม ผิดคาด แทนที่เธอจะดูถูก เธอยิ้มอย่างเข้าใจและอธิบายว่าคืนนี้ผมโชคดี เพราะทุกคืนวันศุกร์ จะมีกลุ่มทำรับงานแบบนี้ประจำไปคุยกันที่โต๊ะ ติดเคาร์เตอร์บาร์พอดี ผมขอบคุณเธอและตามเธอไปนั่งที่โต๊ะข้างโต๊ะเป้าหมาย
…ระหว่างที่รอโต๊ะเป้าหมาย ผมจึงถือโอกาสดื่มเบียร์ป่า(สูตรเอลฟ์) ที่ไม่ได้ดื่มมานานแล้วด้วยซะเลย เมื่อมองโต๊ะรอบๆ เพื่อมองหาเอลฟ์ที่เป็ไปได้คนไปด้วย ก็กลายเป็แก้วที่ 2 ไปแล้ว เอลฟ์โต๊ะข้างๆผม ก็รู้สึกสนใจที่มนุษย์มานั่งฝั่งนี้คนเดียว แถมยังสั่งเบียร์ป่าเสียอีก
“อ้อ นายอยากจะหางานหาของป่า? อืม ก็ถูกอย่างที่โบนี่พูดแหละ โต๊ะนั้นจะมาดึกหน่อยน่ะนะ…น่าสนใจแฮะ ถ้าฉันนั่งด้วยจะได้มั้ยล่ะ?”
“โอ้~! ได้สิ มาๆ ฉัน”
“รี้ด ใช่มั้ยล่ะ เห็นไม้เท้าก็รู้แล้วล่ะ มีแค่นายแหละ มนุษย์นักพยากรณ์กระแสเวทย์น่ะ ฉันอีฟว์ ที่จริงก็ทำหลายอย่างแต่ก็หาของป่าด้วยนะ”
“อะ โอ้ ยินดีที่ได้รู้จักนะอีฟว์ งั้นก็ดีเลย…” ผมยินดีอย่างยิ่งเลย เขาพูดขึ้นมาขัดผมก่อนจะจบประโยค
“ฉันอยากจะเตือนก่อนนะ เื่โต๊ะประจำนั้นน่ะ” เขามองด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย และทำหน้าลังเลเล็กน้อย
“อ้าว นั้นมัน นักพยากรณ์มนุษย์ระดับชาวบ้าน คุณรี้ดรึเปล่าครับ?”
เสียงทักทายไม่เป็มิตรดังมาั้แ่ไกล ผมไม่ต้องหันไปมองด้วยซ้ำ เสียงนั้น…ผมรู้จักดี
“สวัสดี เอสเม่ นักพยากรณ์เอลฟ์ระดับผู้เดินทางขี้เหยียด ผมเอง”
“พี่ ช่างมันเถอะน่า วันนี้เราต้องคุยงานด้วยนะ” เสียงเอลฟ์น้องคนรองพูดขัดออกมา
“แต่ว่านะ ดันเจอเ้ารี้ดได้ แถมยังนั่งโต๊ะติดกับเราอีก” เสียงเอลฟ์สาวคนน้องพูด คนพี่ออกอาการไม่พอใจนิดหน่อย แล้วพวกนั้นก็เชิดหน้าไปที่โต๊ะเป้าหมายของผม!
ผมอึ้งไปเล็กน้อย คุณโบนี่ไม่ได้แกล้งผมใช่มั้ย!? เมื่อมองไปที่อีฟว์ เขาก็ยิ้มแห้งยักไหล่เหมือนบอกให้รู้ว่า ชั้นบอกนายไม่ทันน่ะพวก อ่า…มิน่าล่ะ
“ที่จริงแล้วเื่งานเก็บของป่า เ้าพวกนั้นน่ะมีเส้นสายเยอะที่สุดแล้วครับ อืมบางทีผมเองก็ไปของานพวกนั้นเหมือนกัน ที่จริงเ้าพวกนั้นไม่ได้นิสัยแย่หรอกครับ อาจจะเป็กับคุณรี้ดคนเดียวล่ะนะ” อีฟว์พูดพร้อมสีหน้ารู้สึกผิด
ผมกระดกเบียร์เพิ่มอีกหนึ่งอึกในขณะที่คิดว่าจะเอาไงดี เริ่มต้นไม่ค่อยสวย แต่เราก็อุตส่าห์รู้แล้วว่าเ้าพวกนั้นคือแหล่งหางานที่ดีที่สุด ฮื้มมเอาว่าลองคุยกับอีฟร์ระหว่างรอพวกนั้นคุยงานเสร็จก่อนแล้วกัน อื้ม!
สิ่งที่ผมไม่คาดคิดสำหรับค่ำนี้เลยก็คือ อีฟว์กลายเป็เพื่อนเอลฟ์ของผมไปแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็เผ่าพันธุ์เดียวกับเ้าเอสเม่นั้น เขาบอกว่าอยู่ระดับผู้เดินทาง และชอบทำงานหลายอย่าง บทสนทนากับเขาเปิดโลกและเพลินมากๆ
ในขณะที่ผมกับอีฟว์คุยกันถูกคอ เสียงหัวเราะก็เพิ่มไปตามจำนวนแก้วเบียร์ บางทีโต๊ะอื่นที่รู้จักอีฟว์ก็มีเขามาถามบ้างว่าคุยอะไรกัน เพราะเป็ภาพที่แปลกตา ่หนึ่งที่ผมจำได้แค่หน้าอีฟว์และพนักงานเอลฟ์(เพื่อสั่งเบียร์เพิ่ม) จนเกือบลืมว่ามาทำไม ตอนนั้นเอง
“นี่ นายรี้ด นายจะดื่มฝั่งนี้พวกชั้นก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แต่ว่าลดเสียงลงหน่อยได้มั้ย เดี๋ยวลูกค้าพวกชั้นจะมากันแล้ว และเชื่อเถอะว่านายไม่อยากทำให้พวกเขาหงุดหงิดแน่!” เอลฟ์น้องสาวหันมาพูดแกมสั่ง
“ฮ่าๆ ขอโทษทีครับ คุณรี้ด พวกเราลดเสียงลงหน่อยดีกว่าครับ” อีฟว์พูดพร้อมขยิบหน้าให้
“อืมมม เข้าใจแล้ว ขอโทษที……แต่ว่าหลังจากพวกเธอคุยธุระ กับลูกค้าเสร็จแล้ว ขอผมคุยด้วยได้รึเปล่าแล้ว…พวกผมจะอยู่อย่างสงบ?” หลังจากเห็นสัญญาณของอีฟว์ผมชั่งน้ำหนัก จึงขอคว้าโอกาสนี้ไปด้วยเลย
“แก รี้ด!?” เอลฟ์น้องสาวชักสีหน้าเล็กน้อยอย่างคิดไม่ถึง
เอสเม่รีบยกมือปรามแล้วหรี่ตา “...ได้สิ แต่ขอเตือนนะ ถ้าลูกค้าพวกชั้นหงุดหงิดน่ะ นายรับผิดชอบไม่ไหวแน่” เขาหันมาเตือนนิ่งๆ จ้องมาอย่างจริงจัง ราวกับบรรยากาศเปลี่ยน
“...ได้ ผมรับปาก” ผมตอบกลับพร้อมก้มหัวเล็กน้อย พวกนั้นจึงหันไป
“เหลือเชื่อจริงๆนะครับคุณรี้ดเนี่ย” อีฟว์หันมาถามเบาๆ
“เอ๋?” ผมตอบแบบงงๆ
“คือ ผมดีใจที่คุณรี้ดเห็นสัญญาณอยู่หรอก แต่ไม่นึกว่าจะใช้เื่นี้ต่อรองกับพวกนั้นน่ะครับ” เขาทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“คุณยังไม่ลืมใช่มั้ยครับว่า เอาจริงๆคุณสู้พวกนั้นไม่ได้เลยนะครับ” เขาสำทับเพิ่มอย่างโกรธครึ่งหนึ่ง นับถือครึ่งหนึ่ง
ผมยิ้มแห้งแล้วดันแว่น อย่างเสียไม่ได้
“ขอโทษด้วยครับ แฮะๆ ที่จริง ผมค่อนข้างจนตรอกอยู่น่ะครับ ทำให้คุณอีฟว์ต้องมาเดือดร้อนไปด้วยเลย
เขาส่ายหัวอย่างผ่อนคลาย “มื้อนี้ผมขอเลี้ยงให้ความบ้าบิ่นนั้นเองนะครับ”
เพียงไม่นานเสียงพูดคุยของโต๊ะรอบๆพวกเราเบาลงพร้อมกันเล็กน้อย และมีเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนดังขึ้นมาแทน มันเหมือนว่าโต๊ะแถวๆนั้นทุกคน พร้อมใจกันเบาเสียงเพื่อสร้างฉากเปิดตัวคนกลุ่มนั้นโดยไม่ได้นัดหมายกัน แม้แต่พนักงานสาวที่ขี้เล่นบางคนยังก้มหัว สงบเสงี่ยมลง ต้อนรับคนกลุ่มนั้น
เมื่อพวกเขาเดินผ่านโต๊ะพวกเรา กลิ่นน้ำหอมจางๆและเสื้อผ้าชั้นดี ะโอย่างเงียบเชียบว่า นี่คือกลุ่มบุคคลที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะคนที่เดินนำหน้า น่าจะเป็ผู้มีอำนาจ อีกสองคนก็ไม่ธรรมดา หนึ่งมนุษย์กิ้งก่า หนึ่งเอลฟ์สาว ท่าทางเหมือนบอดี้การ์ด แน่นอนว่าพวกเขานั่งลงที่โต๊ะของเอสเม่
โต๊ะรอบๆผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อพวกเขานั่งลง แต่ก็คุยสนุกสนานกันเบาลง อีฟว์กระซิบบอกผมว่า ‘นั่นน่ะ ลูกเ้าเมืองข้างๆ ลูกค้าประจำกลุ่มเอสเม่ครับ’ ผมเองก็คิดไม่ถึงว่ากลุ่มของเอสเม่เจ๋งขนาดนี้เลยเหรอ อีฟว์ได้เล่าข่าวลือให้ผมฟัง บางเื่เองก็เคยได้ยิน บางเื่ไม่เคยได้ยิน แต่ที่ใคือ
“จากข้อมูลนะครับ เรียกได้ว่างานนักพยากรณ์กระแสเวทย์น่ะ เป็แค่งานอดิเรกสำหรับกลุ่มนั้นน่ะครับ งานจริงคืองานหาของป่านี่แหละ” อีฟว์พูด
“เข้าใจว่าเอลฟ์ได้เปรียบเื่พื้นที่นะ แต่ยังไงพวกเขาก็แค่ระดับผู้เดินทางนะ”
อีฟว์ยิ้มและชูนิ้วชี้ที่ปาก
“ถ้าคุณมีทีมงานและเชี่ยวชาญพื้นที่มากพอ และทำงานนี้มาหลายสิบปี ยังไงก็มือใหม่ ระดับไหนก็สู้ไม่ได้หรอกครับ”
นั้นสินะ…เอลฟ์อายุยืนกว่านี่กลายเป็ ข้อได้เปรียบหลักเลยแฮะ
ขณะใช้ความคิด เสียงบอกลาและเสียงขยับเก้าอี้ก็ดังขึ้น ตามมาด้วย เสียงฝีเท้าจากไปของกลุ่มลูกค้าประจำกลุ่มนั้น เมื่อมองไปที่โต๊ะนั้น พบว่าพวกนั้นก้มหัวส่งลูกค้าอยู่ และเมื่อสายตาเอสเม่เจอสายตาผม
“เฮ่อ จัดการให้เสร็จๆไปกว่า เอ้าจะคุยอะไรก็มาซักที!” เอสเม่หงุดหงิดเล็กน้อย ผมไม่ถือสาอะไรหรอก อย่างน้อยเ้านี่ก็รักษาคำพูดล่ะนะ
“ผมอยากขอคำแนะนำเื่งานหาของป่าน่ะ”
โดยไม่อ้อมค้อม ผมพูดเข้าประเด็นโดยไม่เสียเวลายกยอป้อปั้น หรือลังเลอีก ทั้งสามพี่น้องที่กำลังมองเหยียด เปลี่ยนสีหน้าเป็อึ้ง จากนั้นไม่นานเมื่อน้องเล็ก หัวเราะขึ้นมาก่อน ทั้งสามเลยหัวเราะท้องแข็งตามอยู่นาน และนั้นเองที่ทำให้ผมอึ้งไปแทน
“วะฮะฮ่า ฮ่าๆๆ! เ้ารี้ดเอ้ย! ชั้นนึกว่าแกจะมีข้อดีแค่ความอึดพิเศษ สำหรับระดับชาวบ้านซะอีก ที่แท้อารมณ์ขันก็ไม่เลวนี่หว่า ฮ่าๆๆ น้องสาวขอเบียร์เพิ่มสามแก้วหน่อย” เอสเม่หัวเราะลั่นและดูถูกผมพร้อมกันในทีเดียว
“ระดับผู้อาศัยว้อย! อย่างน้อยผมก็ทำงานได้เหมือนกันแหละ!” เจอดูถูกเยอะๆ ผมเองก็เริ่มอารมณ์เสียแฮะ
“นี่สาวน้อย อย่าเพิ่งไป ขอเบียร์เพิ่มให้นักพยากรณ์ระดับผู้อาศัย คนนั้นเพิ่มด้วย ฮ่าฮ่า โอ้ยย” ยัยเอลฟ์คนเล็กช่วยเสริม เสียงหัวเราคิกคักค่อยๆผ่อนลง ทั้งสามคนทำท่าเหมือนผมมามอบความบันเทิงให้พวกมันมากกว่ามาปรึกษางาน
…
“นายเข้าใจรึเปล่า ว่าเมื่อกี้นายขออะไร?” เอสมาร์ เอลฟ์ชายคนกลางถาม พร้อมยังเช็ดน้ำตาจากที่หัวเราะอยู่โดยไม่มองหน้า
“นั่นสิ หางานพิเศษมันก็ดีนะ แต่ตัดเื่ไม่ใช่เอลฟ์ออกไป นายยังแค่ ‘ระ-ดับ-ผู้-อา-ศัย’ นะยะ” เอสเมีย เอลฟ์คนเล็กจ้องหยาม “จะไม่ให้พวกชั้นดูถูกได้ยังไง?”
ผมกัดฟัน ถอนหายใจและพยายามระงับอารมณ์ แล้วจึงดันแว่นขึ้น
“ผมเลยบอกว่าขอคำปรึกษาไม่ใช่เหรอ? ผมไม่ได้บอกรับงานได้ทุกอย่างเสียหน่อย จริงมั้ยล่ะ?” ผมเถียงและมองไปที่เอสเม่อย่างไม่หลบตา เขาเองก็มองกลับมาเหมือนใช้ความคิด
“อืม…ถูกของเขา อย่างน้อยหมอนี่ก็ใช้สมองอยู่บ้าง” เอสเม่พูดขึ้น เอลฟ์อีกสองคนหันหน้าขวับไปยังพี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างใ
“พี่! เอาจริงเหรอ?”
“หมอนี่ไม่ไหวหรอกพี่ แค่นอกบาเรียมันยังแย่เลยนะ!”
“แบบนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอครับ” อีฟว์ที่มาเมื่อไหร่ไม่รู้พูดขัดขึ้น
ทั้งวงหันมาสนใจอีฟว์ทันที
“นายจะรับผิดชอบแทนมันเหรอ?” เอสมาร์ถามขึ้น
อีฟว์ โบกไม้โบกมือพร้อมอธิบายอย่างใจเย็น ด้วยรอยยิ้มประจบเล็กน้อย
“โอ้ ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ลองคิดดูสิครับ คุณรี้ดของเราเนี่ยแม้จะอยู่ ระดับผู้อาศัย แต่ถึงกระนั้นเื่การพยากรณ์ก็ไม่เคยมีปัญหา แสดงว่าพอมีฝีมืออยู่ ซึ่งจำเป็ในการหาของป่า อีกทั้งเ้าตัวเองก็ตระหนักถึง ความอันตรายอยู่แล้ว งานที่กลุ่มพวกคุณได้รับมันก็เยอะใช่มั้ยล่ะครับ และเหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในพวกคุณเองก็เหมือนจะรู้ข้อจำกัดของคุณรี้ดดี เหมือนตัวอย่างที่ยกมาเื่นอกบาเรียนั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าพวกคุณ รู้จักทรัพยากรที่ชื่อคุณรี้ดดีพอควร เพราะฉะนั้นการนำทรัพยากร ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็สิ่งที่พวกคุณถนัดอยู่แล้ว มีแต่ได้กับได้ ถูกมั้ยครับ”
“ว้าวว อีฟว์” ผมได้แต่อึ้ง เอลฟ์สามพี่น้องก็สีหน้าสงบลงแล้วเงียบเหมือนกัน ผมถึงกับเริ่มคิดเลยว่าการได้เป็เพื่อนกับอีฟว์ผู้นี้ถือเป็กำไรสำคัญแล้ว แม้ผมจะไมได้งานหาของป่าก็เถอะ เขาอธิบายจนสามพี่น้องนั้นเหมือนโดนสะกด ที่ผ่านมางานอะไรทำให้เขาร่ายมนตร์ได้แบบนี้กันเนี่ย เสียงผิวปากหวิวมาจากเอสมาร์
“โว้วอีฟว์ ไม่คิดเลยว่านายฝีปากดีขนาดนี้ ไม่สนใจทำสัญญาถาวร กับพวกเราเหรอ?” เอสมาร์ชักชวนอีฟว์ทันที
“ขออภัยครับ ผมสะดวกใจรับงานเป็ครั้งๆมากกว่าครับ และผมชอบเดินทางมากกว่าด้วย” อีฟว์โค้งให้เล็กน้อย
“หึหึหึ โอเคอีฟว์ ถ้าเ้านี่ถึงกับทำให้นายพูดขนาดนั้นได้ แต่ชั้นไม่รับประกันความปลอดภัยหรอกนะ” เอสเม่พูด
เื่พลิกผันไปในแนวที่เข้าทางผมแบบไม่คาดคิด อีฟว์กับผมกลับไปที่ โต๊ะตัวเอง ระหว่างที่สามพี่น้องปรึกษากันเื่งานผมเองก็ขอบคุณอีฟว์อย่างมาก ชื่อของผมก็ลอยเรื่อยๆมาจากโต๊ะนั้น ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่เหมือนพวกนั้น จะรู้ความสามารถและข้อจำกัดของผมมากกว่าตัวผมเองเสียอีก ส่วนหนึ่งคงเป็เพราะผมไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วยล่ะนะ โลกของระดับผู้เดินทาง แค่ระดับเดียวก็กว้างกว่าจริงๆ
เวลาไม่เกินหนึ่งแก้วเบียร์หมด ผมและอีฟว์ก็ถูกเรียกไปฟังข้อสรุปที่โต๊ะนั้น…
“ชั้นอยากถามก่อน นายได้ประโยชน์อะไร อีฟว์ นายอยากได้ค่านายหน้าเหรอ?” เอสเม่ถาม
อีฟว์ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วส่ายหัว
“ไม่ใช่หรอกครับ ผมคิดว่างานที่ให้คุณรี้ดได้เนี่ย ถ้าหักค่านายหน้าคงไม่ต่างจากทำฟรีหรอกครับ อีกอย่างผมยังไม่รู้เลยว่าคุณรี้ดจะได้งานมั้ย ถูกมั้ยครับ”
“แบบนี้ก็ยิ่งน่าสงสัยสิ นายคิดอะไรอยู่กันแน่ยะ?” เอสเมียถาม
“อืมม…ผมแค่ถูกใจเขาน่ะครับ ค่ำนี้ผมแค่พูดสิ่งที่น่าจะเป็ประโยชน์ กับทุกฝ่ายและดื่มด่ำกับเบียร์ป่า ผมไม่ได้รับประกันหรือเรียกผลประโยชน์อะไร ถ้าคุณรี้ดเป็ประโยชน์กับพวกคุณ พวกคุณก็เห็นคุณค่าของผมเพิ่ม คุณรี้ดได้รายได้เสริม ได้เพิ่มความต้านทาน ถ้าคุณรี้ดไม่ได้เื่ พวกคุณก็แน่ใจว่าจะไม่เสียเวลาคุยเื่นี้กับเขาอีก คุณรี้ดก็ต้องหาทางอื่น ผมเองเมื่อไม่ได้รับประกันก็ไม่มีความเสียหาย เห็นมั้ยครับ ทุกคนได้ประโยชน์”
“ว้าววว นายน่าจะเป็ประโยชน์กับพวกเรามากกว่านะ พ่อรูปหล่อ” เอสเมียแซว อีฟว์ยิ้มรับ
“โอเคๆ งานคือหากระเทียมเพลิงป่า ครึ่งกิโล ภายในหนึ่งเดือน สถานที่คือ บริเวณป่านอกบาเรียเขตเอลฟ์ประมาณไม่เกินรัศมีสองกิโลเมตรนี่แหละ แกคิดว่าจะไหวมั้ยล่ะ รี้ด” เอสเม่ถาม
ผมหันไปมองอีฟว์เพื่อความมั่นใจ ตอนนี้อีฟว์คือที่มั่นเดียวของผมแน่ๆ เขาลังเลเล็กน้อย
“พื้นที่บริเวณนั้น ผมยืนยันว่า ความหนาแน่นของอนูเวทย์น้อยที่สุดครับ”
ผมหันไปหาเอสเม่ด้วยความมั่นใจขึ้น ก่อนที่ผมจะเอ่ยปาก
“ก่อนนายจะตกลง ค่าตอบแทนคือ 100 ซิลฟา สำหรับ 100 กรัม แต่ถ้าหมดเวลาแล้วยังได้ไม่ครบ เราจะให้ราคาเท่าที่นายมีและปรับนาย 500 ซิลฟา ตกลงมั้ย?”
ผมตาโต สมองคิดฉับไว
“หมายความว่า ถ้าผมหาได้น้อยกว่า 600 กรัม ผมจะไม่ได้อะไรเลยและ อาจเป็หนี้ด้วยสินะ?” ผมลังเล
“ช่วยไม่ได้นะรี้ด ชั้นรู้ว่าฝีมือนายช่วยงานนี้ได้ แต่ร่างกายระดับชาวบ้านของนาย ไม่ได้บอกแบบนั้น ชั้นเองก็ไม่อยากขาดทุน”
เอสเม่เหยียดแต่ก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“ตกลง” ลังเลไม่นานผมจึงคว้าโอกาสไว้
หลังตกลงกันได้ ผมได้ทำสัญญากับกลุ่มนั้นโดยมีอีฟว์เป็พยาน มันช่างบังเอิญอะไรแบบนี้ ผมกับอีฟว์กลับมาที่โต๊ะเราอีกครั้ง หลังขอบคุณเป็การใหญ่ จึงปรึกษากับเขาอีกครั้งถึงงานนี้ สรุปว่าความลังเลของเขา ก่อนหน้านี้คือ ปริมาณครึ่งกิโลกรัม
ผมกับอีฟว์นัดกันว่าจะมาเจอกันทุกค่ำวันศุกร์ที่นี่เพื่ออัพเดทงาน และสังสรรค์ สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หนทางของผมเปิดออกทันทีที่ผมเห็นเป้าหมายชัดเจน ความโชคดีอาจจะเป็หนึ่งความสามารถของผมเหมือนกัน ถ้าค่ำนี้ไม่เจออีฟว์ ผมนึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ