ภายใต้คำสั่งเฉียบขาดของรองผู้บัญชาการเฉิง ตำรวจหนุ่มและตำรวจวัยกลางคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดการสอบสวนฉินลู่ไว้แล้วเดินออกจากห้องสอบสวน
หลังจากที่ตำรวจทั้งสองคนออกไปรองผู้บัญชาการเฉิงก็นั่งสบายๆ อย่างไร้กังวลตรงข้ามฉินลู่หยิบสมุดบันทึกการสอบปากคำของตำรวจสองคนบนโต๊ะแล้วพลิกดู
“นี่มันอะไร มั่วซั่วไปหมด” พลิกดูแล้วครู่หนึ่งผู้บัญชาการเฉิงก็ฉีกสมุดบันทึกในมือทิ้งอย่างคาดไม่ถึงจากนั้นหยิบสมุดบันทึกเล่มใหม่ขึ้นมา ชี้ไปที่ถุงพลาสติกบนโต๊ะแล้วพูดกับฉินลู่ว่า “ปืนกระบอกนี้แกเอามาจากไหน”
ฉินลู่ขมวดคิ้วแล้วมองขึ้นลงรองผู้บัญชาการเฉิง
“ฉันถาม รีบตอบมา!” ผู้รองผู้บัญชาการเฉิงตะคอก
“ปืนพกกระบอกนี้ไม่ใช่ของผม”
“อ้อ” รองผู้บัญชาการเฉิงพยักหน้าและบันทึกในสมุดบันทึกว่า“ปืนพกเป็นของแก”
ฉินลู่ตกตะลึงพูดอย่างโกรธเคืองว่า "ผมบอกว่าปืนพกไม่ใช่ของผม!"
“อืม” รองผู้บัญชาการเฉิงพยักหน้าอย่างเฉยเมยไม่แก้บันทึกที่จดในมือ
ในตอนนั้นเองฉินลู่ก็เข้าใจแล้วว่าผู้อำนวยการเฉิงที่อยู่ข้างหน้าเขาเป็นผู้ไม่ได้รับเชิญและอาจจะมาสร้างปัญหาให้เขาด้วยซ้ำ
“คำถามต่อไป” รองผู้บัญชาการเฉิงหยิบปากกาขึ้นมาแล้วถามฉินลู่“ทำไมนายถึงทำร้ายคนอื่น ทั้งยังใช้ปืนพกพยายามฆ่าคนด้วย”
“ในตอนนั้นผมจำเป็นต้องป้องกันตัว เป็นพวกเขาที่มาฆ่าผม! แปลว่าผมทำร้ายพวกเขาหรือ”
"ฮ่าๆ" รองผู้บัญชาการเฉิงเยาะเย้ย"แกเป็นแค่หมอ มือไม้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้โต้กลับคนร้ายสี่คนได้ยังไง ฉันคิดว่าแกเป็นนักฆ่า"
ในตอนนี้ในใจฉินลู่ชัดเจนมากแล้วเห็นได้ชัดว่ารองผู้บัญชาการเฉิงที่อยู่ตรงหน้าคือคนของหยางกรุ๊ปจัดหามามีจุดประสงค์คือให้เขาถูกตัดสินโทษ "ผมมือไม้ไร้เรี่ยวแรงหรือไม่พวกเรามาวัดกันได้"
“บังอาจ!” รองผู้บัญชาการเฉิงตบโต๊ะเอ่ยด้วยน้ำเสียงคุกกรุ่น “จำไว้ว่าตอนนี้แกเป็นใคร! สารภาพมา โทษหนักจะได้เป็นเบา พูดออกมาคือทางออกเดียวของแก”
“ฟังคำพูดของคุณดูแปลกๆ นะ” ฉินลู่เย้ยหยัน
“เล่าขั้นตอนการลงมือของแกอย่างละเอียดมาซะ” รองผู้บัญชาการเฉิงถามต่อ
คราวนี้ฉินลู่เพียงหุบปากเงียบทันทีไม่พูดสักคำ เงยหน้ามองฟ้า
“พูดมา!” รองผู้บัญชาการเฉิงกล่าวอย่างโกรธจัด
ฉินลู่ยักไหล่แล้วทอดมองเขาด้วยสายตาช่วยไม่ได้
“แกคิดว่าปฏิเสธการสอบสวนแบบนี้แล้วจะหลีกหนีการลงโทษตามกฎหมายได้หรือ”รองผู้บัญชาการเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
ฉินลู่ยังคงมองรองผู้บัญชาการเฉิงเหมือนคนโง่คนหนึ่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“โอเค ดีมาก ดีจริงๆ ฉันจะดูว่าแกจะทนได้ถึงไหน” รองผู้บัญชาการเฉิงหัวเราะหยันอย่างโกรธจัดแล้วพยักหน้าจากนั้นยืนขึ้นแล้วพูดกับตำรวจทั้งสองคนที่เขาพามาด้วย “เสี่ยวหลินนายไปเอาก้อนน้ำแข็งพวกนั้นวางใต้เท้าของเขา เสี่ยวหลี่ ไปเอาลูกกลิ้งยางมา”
“ครับ ผู้บัญชาการ!” ตำรวจทั้งสองคนพยักหน้าและเดินออกจากห้องสอบสวน
“ไอ้หนุ่ม ฉันมีวิธีจัดการแก ดูซิว่าลิ้มลองความทุกข์ทรมานแล้วจะสารภาพหรือเปล่า”รองผู้บัญชาการเฉิงเยาะเย้ย
ฉินลู่เงียบสนิท
“แกพร้อมจะสารภาพด้วยความทรมานหรือยัง”
"เผชิญหน้ากับผู้ต้องหาที่ดื้อด้านแบบแกความรุนแรงที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น"
“เอาเถอะ งั้นพวกคุณมาเถอะ จะใช้กลวิธีอะไรก็งัดออกมาใช้” ฉินลู่ยักไหล่อย่างเมินเฉย
“หึ ฉันจะดูว่าแกจะทนได้ถึงไหน”
กล่าวจบโทรศัพท์ของรองผู้บัญชาการเฉิงก็ดังขึ้น เขาเดินออกจากห้องสอบสวน หลบไปริมกำแพงหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดปุ่มรับสาย
“ฮัลโหลครับ นั่นคุณหยางใช่ไหม”
“ฉันเอง จัดการไปถึงไหนแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคนดังมาจากปลายอีกด้าน
“เด็กคนนั้นไม่ง่ายที่จะรับมือ แต่ผมเตรียมกลวิธีบางอย่างไว้ใช้กับเขาแล้วครับ”รองผู้บัญชาการเฉิงกระซิบกับโทรศัพท์
“ดี เรื่องทั้งหมดฉันฝากไว้กับนายแล้ว นายช่วยเหลือตระกูลหยางหลังจบเรื่องพวกเราจะตอบแทนให้อย่างงาม” ชายที่อยู่อีกด้านของโทรศัพท์เน้นคำว่า"ตอบแทน"
“คุณหยางโปรดวางใจ เรื่องนี้จะจัดการให้คุณพอใจแน่นอน” รองผู้บัญชาการเฉิงหัวเราะจนปากจะฉีกถึงรูหู
“งั้นรบกวนนายด้วย”
“ไม่รบกวนเลยครับ ไม่รบกวน” รองผู้อำนวยการเฉิงพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก
"ตู๊ด..."
โทรศัพท์ถูกวางสายไป
รองผู้บัญชาการเฉิงกลับเข้าไปในห้องสอบสวนอีกครั้งนั่งที่แล้วมองฉินลู่ ก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้บอกขั้นตอนการลงมือก่อเหตุของตัวเองได้หรือยังถ้ารออีกสักพัก ถึงแกอยากอธิบายก็คงต้องลิ้มลองความทรมานสักหน่อย"
“คุณรู้ไหมว่าคุณกล้ามาก” ฉินลู่มองรองผู้บัญชาการเฉิงด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม
เปลือกตาของรองผู้บัญชาการเฉิงกระตุกเอ่ยอย่างเคร่งขรึม "แกพูดแบบนั้นหมายความว่ายังไงไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย"
ฉินลู่เยาะเย้ย"หมายความว่ายังไงกันแน่ คุณน่าจะรู้ชัดเจนนะ"
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน จะพูดก็พูดมา!” รองผู้บัญชาการเฉิงตบโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้น
“เมื่อกี้ เสียงโทรศัพท์ระหว่างคุณกับใครบางคน ผมได้ยินทั้งหมด” ฉินลู่พูดอย่างเนือยๆ
“อะไรนะ!” รองผู้บัญชาการเฉิงยืนขึ้นด้วยความตกใจ
เมื่อครู่ตอนเขารับโทรศัพท์เพื่อหลบซ่อนหูตาผู้คนก็หลบไปยังริมกำแพง แม้แต่คนที่อยู่ตรงระเบียงทางเดินยังไม่ได้ยิน แล้วชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนจะได้ยินได้อย่างไรล่ะ
“พูดไร้สาระอะไรของแก!”
ฉินลู่วางมือคู่ที่ใส่กุญแจมือไว้บนโต๊ะสอบปากคำอีกครั้งแล้วยกนิ้วมาแคะเล็บ"พูดไร้สาระไหม ตนเองย่อมรู้ดี"
ฉินลู่ฝึกตนตั้งแต่ยังเด็กทั้งยังมีพรสวรรค์ฟ้าประทานอยู่เต็มเปี่ยมประสาทสัมผัสทั้งห้าอยู่เหนือจินตนาการของคนทั่วไป ถึงตำรวจอ้วนที่อยู่ตรงหน้าเขาจะซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้องแต่เพียงแค่ฉินลู่ตั้งใจเพ่งฟังอย่างละเอียดก็ได้ยินแล้ว
หลังจากหายตกใจรองผู้บัญชาการเฉิงก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้สอบปากคำอีกครั้งเอ่ยเบาๆ ว่า “แกแล้วรู้ยังไงล่ะ เพื่อสอบปากคำแกฉันได้ส่งคนไปหยุดอุปกรณ์บันทึกในห้องสอบสวนนี้ ไร้ปากไร้เสียงอย่างแกไม่มีใครเชื่อหรอกในเมื่อรู้แล้ว งั้นฉันจะบอกความจริงให้"
รองผู้บัญชาการเฉิงเอนร่างกายส่วนบนไปยังโต๊ะสอบสวนจ้องไปที่ดวงตาของฉินลู่และกล่าวว่า “ฉันต้องขจัดปัญหาเรื่องแกให้ตระกูลหยางแกไปยุ่งกับคนที่ไม่ควรจะยุ่ง อย่าคิดที่จะได้ออกไป ไม่มีใครมาช่วยแกได้ยิ่งไม่ต้องคิดช่วยเหลือตัวเอง มีเพียงผลลัพธ์เดียวที่รอแกอยู่"
“นั่นก็คือ ความตาย”
ฉินลู่หรี่ตาเล็กน้อยแล้วพูดเย้ย"ดูเหมือนว่าอำนาจหยางกรุ๊ปจะไม่เล็กซะแล้วแม้แต่คนระดับอย่างคุณก็สามารถสั่งการได้"
รองผู้บัญชาการเฉิงชี้นิ้วสั่นๆกล่าวว่า “ไม่ใช่สั่งการ ตระกูลหยางไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้ แกน่าจะเข้าใจว่านี่คือการร่วมมือแบบหนึ่ง”
ฉินลู่ยิ้มและเอ่ยว่า"ไม่ว่าคุณจะพูดยังไงก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่าคุณเป็นหมารับใช้"
สีหน้าของรองผู้บัญชาการเฉิงทะมึนลงทันทีเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เจ้าหนู ดูเหมือนว่าแกยังไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองนะอีกไม่นานแกจะได้ลิ้มรสชาติของการทรมาน”
สิ้นเสียงรองผู้บัญชาการเฉิงประตูห้องสอบสวนก็ถูกผลักเปิดออก ตำรวจสองคนนั้นเดินเข้ามาคนหนึ่งถือก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ไว้ในมือ ส่วนอีกคนหนึ่งถือลูกกลิ้งยางขนาดยาวอันหนึ่งไว้
ลูกกลิ้งยางเป็นแท่งเหล็กเพียงแค่ด้านนอกหุ้มด้วยชั้นยาง เมื่อตีกระทบร่างกายคนจะไม่ทำให้เกิดรอยแผลที่เห็นชัดเจน
“ตอนนี้ มาตัดสินกันเถอะ” รองผู้บัญชาการเฉิงผายมือออกมาแล้วพูดว่า“จะยอมรับความผิดของตัวเองหรือจะเอาแบบนี้...”