หลังงานฌาปนกิจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร เ้าขมิ้นอยู่ในความดูแลของครอบครัวแซ่หลี่ชั่วคราว
หลวงเวชวินิจไม่ได้เตรียมใจกับการสูญเสีย หรือการดูแลเด็กเล็กเพียงคนเดียวทั้งที่มีงานรออยู่ ทุกอย่างจึงค่อนข้างทุลักทุเล วางแผนคร่าวๆ ว่าจะจ้างแม่นม ยังดีที่ยายแม้นหมอตำแยพอรู้จักหญิงที่คลอดบุตรเดือนก่อนในละแวกเดียวกัน จึงวานให้หญิงนั้นมาเป็แม่นมที่บ้านกงสีเถ้าแก่หลี่
เ้าว่านยาทีแรกก็หุนหันพลันแล่นจะล้มเลิกการเรียนต่อมาดูแลน้องสาวเต็มตัว ทว่าบิดาไม่ยอม
“หน้าที่ดูแลลูกเป็ของพ่อ ลูกไม่ต้องมาเป็กังวลแทนเลย ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีเถิด แม่เ้าเองก็คงอยากเห็นลูกเติบโตมีอนาคตเช่นกัน ขมิ้นหย่านมเมื่อไหร่ พ่อจะรับไปอยู่นคร์ด้วยกัน”
ร้านยาแผนโบราณแม่ศรีประไพจึงไร้คนอยู่ ลูกชายไปทาง บิดาไปทาง ทารกน้อยไปทาง
เปิดภาคเรียนมัธยมเจ็ดในฤดูฝน เอี๊ยมจุ้นติดเครื่องยนต์พานักเรียนลงมาส่งถึงพระนคร อาศัยอยู่ชั้นสองของร้านเถ้าแก่หลี่แห่งใหม่เลียบคลองภาษีเจริญ
ว่านยายังคงติดอยู่กับความสูญเสีย จะให้ร่าเริงต่อปากต่อคำกับไฉเวลานี้คงไม่ไหว คนพี่เข้าใจจึงไม่ก่อกวนหรือเซ้าซี้เช่นที่ผ่านมา
ไฉนั่งขอบเตียงมองมุ้งฝั่งตรงข้าม ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวตาเรียวรีสะท้อนความเห็นอกเห็นใจ ทั้งยังสงสารน้องจับจิต ชีวิตเขายังไม่เคยพบความสูญเสีย จึงไม่กล้าเอ่ยปากบอกว่านยาว่า ‘อย่าเสียใจ’ กระนั้นจะให้คิดถ้อยคำดีๆ มาปลอบ ประสบการณ์ก็ไม่มากพอจะสอนใครให้ปล่อยวาง
นั่งมองนอกมุ้งอยู่ครู่หนึ่ง ร่างสูงก็ลุกจากเตียงหอบหมอนหอบผ้าห่มเดินไปยังเตียงตรงข้าม
“เ้ายา พี่ขอนอนด้วยได้ไหม”
ว่านยายังไม่หลับ มีเื่ให้ขบคิด พออยู่ไกลบ้าน ใจกลับรู้สึกราวมารดาไม่ได้จากไปไหน อีกฝ่ายยังเฝ้ารอเขาที่ร้านยาในตลาดหันคา
‘ความจริงหาใช่เช่นนั้น’ ว่านยาเถียงกับตัวเอง
พอได้ยินคนพี่ขอนอนด้วยก็เพียงหันมองเงาตะคุ่มนอกมุ้ง ก่อนจะขยับตัวให้อีกฝ่ายเข้ามาง่ายดาย ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยนอนเตียงเดียวกันเสียเมื่อไหร่
“คิดถึงบ้านหรือ” เอ่ยถามไฉ
คนโตกว่าแทรกตัวขึ้นเตียงพยักหน้ารับ ทั้งที่ใจจริงเพียงห่วงน้องเท่านั้น เข้ามาแล้วก็จัดที่ทาง ก่อนมือหนาจะแง้มมุ้งเพื่อครอบฝาตะเกียงให้ดับลง
“ฉันอยากตายก่อน” ว่านยาเอ่ยขึ้นมาดื้อๆ
ไฉขมวดคิ้วเป็ปม กลัวใจว่านยาจะคิดตายตามแม่
“พูดอะไรอย่างนั้น ชีวิตเ้ายามีค่ามากหนา อยากเป็หมอมาดูแลคนป่วยไข้ ช่วยคนทุกข์ยากไม่ใช่หรือ จะมาตายก่อนได้อย่างไร”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ว่านยารีบแก้
“แล้วหมายความอย่างไรเล่า” คนพูดชักมีน้ำโห เื่ตายจะล้อเล่นได้อย่างไร
“ระหว่างเราสองคน ฉันคงทนไม่ไหวถ้าต้องดูทุกคนจากไปก่อน กับพี่ ถ้าเป็ไปได้ ให้ฉันจากไปก่อนเถอะนะ”
ไฉพลิกนอนตะแคง มือคลำไปตามตัวเ้ายา เห็นว่าไม่ขัดขืนจึงกอดให้แน่นขึ้นอีกหน่อย จากภาพหลวงเวชวินิจที่คร่ำครวญตอนแม่ศรีประไพเสีย ความเสียใจระดับนั้นคงให้ว่านยาแบกรับคนเดียวไม่ไหว
ไฉวางคางเกยไหล่คนร่วมเตียงกระซิบคำสัญญาอีกหนึ่ง
เกิดมาแต่เล็กจนโต พวกเขาเอ่ยคำสัญญาไว้มากมายเหลือเกิน แต่อันนี้คงต้องจำให้มั่น
“พี่ให้เ้ายาไปก่อนก็ได้ แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ เราจะอยู่กันไปจนแก่เฒ่า พี่อยากเห็นเ้ายาตอนหนังเหี่ยว แก่หง่อมเดินไม่ไหว”
คนฟังแค่นหัวเราะออกมาน้อยๆ
“ขนาดนั้นจะลำบากเสียเปล่า”
“พี่ดูแลได้ แต่เล็กก็ดูแลมาตลอด อยู่กันไปจนถึงวันนั้นด้วยกันเถิดหนา พี่อาจจะพุงโลหัวล้านก็ได้ เ้ายาจะได้มีเื่ให้ทับถมล้อเลียนกัน”
อาจเป็ครั้งแรกในรอบเดือนที่แย้มยิ้มออกมาจากใจจริง เพียงแค่คิดตาม ว่านยาคลำไปตามท่อนแขนที่โอบกอดปลอบตัวเองอยู่
“หาอะไร” เสียงทุ้มดังแ่ข้างหู
“มาเกี่ยวก้อยสัญญากัน”
“อยู่นี่” ไฉยกนิ้วขึ้นมาเกี่ยว
“พี่สัญญา”
????
เรียนมอเจ็ดได้เกือบหนึ่งภาคการศึกษา ว่านยาเรียนคนละสายกับไฉ คนหนึ่งเรียนวิทยาศาตร์ อีกคนเรียนภาษา ทุกวันพวกเขาจะตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งเรือไปท่าสะพานพุทธก่อนเดินข้ามสะพานต่อจนถึงโรงเรียน
ตอนอยู่ชัยนาทลูกเจ๊กอย่างไฉถือเป็ของหายาก ทว่าพอเข้าพระนครหลังเปลี่ยนการปกครอง มีการควบคุมโรงเรียนจีน พวกคหบดีเลยส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนไทย ไฉจึงไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไป ซ้ำยังมีกลุ่มมีก้อนของตัวเอง ส่วนใหญ่ก็มาจากตลาดน้อย เยาวราช สำเพ็ง แต่พวกนั้นส่วนใหญ่ดันเรียนสายวิทย์นี่ซี น้อยนักจะเลือกสายเดียวกับไฉ
ว่านยานั้นมีเพื่อนบ้าง ส่วนใหญ่เป็ลูกหลานนักวิชาการ ข้าราชการ พอพวกลูกคหบดีทั้งหลายรู้ว่าสนิทกับไฉเลยเหมารวมเขาเป็เพื่อนไปด้วยอีกคน
ชีวิตในโรงเรียนทั้งสนุกและมีสีสัน กระนั้นตามสัญญาของเตี่ย ไฉต้องช่วยบริหารจัดการร้าน ตรวจสอบของและบัญชี ถึงมีหลงจู๊กับลูกจ้างใช่ว่าจะปล่อยปละละเลยได้ กลับจากโรงเรียนนอกจากทำการบ้าน ทุกวันก็ยุ่งกับร้าน หมดห่วงเื่มั่วสุม
เสียงเคาะประตูเรียกสายตาว่านยาที่กำลังพับผ้าอยู่บนเตียง
“อยากกินอะไร ข้าวอบหม้อดินไหม พี่ทำให้”
“ไฉดูบัญชีเสร็จแล้วหรือ”
“อือ เรียบร้อยแล้ว”
ว่านยาวางมือ เหลือเสื้อผ้าให้พับอีกไม่มาก ไว้ทำทีหลังก็ได้
“งั้นเดี๋ยวเราช่วยไฉหั่นผัก”
เข้าครัวด้วยกัน ไฉอยู่หน้าเตาเป็หลัก พวกเขาไม่ได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ส่วนใหญ่ก็ช่วยกันทุกเื่ ซักผ้าก็ซักด้วยกัน ข้าวปลาอาหารก็หาด้วยกัน ตัวติดกันจนเพื่อนที่โรงเรียนเรียกแฝดสยามอินจัน ติดที่ไม่ได้ใช้อวัยวะร่วมกัน
“วันจันทร์หลังเลิกเรียน พวกเรานั่งรถรางไปสนามหลวงกันไหม มีงานฉลองรัฐธรรมนูญ” ไฉเอ่ย
“ไปสิ ข่าวว่าวันนี้วันแรกนี่”
วันหยุดต้องดูแลร้านตามคำสั่งเตี่ย เลยไปไหนไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากให้เ้ายาอุดอู้มากเกินไป
“พวกไอ้เพ้งบอกปีก่อนมีแห่จรวดตอร์ปิโด รถเกราะ แสดงแสนยานุภาพของสยามกันเอิกเกริก ปีนี้น่าจะพอกัน พ่อแม่มันจะพาไปกันวันนี้แหละ แต่พี่ต้องดูร้านน่ะสิ”
“พรุ่งนี้ก็ไม่ต่างกันนักหรอกน่า นี่ไฉ หันมานี่หน่อยซิ”
ว่านยาทักคิ้วขมวด มองแก้มขาวมีปื้นดำของเขม่าควัน จุดไฟอย่างไรเล่านี้ เปื้อนยันแก้มขาว
บอกให้หันไฉก็หันตามคำขอ มือเรียวปาดผงสกปรกหวังเช็ดให้สะอาด เลยทำให้แก้มแดงจากรอยถู
“โตแต่ตัวจริงๆ” ว่านยาย่นจมูกล้อเลียน
ไฉหัวเราะน้อยๆ ใครกันแน่โตแต่ตัว ไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เห็นชอบอ่านหนังสือพิมพ์นักหนา ไม่แตะนวนิยายเริงรมย์บ้างเลยหรือไง
????