เสียงะเิกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว "ป่าหมอกปีศาจ" ชายขอบของอาณาจักรมนุษย์ฝูงนกนับพันแตกตื่นบินว่อนสัตว์อสูรน้อยใหญ่ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นเมื่อวัตถุลึกลับจากฟากฟ้าร่วงหล่นลงมาปะทะพื้นดินด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
ฝุ่นควันคละคลุ้งตลบอบอวลต้นไม้โบราณอายุนับร้อยปีหักโค่นเป็วงกว้างรัศมีทำลายล้างกินพื้นที่ไปเกือบหนึ่งลี้ (ประมาณ 500 เมตร)ตรงใจกลางหลุมลึกนั้น มีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนแผ่หราอยู่ในท่ากบถูกทับ
"แค่ก! แค่ก! ...ไอ้แก่ตัณหากลับ! ถีบมาได้ ก้นข้าระบมหมดแล้ว!"
เฉินเฟิง ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากหลุม เขามองสำรวจร่างกายตนเอง...เสื้อผ้ากระสอบที่อาจารย์ปู่บอกว่าเป็ 'ชุดเกราะไหมฟ้า' (ซึ่งเฉินเฟิงไม่เคยเชื่อ)ขาดรุ่งริ่งไปบ้าง แต่ิัของเขากลับไร้รอยขีดข่วน
"แปลกจริง... ตกมาสูงขนาดนั้น ทำไมไม่เจ็บเลย? หรือพื้นดินที่นี่มันนุ่มเหมือนฟองน้ำ?"เฉินเฟิงลองกระทืบเท้าดูเบาๆ เปรี้ยง! พื้นหินแกร่งแตกละเอียดเป็ผุยผง
เขาขมวดคิ้วมุ่นความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวในจิตใจ "พื้นดินเปราะบางผิดปกติ...หรือนี่คือกับดัก? พื้นที่นี้อาจจะเป็เขตแดนเสื่อมโทรมที่ถูกคำสาป?"
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่รุนแรงยิ่งกว่าเื่พื้นดิน
"เดี๋ยว... ทำไม... ทำไมหายใจไม่ออก!"
เฉินเฟิงยกมือขึ้นกุมคอหน้าเริ่มเขียวคล้ำ เขาพยายามสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังสูดเอาความว่างเปล่าเข้าไป
"ลมปราณ... ทำไมลมปราณที่นี่มันเจือจางขนาดนี้!มันเบาบางยิ่งกว่าตดมดในคุก์เสียอีก!"
สำหรับเฉินเฟิงที่เติบโตมาในคุก์สถานที่ซึ่งมีแรงกดดันิญญาหนาแน่นจนแทบจะเป็ของเหลวการมาอยู่ในโลกมนุษย์ที่มีลมปราณเบาบาง จึงเปรียบเสมือนปลาที่ถูกจับโยนขึ้นบกเขาต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ในการปรับจังหวะการหายใจและโคจรพลังเพื่อไม่ให้ปอดแฟบ
"อันตราย... อันตรายจริงๆ โลกภายนอกนี่มันนรกชัดๆ!"เฉินเฟิงพึมพำด้วยความหวาดกลัว (ที่ผิดเพี้ยน)"คนที่จะมีชีวิตรอดในที่ที่อากาศเบาบางแบบนี้ได้ ต้องเป็ยอดคนพันธุ์ไหนกัน?"
โฮกกกกก!
เสียงคำรามต่ำๆดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านหลัง เฉินเฟิงสะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง พบกับ "พยัคฆ์ลายพาดกลอน" ตัวมหึมา สูงกว่าสองเมตรเขี้ยวโง้งยาวเฟื้อย ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองเขาด้วยความหิวโหย
มันคือสัตว์อสูรระดับ1'พยัคฆ์โลหิต' ที่ชาวบ้านหวาดกลัวนักหนาแต่ในสายตาเฉินเฟิง...
"แมว? ...ทำไมแมวที่นี่ตัวใหญ่จัง? แต่มองดูแล้ว... ทำไมมันดูผอมแห้งแรงน้อยเหมือนไม่ได้กินข้าวมาสามเดือน?"เฉินเฟิงวิเคราะห์ด้วยสายตาเวทนาสัตว์อสูรในคุก์ปกติตัวเท่าูเาและมีเกล็ดเหล็กกล้า เ้าตัวนี้ดู 'นุ่มนิ่ม' เกินไป
เ้าพยัคฆ์ไม่รอให้เหยื่อวิจารณ์รูปร่างมันพุ่งกระโจนเข้าใส่เฉินเฟิงทันที อ้าปากกว้างหมายจะขย้ำคอหอย
"เฮ้ย! ใจเย็นเ้าเหมียว!" เฉินเฟิงใ ยกแขนขึ้นมากันตามสัญชาตญาณ
กริ๊บ!
เสียงเหมือนคนเคี้ยวถั่วดังขึ้น...ไม่ใช่แขนเฉินเฟิงที่ขาด แต่เป็ เขี้ยว ของพยัคฆ์โลหิตที่แตกกระจายเต็มปาก!
เ้าเสือร้ายชะงักกึกร่างสั่นเทาด้วยความเ็ปและมึนงง มันมองเขี้ยวที่หักกระเด็นของตัวเองแล้วมองแขนของเฉินเฟิงที่ไม่มีแม้แต่รอยแดง
"อ้าว..."เฉินเฟิงมองดูเ้าเสือที่น้ำตาคลอเบ้า "ขอโทษทีข้าเกร็งกล้ามเนื้อแรงไปหน่อย... กระดูกเ้าคงเปราะเพราะขาดสารอาหารสินะน่าสงสารจริงๆ สัตว์ที่นี่คงใช้ชีวิตลำบากน่าดู"
เ้าพยัคฆ์ส่งเสียงครางหงิงๆก่อนจะม้วนหางจุกตูดวิ่งหนีหายไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต
เฉินเฟิงมองตามหลังมันไปพลางส่ายหน้า"สัตว์อสูรยังอ่อนแอขนาดนี้... แล้วมนุษย์ที่นี่จะเปราะบางขนาดไหน? ข้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าเผลอไปชนใครตายเข้า"
เฉินเฟิงเดินออกจากป่ามาจนถึงหน้าผาสูงชันเบื้องล่างเขาเห็นหมู่บ้านเล็กๆ และทิวเขาสลับซับซ้อนทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาช่างงดงามแปลกตายิ่งนัก
แต่สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุดคือร่างเงาเล็กๆ บนท้องฟ้าไกลๆ
มีคนกำลังเหาะอยู่!
นั่นคือผู้ฝึกตนระดับ'สร้างรากฐาน' ที่สามารถขี่กระบี่บินได้ เขาดูองอาจในชุดคลุมสีขาวท่าทางสง่างามราวนักพรต... แต่ทว่าความเร็วในการบินนั้น...
"ช้า..." เฉินเฟิงหรี่ตามอง "ช้ามาก!นั่นเขาเรียกว่าเหาะเหรอ? ข้าเดินถอยหลังยังเร็วกว่าเลยมั้ง?"
ในคุก์พวกจอมมารเหาะกันด้วยความเร็วแสง หรือไม่ก็วาร์ปข้ามมิติ แต่คนผู้นี้บินเอื่อยๆเหมือนแมลงปอหมดแรง แถมยังดูโคลงเคลงเหมือนจะร่วงมิร่วงแหล่
"เข้าใจแล้ว..." เฉินเฟิงทุบมือลงบนฝ่ามือ"ที่อาจารย์ปู่บอกว่าโลกภายนอกอันตราย คือแบบนี้นี่เอง...สภาพแวดล้อมที่เลวร้าย (ลมปราณเบาบาง) ทำให้ผู้คนอ่อนแอและพิการกันหมดการที่พวกเขาบินช้าๆ คงเพื่อประหยัดพลังงานชีวิตสินะ"
เฉินเฟิงรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกขึ้นมาจับใจ
"เอาล่ะ! เพื่อความอยู่รอดในสังคมนี้ ข้าต้องทำตัวให้กลมกลืน...ข้าต้องแกล้งทำตัวเป็ 'คนป่วย' เหมือนพวกเขาเดินให้ช้าลง หายใจให้เบาลง และห้ามใช้แรงเกิน 1 ส่วนในหมื่นส่วนเด็ดขาด!"
เฉินเฟิงสูดหายใจลึก(อย่างระมัดระวัง) จัดเสื้อผ้าให้ดูซอมซ่อลงอีกนิดแล้วก้าวเท้าเดินลงจากเขาด้วยท่าทางที่พยายามเลียนแบบ 'คนอ่อนแอ' ที่สุดเท่าที่เขาจะจินตนาการได้
โดยไม่รู้เลยว่า... ทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไปนั้น คือที่ตั้งของ "สำนักกระบี่เมฆาคล้อย" สำนักที่กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของตำนานะเืปฐี!