“อย่างนั้นเองเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำเสียดสีของหญิงสาวทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศในทีมก็ดูอึดอัดขึ้นมา
ใช่แล้ว นี่คือชะตากรรมของพวกเขา
ชีวิตที่ไร้ค่าเปรียบเทียบกับเหล่าชนชั้นสูงที่แค่เอ่ยปากเพียงคำเดียว...
และในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นบรรยากาศที่แปลกไปชายร่างกำยำในทีมจึงโบกมือทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วพูดว่า
“คิดอะไรกันอยู่?”
“รับเงินเขามา ก็ต้องช่วยเขาขจัดภัย”
“อีกอย่างขุนเขาแห่งหมอกมีอันตรายอะไรนักรึไงแค่มีจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ตัวเดียวเท่านั้นเอง...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“เอ่อ... คุณไม่รู้ข่าวลือล่าสุดใช่ไหม?”
“ข่าวลือเหรอ? ข่าวลืออะไร?”ชายร่างกำยำทำหน้าเหลอหลา
“ขุนเขาแห่งหมอกจัดให้เป็นเขตอันตรายสีแดงแล้วนะข้อมูลบอกว่าที่นี่อาจมีสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ดูเหมือนหมอกอาศัยอยู่”
“เอ่อ...”
หน้าของชายร่างกำยำแข็งทื่อไปเล็กน้อยเขามองไปทางหมอกที่ปกคลุมขุนเขาด้วยความระแวง
พูดตามตรง เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆเขาเพิ่งถูกดึงเข้าทีมมาแบบกะทันหัน
เพียงเพราะพรสวรรค์ของเขาคือสายเสริมแกร่งซึ่งนับว่าเป็นกำลังรบที่พอใช้ได้
แต่ในรายละเอียดนั้นอย่าว่าแต่เรื่องภารกิจเลย แม้แต่ข้อมูลของขุนเขาแห่งหมอกเขาก็ยังไม่ค่อยรู้
และตอนนี้เมื่อมองม่านหมอกที่แผ่กระจายไปทั่วขุนเขา บนใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววสงสัย
หมอกพวกนี้จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างนั้นหรือ?
มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
เรื่องที่ผิดสามัญสำนึกแบบนี้จะมีอยู่จริงได้อย่างไร
......
ในขณะที่ชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นกำลังสงสัยอย่างหนักในพื้นที่ไม่ไกลจากพวกเขานัก
“วูบ”
หมอกหมุนวนจนกลายเป็นวังวนสูงเท่าตัวคนทันใดนั้น ร่างที่ดูบอบบางร่างหนึ่งได้ปรากฏกายขึ้น
เถาวัลย์สีแดงฉานแกว่งไกวอยู่ในม่านหมอก
เจ้าของร่างนั้นมีใบหน้าสะสวยทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“ที่ว่าเป็นการทดสอบ คือคนพวกนี้เหรอคะ?”
จิงจี๋พึมพำแผ่วเบาสายตาจ้องมองไปยังร่างเล็กๆ ร่างของ ‘มดทองคำ’ที่ปรากฏขึ้นในวังวนหมอกเช่นกัน
“พวกเขาเหยียบเข้ามาถึงเขตวงในแล้วถึงเวลาต้องจัดการให้เรียบร้อย”
พูดถึงตรงนี้มดทองคำกอดอกแล้วเสริมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ฉันไม่อยากเห็นใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
เมื่อได้ยินเสียงของมดทองคำจิงจี๋พลันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วลองเชิงถามว่า
“คุณเกลียดชังมนุษย์มากเลยเหรอคะ?”
“เกลียดชังมนุษย์งั้นเหรอ?”
ราวกับได้ฟังเรื่องตลกมดทองคำแค่นหัวเราะออกมาสองสามครั้ง จากนั้นก็มองจิงจี๋ด้วยสายตาเย็นชา
“ถ้าเธอเคยสัมผัสความรู้สึกที่ว่าตั้งแต่เริ่มมีสติก็ต้องกลายเป็นวัตถุดิบของมนุษย์ทุกวันต้องอยู่กับความหวาดกลัวที่สุดว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาจะต้องเห็นพวกพ้องถูกมนุษย์นำไปทดลองอย่างโหดเหี้ยมที่สุด เธอจะเข้าใจเอง”
ในตอนนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้มดทองคำอดไม่ได้ที่จะพูดเสียดสี
“ลืมไป เธอเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกันนี่นา”
“นั่นมันเรื่องในอดีตค่ะ”
เมื่อได้ยินคำเสียดสีของมดทองคำใบหน้าสวยของจิงจี๋เปลี่ยนสีทันที เธอรีบแก้คำพูด
“อดีตก็คืออดีตแต่เธอควรจะเข้าใจไว้ได้แล้วว่า หากตอนนี้ถูกมนุษย์พบเข้าจุดจบของเธอต้องอนาถกว่าฉันเป็นพันเท่าหมื่นเท่าแน่นอน”
สิ้นคำมดทองคำไม่ได้สนใจสีหน้าอันซับซ้อนของจิงจี๋อีกต่อไป เขาหมุนตัวหายเข้าไปในหมอกหนา
.....
ในตอนนั้นเอง
จิงจี๋กำหมัดแน่น สีหน้าของเธอสับสน
ต้องยอมรับว่าคำพูดของมดทองคำมีผลกระทบต่อเธอไม่น้อย
อย่างน้อยที่สุดความยึดมั่นสุดท้ายในใจของจิงจี๋ก็เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง
ทว่าชั่วครู่ ราวกับนึกอะไรขึ้นได้สายตาของจิงจี๋พลันมองไปยังทีมมนุษย์ที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาของเธอส่องประกายวูบวาบ
“บางที ฉันอาจจะคิดมากไปเอง”
พูดพลางจิงจี๋ก็เก็บเถาวัลย์ที่แกว่งไกวเบาๆ ในอากาศจากนั้นเธอก็เขย่งเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า
.....
“ตึก ตึก ตึก...”
เสียงฝีเท้าที่ชัดเจนดังแว่วมาในหมอกสมาชิกในทีมมนุษย์แต่ละคนเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป
พวกเขามองหน้ากันแล้วสายตาทุกคู่ก็จ้องไปทางทิศที่เสียงดังมาโดยพร้อมเพรียง
ครู่ต่อมา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของพวกเขาเงาร่างที่ดูเหมือนมนุษย์เริ่มปรากฏชัดขึ้นในหมอกหนา
“มนุษย์เหรอ?”
ชายร่างกำยำเบิกตากว้างด้วยความฉงน
การได้เจอมนุษย์ในขุนเขาแห่งหมอกเช่นนี้ช่างโชคดีเกินคาด
ต้องรู้ว่าขุนเขาแห่งหมอกเปรียบเสมือนเขาวงกตท่ามกลางหมอกปกคลุมประสาทสัมผัสทั้งห้าจะปั่นป่วนคนปกติแค่ไม่หลงทางก็นับว่าเก่งแล้ว
ส่วนพวกเขาทั้งเจ็ดคนก็เพราะมีผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่มีพรสวรรค์เฉพาะทางถึงไม่หลงทิศในขุนเขาแห่งหมอก
ดังนั้นการมาพบมนุษย์ในขุนเขาแห่งหมอกจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
และในตอนนั้นเอง เงาร่างในหมอกก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น
เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอมีรูปร่างที่สูงโปร่ง
เส้นผมยาวสีแดงฉาน
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดกลับเป็นทรวงอกนูนเด่นและอิ่มเอิบภายใต้ใบไม้ปกคลุมชวนให้จินตนาการไปไกล
“อึก”
ชายร่างกำยำลอบกลืนน้ำลายอย่างเสียกิริยาพลางเช็ดมุมปาก
ต้องยอมรับว่าผู้หญิงที่แต่งตัวแบบนี้เขาห้ามใจไม่อยู่จริงๆ แต่ชั่วครู่ สายตาของชายร่างกำยำก็เลื่อนขึ้นไปข้างบน
สิ่งที่เห็นคือใบหน้าที่ประณีตงดงามอย่างยิ่ง
ใช่แล้ว งดงามมาก!
ทว่าใบหน้าที่งดงามนี้หากเทียบกับสีหน้าและท่าทางของเธอในตอนนี้แล้วกลับดูหมองลงไปสามส่วนอย่างไม่ต้องสงสัย
ดวงตาคู่โตเจือไว้ด้วยรอยยิ้มริมฝีปากแดงอิ่มเผยอเล็กน้อย
“เอ่อ....”
ชายร่างกำยำสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวมกางเกง
กลับมีเพียงใบไม้ปกปิดขาที่ขาวราวกับหยก
สิ่งที่ทำให้เขาตาค้างยิ่งกว่าเดิมคือเธอเดินด้วยเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นดิน
ทว่าในตอนนั้นเองยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เสียงที่เจือด้วยความอิจฉาริษยาก็ดังขึ้นในหมอก
“หึ ไม่เคยเห็นผู้หญิงหรือไง? เห็นฉันคนนี้เป็นธาตุอากาศเรอะ?”
หญิงสาวเพียงคนเดียวในทีมแค่นเสียงเหยียดหยามก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าพลางกวาดตามองจิงจี๋ที่เดินออกมาจากหมอกอย่างละเอียด
“แหมฉันก็ว่าทำไมผู้ชายแต่ละคนถึงยืนขาตายที่แท้ก็มีนังแพศยาที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มานี่เอง...”
ปากก็พูดไปสายตาที่หญิงคนนั้นมองจิงจี๋กลับฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
“...”
จิงจี๋ไม่ได้โต้ตอบ เธอเพียงแค่มองนิ่งๆ
แต่ในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างชายวัยกลางคนคนหนึ่งในทีมเจ็ดคนพลันสีหน้าเปลี่ยนไปพลางตะโกนว่า
“พวกคุณดูให้ดี ผมว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ”
พูดพลางสายตาของเขาก็จับจ้องไปยังเถาวัลย์ที่พันรอบกายของเธอ
ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าเถาวัลย์เหล่านั้นเหมือนมีชีวิต
“ไม่ปกติเหรอ ตรงไหนกัน?”
ชายร่างกำยำย้อนถามอย่างไม่ใส่ใจพลางก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“นี่สาวน้อย หลงทางมาเหรอ?”
พูดพลางสายตาของชายร่างกำยำก็กวาดมองไปตามร่างกายของจิงจี๋มือขวาอดไม่ได้ที่จะยื่นไปหมายจะแตะไหล่
สวย
สวยจริงๆ
ถ้าได้... สักหน่อย คงจะ...
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นบนใบหน้าของชายร่างกำยำก็ปรากฏรอยยิ้มแบบที่ผู้ชายทุกคนเข้าใจกันดี