Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 162 หญิงสาวผู้เย้ายวน

        “อย่างนั้นเองเหรอ?”

        เมื่อได้ยินคำเสียดสีของหญิงสาวทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ

        ชั่วขณะนั้น บรรยากาศในทีมก็ดูอึดอัดขึ้นมา

        ใช่แล้ว นี่คือชะตากรรมของพวกเขา

        ชีวิตที่ไร้ค่าเปรียบเทียบกับเหล่าชนชั้นสูงที่แค่เอ่ยปากเพียงคำเดียว...

        และในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นบรรยากาศที่แปลกไปชายร่างกำยำในทีมจึงโบกมือทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วพูดว่า

        “คิดอะไรกันอยู่?”

        “รับเงินเขามา ก็ต้องช่วยเขาขจัดภัย”

        “อีกอย่างขุนเขาแห่งหมอกมีอันตรายอะไรนักรึไงแค่มีจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ตัวเดียวเท่านั้นเอง...”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา

        “เอ่อ... คุณไม่รู้ข่าวลือล่าสุดใช่ไหม?”

        “ข่าวลือเหรอ? ข่าวลืออะไร?”ชายร่างกำยำทำหน้าเหลอหลา

        “ขุนเขาแห่งหมอกจัดให้เป็นเขตอันตรายสีแดงแล้วนะข้อมูลบอกว่าที่นี่อาจมีสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ดูเหมือนหมอกอาศัยอยู่”

        “เอ่อ...”

        หน้าของชายร่างกำยำแข็งทื่อไปเล็กน้อยเขามองไปทางหมอกที่ปกคลุมขุนเขาด้วยความระแวง

        พูดตามตรง เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆเขาเพิ่งถูกดึงเข้าทีมมาแบบกะทันหัน

        เพียงเพราะพรสวรรค์ของเขาคือสายเสริมแกร่งซึ่งนับว่าเป็นกำลังรบที่พอใช้ได้

        แต่ในรายละเอียดนั้นอย่าว่าแต่เรื่องภารกิจเลย แม้แต่ข้อมูลของขุนเขาแห่งหมอกเขาก็ยังไม่ค่อยรู้

        และตอนนี้เมื่อมองม่านหมอกที่แผ่กระจายไปทั่วขุนเขา บนใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววสงสัย

        หมอกพวกนี้จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างนั้นหรือ?

        มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

        เรื่องที่ผิดสามัญสำนึกแบบนี้จะมีอยู่จริงได้อย่างไร

        ......

        ในขณะที่ชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นกำลังสงสัยอย่างหนักในพื้นที่ไม่ไกลจากพวกเขานัก

        “วูบ”

        หมอกหมุนวนจนกลายเป็นวังวนสูงเท่าตัวคนทันใดนั้น ร่างที่ดูบอบบางร่างหนึ่งได้ปรากฏกายขึ้น

        เถาวัลย์สีแดงฉานแกว่งไกวอยู่ในม่านหมอก

        เจ้าของร่างนั้นมีใบหน้าสะสวยทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็ง

        “ที่ว่าเป็นการทดสอบ คือคนพวกนี้เหรอคะ?”

        จิงจี๋พึมพำแผ่วเบาสายตาจ้องมองไปยังร่างเล็กๆ ร่างของ ‘มดทองคำ’ที่ปรากฏขึ้นในวังวนหมอกเช่นกัน

        “พวกเขาเหยียบเข้ามาถึงเขตวงในแล้วถึงเวลาต้องจัดการให้เรียบร้อย”

        พูดถึงตรงนี้มดทองคำกอดอกแล้วเสริมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

        “ฉันไม่อยากเห็นใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”

        เมื่อได้ยินเสียงของมดทองคำจิงจี๋พลันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วลองเชิงถามว่า

        “คุณเกลียดชังมนุษย์มากเลยเหรอคะ?”

        “เกลียดชังมนุษย์งั้นเหรอ?”

        ราวกับได้ฟังเรื่องตลกมดทองคำแค่นหัวเราะออกมาสองสามครั้ง จากนั้นก็มองจิงจี๋ด้วยสายตาเย็นชา

        “ถ้าเธอเคยสัมผัสความรู้สึกที่ว่าตั้งแต่เริ่มมีสติก็ต้องกลายเป็นวัตถุดิบของมนุษย์ทุกวันต้องอยู่กับความหวาดกลัวที่สุดว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาจะต้องเห็นพวกพ้องถูกมนุษย์นำไปทดลองอย่างโหดเหี้ยมที่สุด เธอจะเข้าใจเอง”

        ในตอนนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้มดทองคำอดไม่ได้ที่จะพูดเสียดสี

        “ลืมไป เธอเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกันนี่นา”

        “นั่นมันเรื่องในอดีตค่ะ”

        เมื่อได้ยินคำเสียดสีของมดทองคำใบหน้าสวยของจิงจี๋เปลี่ยนสีทันที เธอรีบแก้คำพูด

        “อดีตก็คืออดีตแต่เธอควรจะเข้าใจไว้ได้แล้วว่า หากตอนนี้ถูกมนุษย์พบเข้าจุดจบของเธอต้องอนาถกว่าฉันเป็นพันเท่าหมื่นเท่าแน่นอน”

        สิ้นคำมดทองคำไม่ได้สนใจสีหน้าอันซับซ้อนของจิงจี๋อีกต่อไป เขาหมุนตัวหายเข้าไปในหมอกหนา

        .....

        ในตอนนั้นเอง

        จิงจี๋กำหมัดแน่น สีหน้าของเธอสับสน

        ต้องยอมรับว่าคำพูดของมดทองคำมีผลกระทบต่อเธอไม่น้อย

        อย่างน้อยที่สุดความยึดมั่นสุดท้ายในใจของจิงจี๋ก็เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

        ทว่าชั่วครู่ ราวกับนึกอะไรขึ้นได้สายตาของจิงจี๋พลันมองไปยังทีมมนุษย์ที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาของเธอส่องประกายวูบวาบ

        “บางที ฉันอาจจะคิดมากไปเอง”

        พูดพลางจิงจี๋ก็เก็บเถาวัลย์ที่แกว่งไกวเบาๆ ในอากาศจากนั้นเธอก็เขย่งเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า

        .....

        “ตึก ตึก ตึก...”

        เสียงฝีเท้าที่ชัดเจนดังแว่วมาในหมอกสมาชิกในทีมมนุษย์แต่ละคนเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป

        พวกเขามองหน้ากันแล้วสายตาทุกคู่ก็จ้องไปทางทิศที่เสียงดังมาโดยพร้อมเพรียง

        ครู่ต่อมา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของพวกเขาเงาร่างที่ดูเหมือนมนุษย์เริ่มปรากฏชัดขึ้นในหมอกหนา

        “มนุษย์เหรอ?”

        ชายร่างกำยำเบิกตากว้างด้วยความฉงน

        การได้เจอมนุษย์ในขุนเขาแห่งหมอกเช่นนี้ช่างโชคดีเกินคาด

        ต้องรู้ว่าขุนเขาแห่งหมอกเปรียบเสมือนเขาวงกตท่ามกลางหมอกปกคลุมประสาทสัมผัสทั้งห้าจะปั่นป่วนคนปกติแค่ไม่หลงทางก็นับว่าเก่งแล้ว

        ส่วนพวกเขาทั้งเจ็ดคนก็เพราะมีผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่มีพรสวรรค์เฉพาะทางถึงไม่หลงทิศในขุนเขาแห่งหมอก

        ดังนั้นการมาพบมนุษย์ในขุนเขาแห่งหมอกจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย

        และในตอนนั้นเอง เงาร่างในหมอกก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น

        เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

        เธอมีรูปร่างที่สูงโปร่ง

        เส้นผมยาวสีแดงฉาน

        ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดกลับเป็นทรวงอกนูนเด่นและอิ่มเอิบภายใต้ใบไม้ปกคลุมชวนให้จินตนาการไปไกล

        “อึก”

        ชายร่างกำยำลอบกลืนน้ำลายอย่างเสียกิริยาพลางเช็ดมุมปาก

        ต้องยอมรับว่าผู้หญิงที่แต่งตัวแบบนี้เขาห้ามใจไม่อยู่จริงๆ แต่ชั่วครู่ สายตาของชายร่างกำยำก็เลื่อนขึ้นไปข้างบน

        สิ่งที่เห็นคือใบหน้าที่ประณีตงดงามอย่างยิ่ง

        ใช่แล้ว งดงามมาก!

        ทว่าใบหน้าที่งดงามนี้หากเทียบกับสีหน้าและท่าทางของเธอในตอนนี้แล้วกลับดูหมองลงไปสามส่วนอย่างไม่ต้องสงสัย

        ดวงตาคู่โตเจือไว้ด้วยรอยยิ้มริมฝีปากแดงอิ่มเผยอเล็กน้อย

        “เอ่อ....”

        ชายร่างกำยำสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวมกางเกง

        กลับมีเพียงใบไม้ปกปิดขาที่ขาวราวกับหยก

        สิ่งที่ทำให้เขาตาค้างยิ่งกว่าเดิมคือเธอเดินด้วยเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นดิน

        ทว่าในตอนนั้นเองยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เสียงที่เจือด้วยความอิจฉาริษยาก็ดังขึ้นในหมอก

        “หึ ไม่เคยเห็นผู้หญิงหรือไง? เห็นฉันคนนี้เป็นธาตุอากาศเรอะ?”

        หญิงสาวเพียงคนเดียวในทีมแค่นเสียงเหยียดหยามก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าพลางกวาดตามองจิงจี๋ที่เดินออกมาจากหมอกอย่างละเอียด

        “แหมฉันก็ว่าทำไมผู้ชายแต่ละคนถึงยืนขาตายที่แท้ก็มีนังแพศยาที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มานี่เอง...”

        ปากก็พูดไปสายตาที่หญิงคนนั้นมองจิงจี๋กลับฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

        “...”

        จิงจี๋ไม่ได้โต้ตอบ เธอเพียงแค่มองนิ่งๆ

        แต่ในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างชายวัยกลางคนคนหนึ่งในทีมเจ็ดคนพลันสีหน้าเปลี่ยนไปพลางตะโกนว่า

        “พวกคุณดูให้ดี ผมว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ”

        พูดพลางสายตาของเขาก็จับจ้องไปยังเถาวัลย์ที่พันรอบกายของเธอ

        ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าเถาวัลย์เหล่านั้นเหมือนมีชีวิต

        “ไม่ปกติเหรอ ตรงไหนกัน?”

        ชายร่างกำยำย้อนถามอย่างไม่ใส่ใจพลางก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

        “นี่สาวน้อย หลงทางมาเหรอ?”

        พูดพลางสายตาของชายร่างกำยำก็กวาดมองไปตามร่างกายของจิงจี๋มือขวาอดไม่ได้ที่จะยื่นไปหมายจะแตะไหล่

        สวย

        สวยจริงๆ

        ถ้าได้... สักหน่อย คงจะ...

        เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นบนใบหน้าของชายร่างกำยำก็ปรากฏรอยยิ้มแบบที่ผู้ชายทุกคนเข้าใจกันดี

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน