สุดยอดยีนเทพเจ้า

    ตอนที่ 57 หนองน้ำมืด


            หานเซินขึ้นห้องแล้วกลับมาอ่านบทความที่ค้นไว้ต่อ บทความนั้นเป็นของคนที่เคยอาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กเมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนี้น่าจะก้าวไปสู่สเปซที่สองแล้ว จะเรียกว่ารุ่นพี่ก็คงไม่ผิดนัก รุ่นพี่คนนั้นเล่าถึงประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสัตว์อสูรกลายพันธุ์ไล่ล่าจนต้องหนีตายเข้าไปในเขตของ ‘หนองน้ำมืด’ 

            หานเซินเคยได้ยินเรื่องราวของหนองน้ำมืดที่ว่ามาบ้าง มันอยู่ห่างจากฐานพักพิงเกราะเหล็กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราวสองร้อยกิโลเมตร เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งบึงเลนที่ทุกตารางนิ้วเป็นโคลนดูด ไหนจะพืชพรรณมีพิษแปลกประหลาดและสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์มีพิษร้ายแรงจำนวนนับไม่ถ้วน เป็นสถานที่แทบไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจ แม้แต่กลุ่มล่าของสามผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉินเซวียนหรือโอรสสวรรค์ก็ยังไม่เสี่ยงนำทีมฝ่าเข้าไปในเขตหนองน้ำมืดนี้

            รุ่นพี่คนนี้เล่าว่า เพราะถูกสัตว์อสูรกดดันอย่างหนัก เขาจึงจำเป็นต้องลุยเข้าไปในหนองน้ำมืดหวังจะเจอหนทางรอดชีวิต แต่เมื่อเข้าไป สิ่งที่ได้พบกลับเป็นอันตรายรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวไม่แพ้อสูรที่ไล่ล่าเขา 

            หนองน้ำมืดนี้มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายป่าพรุกว้างใหญ่เวิ้งว้างไร้ผู้คน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงแปลก ๆ ดังเป็นระยะ พื้นดินแทบทุกตารางนิ้วชื้นแฉะ มีหนองน้ำตื้นสลับบึงเลนลึกหรือก็คือบ่อโคลนดูดจำนวนมาก แค่ตัดสินใจก้าวผิดหรือเหยียบพลาดเพียงครั้งเดียวก็มีสิทธิ์ถูกดูดจมหายไปในโคลนลึกได้ทันที 

            พืชเล็ก ๆ หลายชนิดก็มีพิษอันตราย ถ้าไม่ระวังก็อาจเสี่ยงถูกหนามมีพิษทิ่มแทงได้ ยิ่งกว่านั้นยังต้องคอยระวังสัตว์อสูรมีพิษรุนแรงที่มักจะซุ่มอยู่ใต้ใบไม้ ก้อนหินหรือในพุ่มไม้ และหลายต่อหลายครั้งก็มักจะโผล่มาดักจับเหยื่อตามรายทาง อสูรพวกนี้มีจำนวนมากจนยากจะรับมือ ทำให้เขาต้องปรับเส้นทางใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งไปกว่านั้นเขาหลงทางอยู่หลายคราว ซึ่งกว่าเขาจะพาตัวเองผ่านพ้นความยากลำบากในนั้นมาได้ก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งปี รุ่นพี่เจ้าของบทความบอกว่า การที่เขายังเอาชีวิตรอดออกมาได้ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ในปาฏิหาริย์แล้ว

            รุ่นพี่ยังเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอในหนองน้ำมืดไว้อย่างละเอียด โดยเฉพาะสัตว์อสูรกลายพันธุ์มากมายหลายชนิดที่เขาต้องเผชิญหน้า และในเรื่องเล่าเหล่านี้มีเรื่องหนึ่งที่หานเซินสนใจเป็นพิเศษ…

            หลังรอนแรมอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะอยู่นาน วันหนึ่งรุ่นพี่คนนั้นก็เจอเข้ากับป่าต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านขึ้นเรียงรายห่างกันเป็นช่วง ๆ สลับกับต้นไม้ขนาดปกติและทุ่งดอกไม้ ต้นไม้ยักษ์เหล่านี้แต่ละต้นใหญ่โตจนต้องใช้คนหลายคนถึงจะโอบรอบได้และสูงเกือบถึงก้อนเมฆ บริเวณโคนต้นของมันแห้งสนิทและเต็มไปด้วยไม้พุ่มทรงสวยที่ออกดอกหลากสีสัน บานสะพรั่ง เสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล ไร้เสียงสัตว์อสูรน่ากลัว ทัศนียภาพรอบ ๆ สวยงามและให้ความรู้สึกสงบ จนเขาเชื่อว่าจุดนี้น่าจะสิ้นสุดเขตหนองน้ำมืดแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็พบว่า ที่นี่ยังเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำมืดอันน่าสะพรึงเช่นเดิม

            เพราะในป่าที่ดูสงบนี้มีสิ่งที่น่ากลัวกว่าบ่อโคลนดูดและอสูรมีพิษบางชนิดหลายเท่า นั่นคืออาณานิคมของตัวต่อสีดำขนาดใหญ่เท่ากำปั้น ที่กล่าวว่า ‘อาณานิคม’ เพราะมีรังของพวกมันจำนวนนับร้อยแขวนอยู่ตามกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์ แต่ละรังมีขนาดมหึมาเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่าความกว้างของเตียงคิงไซซ์ ถ้านับรวมกันแล้วก็น่าจะมีอสูรแมลงพิษพวกนี้ไม่น้อยกว่าหมื่นตัว 

            ครั้งหนึ่งเขาจำเป็นต้องฆ่าตัวต่อสีดำตัวหนึ่งที่หลงมาใกล้ และได้พบว่ามันคือ ‘ตัวต่อเข็มดำ’ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับโบราณ โชคดีที่ในตอนนั้นเขาได้วิญญาณอสูรตัวต่อเข็มดำมาด้วย 

            วิญญาณอสูรตัวต่อเข็มดำเป็นวิญญาณอสูรประเภทอาวุธ เป็นลูกศรวิญญาณอสูรที่ชื่อว่า ‘ลูกศรเข็มดำ’ ลูกศรนี้ไม่เพียงคมกริบ แต่ยังอาบด้วยพิษร้ายแรง และในเวลาต่อมามันก็ถูกขายต่อในราคาสูงลิ่ว

            รุ่นพี่คนนั้นยังเล่าต่อว่า เมื่อได้เห็นความน่ากลัวของต่อเข็มดำเขาก็เลือกที่จะเดินอ้อมไม่ตัดผ่านป่าต้นไม้ยักษ์ แต่จากระยะไกลก็ยังมองเห็นต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งที่ใหญ่โตกว่าต้นอื่น ๆ ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้สูงชะลูดจนมองไม่เห็นยอดและแผ่ขยายกิ่งก้านออกไปกว้างมาก บนกิ่งหลักกิ่งหนึ่งของมันมีรังต่อสีประหลาดขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่ารังรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด รุ่นพี่คนนั้นเขียนบอกไว้ว่า ถ้าเทียบจากขนาดของต้นไม้ยักษ์ใกล้ ๆ รังต่อที่เขาเห็นน่าจะใหญ่เท่าบ้านทั้งหลังได้เลย เขายังเล่าอีกว่ามองเห็นตัวต่อสีแดงก่ำเหมือนสีเลือดขนาดเท่านกพิราบตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินวนอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อดูจากการที่มันอยู่รวมอาณาจักรกับต่อเข็มดำระดับโบราณได้ เขาคาดว่านั่นน่าจะเป็น ‘ตัวต่อเข็มดำระดับกลายพันธุ์’

            ในโพสต์ เขายังแนบคลิปวิญญาณอสูรตัวต่อเข็มดำที่ถ่ายไว้ก่อนขาย เงาของมันขนาดเท่าหนูตัวใหญ่ ตูดเรียวยาวมีเหล็กในที่ใหญ่และปลายแหลมเหมือนเข็มพิษ พอกลายร่างเป็นลูกศร ลูกศรทั้งดอกเป็นสีดำสนิทมีส่วนปลายคมกริบ ผิวของมันสะท้อนประกายสีดำประหลาดอย่างกับมีพิษร้ายซ่อนอยู่ในทุกอณูดูน่าขนลุก 

            ‘ของดีแน่นอน!’ หานเซินคิดในใจ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะคิดไปเยือนหนองน้ำมืด แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขามีวิญญาณอสูรมังกรเกล็ดม่วงที่สามารถเปลี่ยนเป็นปีกได้ ทำให้มีทางเลือกที่จะบินข้ามหนองน้ำมืดแทนการเดินเท้า ทั้งเร็วและปลอดภัยกว่า

            นอกจากปีกวิญญาณอสูรแล้ว หานเซินยังมีทั้งเกราะวิญญาณอสูรรวมถึงวิญญาณอสูรนักฆ่ากระหายเลือดที่เก็บไว้ใช้ในยามคับขันได้ ดังนั้นสำหรับเขา เวลานี้การไปสำรวจหนองน้ำมืดจึงไม่ได้ดูเสี่ยงตายเท่าเดิม

            ตามคำบอกเล่าของรุ่นพี่ สิ่งที่อันตรายที่สุดในส่วนพื้นที่ชื้นแฉะของหนองน้ำมืดคือสัตว์พิษที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นโคลนหนาในบึงเลน และน้อยครั้งมากที่จะเจอสัตว์อสูรที่บินได้บนฟ้าในเขตแดนน่ากลัวนี้ เท่าที่เขาเห็น มีแค่นกกินซากระดับโบราณไม่กี่ตัวเท่านั้น 

            หลังอ่านข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา หานเซินก็เริ่มครุ่นคิดแผนการ อย่างไรก็ตามปัญหาน่าหนักใจที่ต้องคิดอันดับแรกคือ ไม่มีใครรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของป่าต้นไม้ยักษ์ในหนองน้ำมืดตามที่เจ้าของโพสต์เล่า การจะเข้าไปสุ่มตามหาก็อาจต้องเสียเวลามาก

            หานเซินตัดสินใจพับเรื่องนี้ไว้แล้วจัดการเรื่องอื่นก่อน วันนี้เขานัดพบช่างโลหะที่เคยเจอเพื่อคุยเรื่องซ่อมลูกธนูที่หัก

            เมื่อมาถึงจุดนัดพบ หานเซินยื่นลูกธนูที่หักให้ช่างดู ก่อนจะถามว่าซ่อมได้หรือไม่ ช่างมองลูกธนูครู่หนึ่งแล้วตอบเสียงเย็นชา 

            “ซ่อมไม่ได้หรอก ถ้าอยากซ่อมจริงก็หาเครื่องเชื่อมมาเชื่อมเองเถอะ! แต่ถึงเชื่อมได้ความยืดหยุ่นกับความคงทนก็คงไม่เหลือ แถมจุดศูนย์ถ่วงก็เพี้ยนอีก ลูกธนูนี่พังไปแล้วละ”

            “ถ้าอย่างนั้น รับซื้อเป็นเศษเหล็กไหมครับ? อย่างน้อยก็ทำจากโลหะ Z ความบริสุทธิ์หนึ่งจุดสองเปอร์เซ็นต์ น่าจะพอมีราคาอยู่บ้างใช่ไหม?” หานเซินถามต่อ

            ช่างธนูตอบสั้น ๆ อย่างไร้อารมณ์ “ห้าพัน”

            หานเซินตกใจ “ผมซื้อมาตั้งสามแสน ขายได้แค่ห้าพันเองเหรอ?”

            ช่างเพียงแค่ไหวไหล่ “ไม่ขายก็ไม่ซื้อ เอากลับได้ไปเลย”

            หานเซินไม่มีทางเลือก จำใจยอมขายลูกธนูโลหะ Z ในราคาแค่ห้าพันเหรียญ

            เด็กหนุ่มถอนหายใจขณะมองเงินห้าพันที่ได้มาพลางคิด …เขาจะต้องหาลูกศรวิญญาณอสูรแทนลูกธนูโลหะ Z ให้ได้ ลูกธนูโลหะ Z นอกจากจะแพงมากแล้ว คุณภาพก็ไม่สมกับเงินที่เสียไปเลย

            ทว่าเขาก็ยังถามต่อ “คุณพอมีลูกธนูโลหะ Z ที่ดีกว่านี้ไหม?” 

            ช่างธนูส่ายหน้า “ไม่มี ที่ดีกว่ามีแค่มีดสั้นผสมโลหะ Z ห้าเปอร์เซ็นต์ เอาไหมล่ะ?”

            “ราคาเท่าไหร่?” หานเซินสนใจ

            “สามแสน” ช่างตอบรวดเร็ว

            หานเซินขมวดคิ้ว อดสงสัยไม่ได้ “ลูกธนูโลหะ Z หนึ่งจุดสองเปอร์เซ็นต์ก็สามแสน แล้วทำไมมีดที่มีโลหะ Z ผสมตั้งห้าเปอร์เซ็นต์ถึงราคาเท่ากันล่ะ?”

            “เพราะความยากในการผลิตต่างกัน มีดสั้นใช้เครื่องตัดโลหะธรรมดาก็ทำได้แล้ว ขอแค่มีใบเลื่อยดี ๆ ก็พอ แต่ลูกธนูกว่าจะทำได้สักดอกมันซับซ้อนมาก” ช่างโลหะอธิบายไม่เยิ่นเย้อ

            หานเซินคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจในที่สุด “ตกลง ผมเอา” เมื่อชั่งใจจากคุณภาพวัสดุและประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยอมกัดฟันเสียเงินสามแสนแลกมีดสั้นดี ๆ มาอาจจะคุ้มค่าก็ได้

            ช่างพยักหน้า “ของไม่ได้อยู่ที่นี่ ตามมาสิ” จากนั้นก็พาหานเซินลัดเลาะผ่านซอกตึกมากมายจนมาถึงตึกร้างหลังหนึ่ง เขาพาเด็กหนุ่มปีนลงบันไดเก่า ๆ ไปถึงโกดังใต้ดินกว้างขวางแต่สภาพทรุดโทรม ภายในโกดังแห่งนี้เต็มไปด้วยเครื่องจักรสำหรับผลิตอาวุธ รวมถึงเครื่องอัดขนาดใหญ่ที่พอจะบดอัดยานบินทั้งลำให้กลายเป็นเหล็กแผ่นได้

            ช่างโลหะพาหานเซินเดินเข้าไปในห้องเล็ก ๆ หมุนกว้านเพื่อเปิดประตูเหล็กหนาหนักที่มาพร้อมเสียงเสียดหู… 

            ภาพเบื้องหน้าทำให้เด็กหนุ่มถึงกับชะงักไป—ภายในนั้นเป็นเหมือนคลังแสงที่ครบครันไปด้วยอาวุธนานาชนิด จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกชิ้นเงางามสะท้อนแสงวาววับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าได้รับการดูแลอย่างดี ในห้องนี้ให้ความรู้สึกอันตรายและทรงพลังในตัว

            ช่างหยิบมีดสั้นขนาดแปดนิ้วที่มาพร้อมปลอกหนังหุ้มอย่างดีแล้วโยนให้หานเซิน “เอาไป จ่ายเงินแล้วรีบออกไปซะ”

            ทว่า ในตอนนั้นสายตาหานเซินกลับสะดุดเข้ากับดาบเล่มหนึ่งที่วางอยู่ตรงผนังฝั่งทิศเหนือของห้อง แม้รูปลักษณ์ของดาบจะดูธรรมดาไม่ต่างจากดาบทั่ว ๆ ไป แต่มันกลับโดดเด่นกว่าอาวุธมากมายที่เรียงรายอยู่รอบห้องนี้มาก เพราะมันเป็นอาวุธชิ้นเดียวที่ถูกจัดวางไว้บนแท่นวางเฉพาะ แถมยังดูเหมือนจะมีระบบการรักษาความปลอดภัยพิเศษเฉพาะตัวด้วย

            .

            .

            .