ในวันต่อมาเฟิงหลี่เฉียงแวะกินอาหารเช้าที่ร้านข้างทาง วันนี้เขาเลือกกินโจ๊กหมูและซาลาเปา เพื่อให้อิ่มท้องมากลางสังหรณ์บอกเขา วันนี้คงจะเป็วันที่มีงานหนักอย่างแน่นอน และก็เป็ไปตามคาดเมื่อไปถึงที่ฮานหลินหยวน เขาเห็นประกาศติดเอาไว้ที่ลานหน้าตึก ที่เขาทำงานอยู่ที่นั่นมีคนยืนมุงดูประกาศหลายคน
หลิวเสวี่ยเทียนหันมาเห็นเขาและพูดว่า “บัณฑิตเฟิง รีบดูประกาศซะ ใน่สายจะมีการประชุมตามกลุ่มที่แบ่งเอาไว้นะ อย่าเข้าประชุมสายล่ะ”จากนั้น เขาก็เดินกลับเข้าไปในตึก
ในที่สุดเฟิงหลี่เฉียงก็แหวกคนเข้าไปดูประกาศได้และพบว่าเขามีรายชื่ออยู่ในกลุ่มของซุนหยู่หมิน รองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้ายซึ่งเป็คนที่รับผิดชอบหัวข้อหนักๆ ซึ่งทำให้เขาโล่งอกเพราะกลัวว่าจะมีคนโยนเขาไปอยู่ในกลุ่มของหวังซิงเจิ้งรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายขวา ที่เพิ่งมีประเด็นกับเขาเมื่อวานนี้
แต่เขาก็ต้องรำคาญอีกครั้งเมื่อเดินเข้าไปในห้องทำงาน และพบหวายฉางหรง หลี่เว่ยกวงและบัณฑิตฝึกหัดอีก 2-3 คนกำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน เมื่อเห็นเขาเดินผ่านมา คนหนึ่งก็พูดลอยๆ ขึ้นว่า“คนที่ไม่เก่งก็ต้องไปอยู่กับพวกไม่เก่ง” และคนอื่นๆ ก็หัวเราะเสียงดัง
ที่จริงแล้วเฟิงหลี่เฉียงไม่เข้าใจว่ามันตลกตรงไหน เขาจึงเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ และก็ยิ่งทำให้คนเ่าั้หมั่นไส้เขามากยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มยังคงทำงานของเขาต่อตอนนี้เขากำลังคิดเื่การหาเงินพิเศษให้กับทั้งตนเองและเทียนมู่อวี้เขาคิดว่าเขาจะเขียนตำราสักเล่มขึ้นมา และจะวางขายที่ร้านหนังสือ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงหลิวเสวี่ยเทียนมาตามให้คนที่อยู่ในกลุ่มของซุนหยู่หมิน ไปเข้าประชุมเพื่อมอบหมายงาน
หลายคนเดินไปพร้อมกับเขาและพยักหน้าให้กัน เมื่อเข้าไปถึงห้องประชุม ในนั้นมีบัณฑิตอยู่ประมาณ 30 กว่าคนทุกคนนั่งลงและมีการพูดคุยกันบ้าง เฟิงหลี่เฉียงนั่งอยู่ด้านหลังเงียบๆ และสังเกตคนอื่นไปด้วยทั้งหมดมีอายุมากกว่าเขา ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป
แล้วเขาก็ได้ยินชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้า หันมาพูดกับเขาว่า “ท่านคือ บัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงใช่หรือไม่” เด็กหนุ่มยิ้มและพยักหน้ายอมรับ
บัณฑิตหนุ่มท่าทางร่าเริงคนนี้อายุประมาณ 22-23 ปี พูดอย่างเป็มิตรว่า “ข้าชื่อเฉินจื้อเฟิง เป็บัณฑิตฝึกหัดอายุ 23 ปี”
แต่ก่อนที่จะได้พูดคุยกันอีกซุนหยู่หมิน รองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้าย ก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายอีก 3คนในชุดข้าราชการสีเขียว ทุกคนลุกขึ้นยืนต้อนรับ เมื่อเขานั่งลง ทุกคนจึงนั่งตาม
ซุนหยู่หมินกวาดตามองไปทั่วห้องและพูดขึ้นว่า “วันนี้เป็วันที่ข้าจะมอบหมายหัวข้อในการจัดทำหย่งเล่อต้าเตี่ยนที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจีนโบราณมาจนถึงยุคราชวงศ์ในปัจจุบันแน่นอนว่ามีการแบ่งงานให้บัณฑิตจากหน่วยงานอื่นร่วมจัดทำด้วยแต่ฮานหลินหยวนของเราจะเป็หลักในการจัดทำ”
เฟิงหลี่เฉียงเห็นหลายคนมีแววตากระตือรือร้นซึ่งทำให้เขาพอใจ ถ้าต้องไปอยู่กับฝ่ายของหวังซิงเจิ้งรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายขวา การทำงานนี้คงไม่ราบรื่นแน่ เขาเชื่อว่ากลุ่มคนที่เหมือนกันย่อมจะดึงดูดเข้าหากัน เขาจึงไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะตั้งใจทำสารานุกรมนี้อย่างจริงจังแต่เน้นการทำเพื่อสร้างชื่อเสียงและเครือข่ายมากกว่า
ซุนหยู่หมินสั่งให้นำกระดานดำมาและเริ่มต้นแบ่งงาน เขาอธิบายว่า “ข้าจะแบ่งหัวข้อออกเป็การเมืองการปกครองเศรษฐกิจ การทหาร กฎหมาย และจะให้แต่ละหัวข้อมีบรรณาธิการประจำเพื่อรับผิดชอบและในแต่ละกองบรรณาธิการจะมีผู้ช่วย 2 คน และที่เหลือเป็บัณฑิตที่มาช่วยกันทำงาน”
ทุกคนพยักหน้ารับทราบจากนั้นเขาก็แนะนำบรรณาธิการ ซึ่งเป็ทั้งขุนนางในชุดเขียวและชุดสีน้ำเงินจำนวน 6คน ซุนหยู่หมินเริ่มแบ่งบัณฑิตให้ไปประจำแต่ละกองบรรณาธิการโดยเฟิงหลี่เฉียงอยู่ประจำกองกฎหมาย ที่ไม่มีคนอยากทำมากที่สุด บัณฑิตหนุ่มรู้ว่าตนเองเป็เด็กใหม่และไม่มีเส้นสายจึงต้องทำตามคำสั่ง แต่เขาก็พอใจ เพราะกำลังสนใจเื่กฎหมายของต้าิอยู่เช่นกันโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิสตรีและเด็ก
หลังจากนั้น ก็เป็เวลาที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปตามห้องของแต่ละกองบรรณาธิการเฟิงหลี่เฉียงพบว่าตัวเขาอยู่กองเดียวกับชายหนุ่มที่ทักทายเขา หรือก็คือเฉินจื้อเฟิง ทั้งสองเดินคุยกันอย่างถูกคอไปตลอดทาง และเมื่อไปถึงห้อง พวกเขาก็พบกับบรรณาธิการของกลุ่มซึ่งก็คือ ซุนเสวี่ยฟาง ทุกคนแนะนำตัวกัน และมอบหมายให้บัณฑิตอีกหนึ่งคน เป็ผู้ช่วยบรรณาธิการในกลุ่มกฎหมายนี้ กองบรรณาธิการทั้งหมดจำนวนหกคน
เฟิงหลี่เฉียงได้รับมอบหมายให้ศึกษากฎหมายในยุคราชวงศ์ถังและซ่งเขาคิดจะศึกษาสถานภาพของผู้หญิงและเด็กในยุคนั้นไปพร้อมกันด้วย
อย่างไรก็ดีบรรณาธิการ หรือ ซุนเสวี่ยฟาง ก็กำชับว่า “พวกท่านอย่าลืมว่า เรามิได้มีเพียงงานจัดทำสารานุกรมแต่เพียงอย่างเดียวยังมีงานประจำของเราในฐานะบัณฑิตฮานหลินหยวนด้วยข้าไม่อยากได้ยินคำอ้างว่าทำงานนี้อยู่ จนละเลยงานอื่นไป”
ทุกคนรับปากอย่างขันแข็งและแยกย้ายกันไปทำงาน ในตอนนี้งานหลักของเฟิงหลี่เฉียง คือการจัดเรียงเอกสารในห้องสมุดศาสนาพุทธ ที่อยู่ด้านหลังของฮานหลินหยวน เขาจะต้องตรวจสอบว่าในตอนนี้ เอกสารและหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธมีอะไรบ้าง และจะทำอย่างไรให้หาเอกสารได้ง่ายเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกับบัณฑิตที่เขาไม่รู้จักอีกหนึ่งคน
ใน่บ่าย เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ห้องสมุดศาสนาพุทธซึ่งเป็ตึกชั้นเดียวแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และอยู่ลึกเข้าไปข้างในเกือบท้ายสุดของสถาบัน เขารู้ทันทีว่าไม่มีใครอยากจะทำงานนี้แน่ เพราะเมื่อเดินเข้าไป ก็พบห้องสมุดเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่อากาศข้างในอับทึบ แสดงให้เห็นว่า ไม่น่าจะมีใครมาหาข้อมูลที่นี่นานมากแล้ว นั่นก็เพราะในสมัยนั้นคนส่วนใหญ่นับถือลัทธิเต๋ามากกว่า กลุ่มคนที่นับถือศาสนาพุทธ มักเป็เชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงบางกลุ่มทำให้ไม่ค่อยมีบัณฑิตคนไหนให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านนี้มาก
เฟิงหลี่เฉียงบอกตัวเองว่า ถึงเขาจะถูกมอบหมายให้ทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำแต่สำหรับเขาแล้ว ทุกอย่างมีความสำคัญทั้งสิ้น ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งความรู้เหล่านี้อาจจะช่วยชีวิตของเขาก็ได้
เขาบอกกับตัวเองในขณะที่เดินไปเปิดหน้าต่างที่ปิดมานาน เมื่อผลักออก ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายเข้าหน้าจนต้องจามหลายครั้งเด็กหนุ่มคว้าผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากปิดจมูกเอาไว้ และมองดูฝุ่นที่ฟุ้งกระจายผ่านแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาดูทั้งสวยงามและน่าคันตัวไปพร้อม กัน เขาต้องไปหาคนมาช่วยทำความสะอาดที่นี่ ก่อนจะตายเพราะจมฝุ่นหนาทึบในนี้
สักพักบัณฑิตฝึกหัดอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเขาเป็ชายหนุ่มอายุประมาณ 25-26 ปี รูปร่างเล็ก ผอมบาง และคงจะเอาแต่เรียนอย่างเดียวเฟิงหลี่เฉียงคิด แบบนี้จะมีแรงช่วยแบกหนังสือหรือ เขาคงต้องไปหาคนงานมาช่วยเพิ่มแล้ว เด็กหนุ่มคิดในใจ
แล้วเขาก็แนะนำตัวกับอีกฝ่ายว่า“ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง”
อีกฝ่ายรีบตอบรับอย่างตื่นเต้น“ข้าชื่อจิวเหวินชาง ข้าอยู่ที่แผนกการตรวจแก้ไขวรรณกรรม แล้วท่านล่ะ”
“ข้าอยู่แผนกวรรณกรรม”
แล้วจิวเหวินชางก็หัวเราะอายๆก่อนบอกว่า “บัณฑิตเฟิงคงไม่รู้ว่าข้าสอบเข้ามารุ่นเดียวกับท่าน แต่ข้าเป็จินชื่อที่มีคะแนนอยู่ในกลุ่มอันดับสองเราเลยไม่รู้จักกัน แต่ข้ารู้จักท่านดีนะ ฮ่าๆๆๆ”
เมื่อรู้ว่าสอบเข้ามาในรุ่นเดียวกันก็ทำให้ทั้งสองรู้สึกสนิทใจกันมากขึ้น ถึงจิวเหวินชางจะดูผอมบางและขี้อาย แต่เขาก็เป็คนซื่อๆและดูจริงใจ ทั้งสองช่วยกันไปตามหาคนงานมาช่วยปัดฝุ่นและทำความสะอาดห้องสมุดซึ่งกว่าจะทำเสร็จก็หมดเวลาไปทั้งวัน บัณฑิตทั้งสองจึงตกลงกันว่าพรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะมาช่วยกันคิดว่า จะจัดหนังสือและข้อมูลในห้องสมุดนี้อย่างไรจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับไปที่แผนกของตนเอง เพื่อเก็บของกลับบ้าน
ในเย็นวันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน เฟิงหลี่เฉียงลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้เพื่อเตรียมย้ายบ้านที่จริงแล้ว เขาไม่มีสมบัติอะไรมากนัก เว้นแต่หนังสือที่ใช้ในระหว่างการเตรียมสอบ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้านเมื่อเดินไปเปิดประตู เขาก็ต้องตาโตด้วยความดีใจ
“ท่านอาต้า!”
ใช่แล้วเขาคือ ต้าหวงเหลียน ผู้ที่สอนวรยุทธ์ให้กับเฟิงหลี่เฉียงั้แ่เขายังเด็กนั่นเอง