ตอนที่ 37 โจวสือซวิน ฉันเพิ่งจัดการแม่ของคุณไป
เซิ่งอันหนิงถามอย่างชัดเจนแล้วว่ามีโรงพยาบาลแห่งเดียวในเขตอำเภอนี้ และเมืองนี้ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก จึงค่อนข้างที่จะหาโรงพยาบาลได้ง่าย
เซิ่งอันหนิงถือกระเป๋าและยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน เห็นประตูใหญ่ของโรงพยาบาลอยู่อีกฝั่ง ยืนอยู่สักพักก็พบกับโจวสือซวิน จะพูดอย่างไรดีล่ะ เธอไม่คาดคิดว่าโจวสือซวินและหลัวไฉ่เสียจะเดินอยู่เคียงข้างกัน
เมื่อคิดถึงตอนที่ชายหนุ่มเดินกับตน โจวสือซวินจะทิ้งระยะห่างเอาไว้ คาดไม่ถึงว่าจะเดินใกล้ชิดกับหลัวไฉ่เสียขนาดนี้
ในใจของเซิ่งอันหนิงพลันเปรี้ยวขึ้นมาราวกับถูกบีบมะนาวราดรด ยามรู้สึกว่าการแสดงออกของโจวสือซวินตอนนี้ช่างอ่อนโยนนัก
เซิ่งอันหนิงมองดูทั้งคู่จากฝั่งตรงข้ามของถนนโดยไม่ขยับเขยื้อนตัว
ในขณะที่โจวสือซวินกำลังจะขอบคุณหลัวไฉ่เสียที่มาส่งของบางอย่าง เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็พบกับเซิ่งอันหนิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนด้วยใบหน้าบูดบึ้ง เธอดูไม่พอใจอย่างมากและยังคงถือกระเป๋าเดินทางอยู่ในมือ
โจวสือซวินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และรีบเดินเข้าไปหาหญิงสาว “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกระแวงเล็กน้อย จู่ ๆ โจวสือซวินก็เข้ามาหาเธอด้วยท่าทางเคร่งขรึม ซึ่งไม่ได้ดูอบอุ่นเหมือนกับตอนที่อยู่กับหลัวไฉ่เสียเมื่อสักครู่เลย
แม้อารมณ์ความรู้สึกนี้ของเธอจะน่าขบขัน แต่เธอก็ไม่สามารถควบคุมมันได้
หญิงสาวก้มหน้าลงมองดูพื้นและถอนหายใจออกมา “ฉันเพิ่งตบตีกับแม่และน้องชายของคุณมา”
โจวสือซวินคิดถึงนิสัยของอารมณ์จูกุ้ยฮวา คุณธรรมของโจวฉางอวิ้น และนิสัยของเซิ่งอันหนิง ถ้าทั้งสามคนจะมีเรื่องกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โจวสือซวินยังไม่ทันจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนจึงได้ปล่อยให้เซิ่งอันหนิงอยู่ตัวคนเดียวที่บ้าน
โจวสือซวินยื่นมือไปถือกระเป๋าในมือของเซิ่งอันหนิง “เข้าไปก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้”
เซิ่งอันหนิงไม่คิดแล้วว่าบาดแผลบนร่างกายของเขาจะเป็นเช่นไร เธอปล่อยให้โจวสือซวินแบกสัมภาระที่เธอเอามาและข้ามถนนไปพร้อมกับชายหนุ่ม
หลัวไฉ่เสียยังยืนอยู่ตรงข้างทาง บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อพบว่าเซิ่งอันหนิงเดินเข้ามา หล่อนจึงได้ทักทายทันที “เธอมาแล้วหรือ ฉันเพิ่งจะพูดไปเลยว่าเอ้อร์นีเข้าโรงพยาบาล ถ้าให้อาซวินและพี่ใหญ่ดูแลไม่น่าจะสะดวกนัก”
เซิ่งอันหนิงมองดูรอยยิ้มของหลัวไฉ่เสีย เธอจึงรู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่าตนเองไม่ใช่คนที่สุภาพเรียบร้อย แต่ก็ยังยิ้มตอบกลับไป “พี่ไฉ่เสียช่างเอาใจใส่จริง ๆ ค่ะ พอฉันคิดได้ก็เลยตามมา”
ในตอนนั้นเอง คนเอาแต่ใจอย่างเธอจึงตระหนักได้ว่าในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคยนี้ คนคนแรกที่เธอรู้จักก็คือโจวสือซวิน ดังนั้นเธอจึงรู้สึกประทับใจในตัวชายหนุ่ม และตอนนี้ก็รู้สึกชอบขึ้นมาแล้วเล็กน้อย
มันเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง
หลัวไฉ่เสียพยักหน้าและเดินเข้าไปหาโจวสือซวินอีกครั้ง “อีกสักพักเอ้อร์นีก็คงจะได้สติ ฉันจะกลับไปทำโจ๊กข้าวฟ่างใส่พุทราแล้วจะส่งเข้ามาให้ตอนเย็นนะคะ”
โจวสือซวินเอ่ยขอบคุณ “เช่นนั้นรบกวนคุณด้วย ขอบคุณมาก”
หลัวไฉ่เสียหัวเราะ หล่อนไม่สามารถเก็บซ่อนความหงอยเหงาในแววตาของตนเองได้ “คุณจะเกรงใจเกินไปแล้ว ระหว่างเราไม่ต้องขอบคุณก็ได้”
เซิ่งอันหนิงเห็นหลัวไฉ่เสียจากไปไกลแล้ว แต่เธอกลับมีความรู้สึกหึงหวงอยู่ในใจจนต้องคอยปลอบตัวเอง ช่างเถอะ นั่นคืออดีตของโจวสือซวิน ตอนนี้พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรต่อกันแล้ว
เซิ่งอันหนิงผู้ไม่เคยมีความรักมาก่อนจึงรู้สึกหงุดหงิดกับความรู้สึกอันยุ่งเหยิงแบบนี้
โจวสือซวินแอบมองเซิ่งอันหนิงเงียบ ๆ จู่ ๆ หญิงสาวก็มีท่าทางเหมือนสิงโตตัวน้อยที่กำลังหงุดหงิด สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจนดูออกว่าอารมณ์เสีย โจวสือซวินจึงไม่กล้าที่จะถามอะไรมั่วซั่ว “คุณกินข้าวแล้วหรือยัง? ให้ผมพาคุณไปกินข้าวก่อนไหม?”
เซิ่งอันหนิงระงับความรู้สึกยุ่งเหยิงเอาไว้ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนที่ฉันออกมาก็อุ่นซาลาเปาห้าลูกกินไปแล้ว ตอนนี้เลยยังไม่หิว จริงสิ ตอนนี้เอ้อร์นีเป็นอย่างไรบ้าง?”
โจวสือซวินลำบากใจที่จะเอ่ยออกมา “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ยื้อชีวิตกลับมาได้แล้ว”
เนื่องจากการกินยาผิดขนานและตกเลือดในปริมาณมาก แม้จะช่วยชีวิตกลับมาได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นแม่ได้อีกตลอดชีวิต
เซิ่งอันหนิงเองก็สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ “มีชีวิตรอดก็ดีแล้วค่ะ พวกเขาอาจหาญเกินไปแล้ว”
โจวสือซวินรู้สึกว่าเซิ่งอันหนิงได้เป็นคนช่วยชีวิตโจวเอ้อร์นีเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะเซิ่งอันหนิงเตือน ชายหนุ่มก็คงจะไม่รีบไปตามโจวฉางหลินกลับมาในตอนแรก
และคงจะพาโจวเอ้อร์นีมาโรงพยาบาลไม่ทันเวลา
โจวสือซวินพาเซิ่งอันหนิงไปห้องพักผู้ป่วย พลางคิดเรื่องเหล่านี้ระหว่างทาง “คุณถูกเอาเปรียบหรือเปล่า?”
เซิ่งอันหนิงรู้ว่าโจวสือซวินต้องการถามว่าเธอถูกจูกุ้ยฮวาและโจวฉางอวิ้นทำร้ายหรือไม่ “ไม่ค่ะ พวกเขาต่างหากที่บาดเจ็บ”
โจวสือซวินไม่ได้แปลกใจอะไร เซิ่งอันหนิงสามารถทุ่มชายหนุ่มหนึ่งคนได้ การที่ทำให้แม่และน้องชายของเขาบาดเจ็บก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ
โรงพยาบาลในอำเภอยังคงเป็นอาคารชั้นเดียว และแผนกผู้ป่วยในก็อยู่ด้านในสุด และยังคงใช้เตาฟืนกันอยู่
โจวเอ้อร์นีพักอยู่ที่ห้องพักแผนกสูตินรีเวช เป็นห้องพักสำหรับคนไข้ห้าคน มีเตียงเดี่ยวตั้งกระจายล้อมรอบเตาไฟตรงกลาง
ในห้องนั้นมีแม่สองคนที่เพิ่งคลอดบุตรและโจวเอ้อร์นีนอนพักฟื้นอยู่
ผ้าอ้อมถูกอังเอาไว้ข้าง ๆ เตาไฟ และในห้องก็ยังมีกลิ่นของนมและปัสสาวะ
ทันทีที่เซิ่งอันหนิงเข้าไปในห้อง ก็ถูกกลิ่นที่อบอวลอยู่ในนั้นทำให้รู้สึกเวียนหัว ประตูและหน้าต่างทุกบานปิดสนิท
อีกทั้งตรงนี้ยังมีหญิงชราที่มาดูแลคนเพิ่งคลอดบุตรตะโกนเอะอะโวยวาย “รีบปิดประตูเร็ว เร็วสิ โอ๊ย ลมเข้ามาแล้ว”
เซิ่งอันหนิงรีบปิดประตู เนื่องจากในห้องมีแม่ที่เพิ่งให้กำเนิดลูก โจวสือซวินและโจวฉางหลินจึงไม่สะดวกที่จะเข้ามา ทั้งสองจึงต้องรออยู่ข้างนอก
เนื่องจากผู้ชายไม่สามารถเข้าไปได้ โจวสือซวินจึงให้โจวฉางหลินไปตามหลัวไฉ่เสียมาช่วย
เซิ่งอันหนิงอดทนต่อกลิ่นที่ตลบอบอวลอยู่ในห้อง เธอมองดูโจวเอ้อร์นีที่นอนอย่างอ่อนเพลียอยู่บนเตียงผู้ป่วย ริมฝีปากของหล่อนขาวซีด ท่าทางก็ดูเหมือนคนตาย
เซิ่งอันหนิงนั่งลงบริเวณเก้าอี้ข้างเตียง และยื่นมือไปตรวจชีพจรของโจวเอ้อร์นี
ผ่านไปพักหนึ่งเธอก็ยัดมือของโจวเอ้อร์นีกลับเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้งพลางถอนหายใจ นับว่าโจวเอ้อร์นีนั้นดวงดี จึงมีชีวิตรอดกลับมาได้
หญิงชราที่โวยวายขึ้นเมื่อสักครู่นึกสงสัยมาตลอดว่าโจวเอ้อร์นีนั้นป่วยเป็นอะไร จึงถามหญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาเมื่อสักครู่ แต่หล่อนกลับไม่ตอบอะไร
และตอนนี้เมื่อเห็นเซิ่งอันหนิงเข้ามาก็อดที่จะถามไม่ได้ “เธอรู้จักกับคนบนเตียงหรือ? หล่อนป่วยเป็นอะไรล่ะ? ฉันได้ยินมาว่าหล่อนแท้ง ทำไมถึงแท้งล่ะ?”
เซิ่งอันหนิงเกลียดคนที่ชอบถามเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาก แม้เธอจะไม่ชอบโจวเอ้อร์นี แต่ก็คงไม่เอาเรื่องส่วนตัวของหล่อนไปพูดมั่วซั่ว จึงทำเป็นไม่ได้ยิน
หญิงชราเห็นว่าเซิ่งอันหนิงไม่สนใจตนเอง นางจึงทำหน้าบึ้งและอุ้มเด็กแรกเกิดขึ้นมาโยกกล่อม เด็กน้อยเอาแต่แหกปากร้องไห้ไม่หยุดหย่อน
ยิ่งเด็กร้องดังมากเท่าไร หญิงชราก็ยิ่งโยกแรงมากขึ้นเท่านั้น
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงไม่รู้จะทำเช่นไร “แม่ ลูกหิวหรือเปล่า ถ้างั้นให้ฉันกินน้ำหวานหน่อยไหม? หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็น่าจะมีน้ำนมแล้ว”
หญิงชราเอ่ยขึ้น “ฉันคลอดลูกมาห้าหกคนก็ไม่เคยมาโรงพยาบาลสักครั้ง พอคลอดลูกที่บ้านก็มีน้ำนมเลย ทำไมแกถึงได้อ่อนแอเช่นนี้ ดูสิปล่อยให้หลานของฉันต้องหิว”
หญิงสาวเม้มปากและไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
เซิ่งอันหนิงหันกลับมามอง ในห้องที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ เธอนั่งมาได้ระยะหนึ่งยังรู้สึกว่าเหงื่อท่วมแผ่นหลังไปหมด และทารกตัวเล็กถูกห่อเอาไว้ตั้งสามชั้น ด้านนอกยังห่อด้วยผ้านวมหนา ๆ และผูกด้วยเชือกสีแดงเหมือนบ๊ะจ่าง เด็กจะไม่รู้สึกอึดอัดเลยหรือ?
เธอจึงทนไม่ไหวที่จะเอ่ยเตือน “เด็กถูกห่อเอาไว้แน่น เลยรู้สึกร้อนเกินไป”
หญิงชราหันมามองเซิ่งอันหนิง “เธอจะรู้อะไร ฉันเลี้ยงลูกมากี่คนแล้ว ฉันมีประสบการณ์ดี”
เซิ่งอันหนิงจึงเงียบปากไปและไม่เอ่ยอะไรต่อ เมื่อหันกลับมาก็พบกับโจวเอ้อร์นีตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบ และกำลังจ้องมองมาที่เซิ่งอันหนิงด้วยดวงตามืดมน…
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
อาการแบบนี้เรียกว่าหึงค่ะอันหนิง แสดงว่าเธอมีใจให้พี่โจวแล้ว
จ้า มีประสบการณ์ งั้นเชิญเลยค่ะ หลานร้อนอับจนเป็นขี้กลากก็เรื่องของป้าเลย
คนสมัยนั้นต้องดวงแข็งนะคะถึงรอดมาได้ ดูสภาพโรงพยาบาลแล้วก็คือ…
ไหหม่า(海馬)