ตอนที่119 อารอน ผู้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง
หลังจากที่ไนเรลตอบตกลงและพาเซลี่ออกไปเจ้าหน้าที่สาวก็เข้ามารายงานผู้พันเจอย่างรีบร้อน
“ท่านผู้พันคะ ขณะนี้สายข่าวของเรารายงานมาว่ามีมนุษย์ชั้นสูงที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเฝ้าระวังได้มาพักอยู่ที่ค่ายโลหะของฟาริส”เจ้าหน้าที่สาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มนุษย์ชั้นสูงที่มีชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวังพวกที่มีความสามารถระดับSทางสายข่าวยืนยันตัวตนได้หรือไม่ว่าเป็นใคร?”
“ยืนยันตัวตนแล้วว่าเป็นอารอนมนุษย์ชั้นสูงผู้มีความสามารถ [พลิกปฐพี S] เมื่อสามวันก่อนเขามาขอหลบที่ค่ายโลหะเพื่อทำการทะลวงระดับสีเขียวและสามารถเลือนเป็นระดับสีน้ำเงินขั้นต้นได้ตอนเย็นของเมื่อวานดังนั้นเมื่อสักครู่สายข่าวของเราจึงรีบส่งข่าวมาทันที”เจ้าหน้าที่สาวรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับอารอนในขณะที่ผู้พันเจก็ยกมือทั้งสองข้างวางคางพลางคิดอย่างวิตก
ผู้พันเจได้แต่คิดว่าอยากจะให้เป็นคนอื่นมากกว่าเพราะยังจะสามารถคุยได้ แต่อารอนนั้นเป็นพวกทำอะไรตามใจและชอบต่อสู้และท้าดวลทุกคนที่คิดว่าแข็งแกร่งเพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเขานั้นคืออันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ชั้นสูง
“หวังว่าอารอนจะยังคงไม่ได้ยินเรื่องของไนเรลอาโรเดียประธานสมาพันธ์นักล่าผู้นั้นเพราะถ้าระดับสีน้ำเงินทั้งสองสู้กันจะต้องสร้างหายนะแน่ ๆ ”ผู้พันเจพึมพำด้วยเสียงเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมา
อันที่จริงแล้วผู้พันเจยังคงห่วงอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือถ้าอารอนท้าสู้กับไนเรลก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการกวาดล้างรังซอมบี้ที่กำลังจะมาถึงและนั้นก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ไม่แน่นอนและอันตรายจากซอมบี้มากขึ้นอีก
ผู้พันเจสั่งกำชับเจ้าหน้าที่สาวเรื่องที่ไนเรลอยู่ที่นี่ว่าให้ปกปิดไว้ก่อนเพื่อไม่ให้อารอนรู้เรื่องไนเรล
แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้พันเจคิดเพราะในขณะนี้ที่ค่ายโลหะหลังจากที่หนึ่งในคนหนีตายจากบึงพิษกลับมาได้ก็รีบเข้าไปบอกกับฟาริสเรื่องฟลอยด์ในทันที
ฟาริสที่ขณะนี้กำลังจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับอารอนอย่างถอมตนอยู่นั้นเขาก็ต้องหยุดการกินอาหารที่อยู่บนโต๊ะด้วยความหงุดหงิดกับเรื่องที่ได้ยิน
“แกพูดว่ายังไงนะ! ลองพูดใหม่อีกรอบ...!”ฟาริสพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
“นายน้อยฟลอยด์โดนมนุษย์ชั้นสูงที่ชื่อ ไนเรลฆ่าอย่างโหดเหี้ยมแม้แต่ศพก็โดนกบหนองพิษกินไปส่วนพวกเราไม่สามารถช่วยได้เพราะพลังของชายคนนั้นสูงมาก”ชายผู้ที่รายงานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก
ถ้าไนเรลเห็นพวกเขาจะต้องจำได้แน่นอนว่าชายคนนี้คือมนุษย์ชั้นสูงที่มาหยุดเขาในตอนแรกและไนเรลใช้ความสามารถ[สนามพลังอากาศ S] จัดการไปดูเหมือนว่าชายถือดาบเงาในตอนนั้นจะรอดมาได้จากบึงพิษ
“บัดซบฉันจะฆ่ามัน”ฟาริสปัดถาดอาหารที่อยู่ด้านหน้าตัวเองทิ้งไปทันทีด้วยความโมโหพร้อมกันนั้นเขาก็หยิบปืนขึ้นมาและสังหารลูกน้องที่เป็นคนธรรมดาอีกสามคนข้างหลังชายถือดาบเงาด้วยความโมโหแต่เขาก็ยังควบคุมตัวเองได้ไม่ยอมสังหารชายถือดาบเงาเพราะถึงอย่างไรมนุษย์ชั้นสูงก็มีค่ามากแต่กับคนธรรมดาจะตายไปเท่าไหร่ก็มีมาให้เขาเรียกใช้อยู่เสมอ
“แกรู้เรื่องอะไรของมันอีกนอกจากชื่อ”ฟาริสถามชายถือดาบเงา
“ไม่รู้” ชายถือดาบเงาที่ตอนแรกตกใจกลัวแต่ก็รีบตั้งสิตอบคำถามของฟาริสอย่างรวดเร็วแต่เมื่อรู้ว่าตนพูดอะไรไปก็ถึงกับอยากจะต่อยตัวเองสักหมัดดันลืมไปสืบเรื่องของมนุษย์ชั้นสูงคนนั้นซะได้
ถ้ามนุษย์ชั้นสูงคนนั้นเลือกเดินหายไปในป่าเขาก็ซวยนะสิ เพราะถ้าฟาริสไม่ได้แก้แค้นเพราะหาตัวมนุษย์ชั้นสูงคนนั้นไม่เจอก็คงมาลงที่เขา
“เออ...ไม่ใช่...คือผมรู้มาอย่างหนึ่งคือมนุษย์ชั้นสูงคนนั้นมี...มีคริสตัลสีน้ำเงินที่หน้าผากเหมือนกับ...”จากนั้นชายผู้ถือดาบเงาก็มองไปที่อารอนเพื่อบอกเป็นใน
“มีระดับสีน้ำเงินแถวนี้และดูเหมือนจะเลือนระดับเร็วกว่าฉันคนนี้ซะอีกน่าสนใจดีคงต้องไปขอท้าสู้สักหน่อย” อารอนหยิบน่องของสัตว์กลายพันธุ์ระดับ 4ข้างหน้าขึ้นมากัดกิน
“คุณอารอนถ้าคุณสามารถฆ่ามนุษย์ชั้นสูงคนที่ที่ฆ่าฟลอยด์ได้ ผมจะยอมทำตามคำขอของคุณไม่ว่าอะไรก็ตามไม่ว่าอะไรผมจะพยายามหามาให้ได้”ฟาริสที่ได้ยินดังนั้นก็ถือโอกาสยืมมืออารอนจัดการไนเรลทันที
“โอ้...” อารอนยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“ไปรวบรวมคนและสืบหาข้อมูลมันมามนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำเงิน จะต้องเป็นพวกมีชื่อเสียงอยู่บ้าง” ฟาริสกล่าวออกมา
“เออ...แล้วจะไปสืบที่...สืบที่ไหน”ชายผู้ถือดาบเงากล่าวออกมาอย่างสงสัย เพระเขาก็ไม่รู้ว่าไนเรลนั้นอยู่ที่ไหนตอนนี้
“แกโง่หรือไงแถวนี้ก็มีแค่เมืองแลกเปลี่ยนเท่านั้นและมันจะต้องไปที่นั่นอย่างแน่นอน ไปซะรีบไปสืบมาได้แล้ว” ฟาริสกล่าวด้วยความหงุดหงิด
แต่ก่อนที่มนุษย์ชั้นสูงผู้ถือดาบเงาจะออกไปอารอนก็พูดขึ้นมา “เรื่องนั้นไม่ต้องก็ได้เพราะถึงอย่างไรเดียวฉันจะไปที่เมืองแลกเปลี่ยนพร้อมกับนายอีก 2 วันอยู่แล้วถ้าเป็นระดับสีน้ำเงินก็คงสัมผัสถึงกันอย่างแน่นอน”
อารอนพูดจบก็หันมาจัดการกับเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ตรงหน้าต่อจนหมดฟาริสได้แต่มองดูการกินที่ดุเดือดของอารอน
ฟาริสรู้ว่ายิ่งระดับพลังสูงมากก็ต้องกินมากขึ้นตามไปด้วยเพราะตัวเขาก็เป็นถึงระดับสีเขียวแต่ดูเหมือนเขาจะดูถูกการกินของระดับสีน้ำเงินมากไปเพื่อเห็นว่าอาหารไม่พอเขาจึงสั่งให้คนยกเนื้อกลายพันธุ์มาเพิ่มอีก
......
กลับมาทางด้านไนเรลหลังจากรอมาสองวันอย่างเบื่อหน่ายตอนนี้ขณะรอที่จะไปกวาดล้างรังซอมบี้ก็ยังคงมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลานัดในตอนเที่ยงเขาจึงใช้เวลาตรงนี้เดินกินอาหารที่มีขายทุกอย่างในเมืองแลกเปลี่ยน
แม้ว่าไนเรลนั้นจะกินเนื้อระดับต่าง ๆ มามากแต่เขาก็เริ่มเบื่อการปรุงอาหารของตัวเองแล้วจึงคิดเปลี่ยนบรรยากาศเดินไปตามถนนอาหารและกินเท่าที่ทำได้
ในช่วงเวลานี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หายากของไนเรลพอสมควรเพราะที่ผ่านมาเขาแทบไม่มีเวลาว่างทำอย่างอื่นเลยนอกจากคิดแค่ว่าจะรอดไปได้อย่างไรหรือไม่ก็ต้องฆ่าศัตรูอย่างไร มีแต่การต่อสู้ในทุกๆ ขณะนึกคิด
ถ้าเป้นไปได้ไนเรลอยากจะแลกพลังที่มีและขอให้โลกกลับไปเป็นแบบเดิมยังจะดีซะกว่าแต่มันก็เป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
หลังจากพาเซลี่เดินวนจนครบสามรอบไนเรลก็มาจุดที่นัดพบตอนบ่ายเขาเลือกที่จะพาเซลี่ไปด้วย เพราะไม่ค่อยไว้ใจสถานการณ์แถวนี้สักเท่าไหร่
เซลี่หลังจากที่สูญเสียคิงและน้องชายหญิงทั้งสองคนไปเธอก็ดูเงียบๆ ยิ่งกว่าเมื่อก่อน แต่ไนเรลก็ไม่ได้พูดอะไร เขาแค่รอให้เธอเปิดใจพูดก่อนเพราะคนที่พาเธอก้าวข้ามการสูญเสียได้นั้นก็มีแค่ตัวเธอเองเท่านั้น
ไนเรลมาถึงจุดรวมพล ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้พาคนไปมากนักพาไปแต่มนุษย์ชั้นสูงเท่านั้นเพราะการเอาคนธรรมดาไปก็มีแต่ส่งไปเป็นอาหารของซอมบี้เท่านั้น
ในเวลานี้รูปแบบสงครามมันต่างออกไปแล้วเพราะการใช้คนแข็งแกร่งหนึ่งคนที่สามารถสู้กับคนได้นับร้อยนับสิบดูจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการจัดการกับซอมบี้ แต่มันหมายถึงกรณีไปบุกละนะถ้าการป้องกันเมืองคนมากก็มีทั้งข้อดีและเสียต่างกันไป
มนุษย์ชั้นสูงที่แต่งตัวด้วยชุดทหารที่หน้าอกมีสัญลักษณ์หน่วยดาบอยู่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นหน่วยดาบของเมืองย่อยสักเมืองที่มารับเข้าร่วมกับผู้พันเจ
“มีแต่หน่วยดาบ ไม่มีหน่วยโล่” ไนเรลพึมพำออกมา
ที่นี่ไม่ได้มีแค่คนของผู้พันเจแต่ยังมีอีกสองกลุ่มยืนอยู่ด้วย ได้แก่ค่ายดอกไม้สีเงิน ที่นำโดยไอรินาค่ายหมาป่าทมิฬที่นำโดยชายที่ไว้เคราและทรงผมเหมือนกับหมาป่าสมกับชื่อของเขา“วูล์ฟ” ที่ด้านหลังมีฮาร์มยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ
ไนเรลพลางนึกถึงข้อมูลที่เขาไปรวบรวมมาในช่วงสองวันมานี้
แต่ในตอนนั้นเองไนเรลก็สัมผัสได้ถึงพลังงานของมนุษย์ชั้นสูงระดับสูงที่เข้ามาใกล้ได้ไนเรลขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร
กลุ่มของค่ายโลหะเดินเข้ามาคนที่นำมาก็คือฟาริสและตามมาคืออารอน พร้อมกับกลุ่มมนุษย์ชั้นสูงอีก10 คน
“แก...”ฟาริสเดินมาชี้หน้าไนเรลในทันทีด้วยความโมโห
“หืม...” ไนเรลมองการกระทำนี้ด้วยความไม่พอใจแค่ระดับสีเขียวกับกล้ามาชี้หน้าเขา
ไนเรลเดินเข้ามาเพื่อจะสั่งสอนฟาริสแต่อารอนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ดินเข้ามาขวางหน้าไนเรลไว้
“นายคือไนเรลใช้ไหม”
“นายคือ...”ไนเรลมองไปที่อารอนและพยายามนึกถึงมนุษย์ชั้นสูงที่มีชื่อเสียงในชีวิตก่อนของเขาแต่ก็ไม่คุ้นหน้าอารอนเลยแม้แต่น้อย
“ฉันอารอน ส่วนนายคงจะเป็นไนเรล อาโรเดียสินะ ฉันก็ว่าอยู่ใครที่ชื่อไนเรลและมีระดับสีน้ำเงินจนเมื่อคืนนึกถึงชื่อคนหนึ่งได้ประธานสมาพันธ์นักล่า หรือก็คือ ปีศาจไนเรลแห่งสมาพันธ์นักล่า ใช่หรือไม่”อารอนพูดออกมาตรง ๆ
ทุกคนที่ได้ยินว่าไนเรลคือประธานสมาพันธ์นักล่าก็พากันอ้าปากค้างโดยเฉพาะไอรินาและฮาร์มที่เจอกับไนเรลมาก่อนต่างก็ไม่อยากจะเชื่อเพราะเรื่องของธานสมาพันธ์นักล่านั้นดังมากในช่วงแรก ๆของการต่อสู้กับซอมบี้
ชายผู้ที่กลายเป็นมังกร ฆ่าสัตว์ระดับ 4ด้วยตัวคนเดียวทั้งที่พลังที่น้อยกว่าและสังหารซอมบี้นับหมื่น ๆประธานสมาพันธ์นักล่าคือชายที่เรียกว่า หนึ่งคนสู้กองทัพได้อย่างแน่นอนทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่เกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้มาก
ไนเรลมองไปที่อารอนและไม่ได้ปฏิเสธถึงคำพูดของเขานั้นยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อคำพูดของอารอนไป 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว
“นายต้องการอะไร” ไนเรลถามออกมาตรง ๆ
“มาสู้กันฉัน นายกับฉันและฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่าอันดับหนึ่งของมนุษย์ชั้นสูงก็คือฉัน”อารอนยกกำปั้นขึ้นมาเหมือนจะชกไนเรลแต่เขาก็หยุดอยู่ห่างจากหน้าไนเรลไม่กี่เซนติเมตรเป็นเหมือนการข่มขวัญให้ไนเรลกลัวแต่ไนเรลกลับไม่ได้ยกมือโต้ตอบหรือขยับตัวอะไร
“ไม่สน?” ไนเรลกล่าวออกมาอย่างสบายๆ
อารอนที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหงุดหงิดและเสียหน้าพอสมควรทั้งที่เขาและไนเรลอยู่ระดับเดียวกันแต่ไนเรลกับทำท่าเหมือนเขาไม่คู่ควรที่จะลงมือด้วยนั้นทำให้อารอนปลดปล่อยพลังออกมาคิดจะลงมือกับไนเรลตรงนี้เลย